สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายพรรคเปิดเวทีปราศัย แต่ที่ดูแล้วร้อนแรง และซัดกันเดือดหนีไม่พ้น พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่ผลัดกันแลกคนละหมัด
ล่าสุด รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ว่า เป็นปรากฎการณ์ “ตกปลาในบ่อเพื่อน” เพราะพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน มีฐานมวลชนที่ใกล้เคียงกัน ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจะเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดแน่นอน และต้องจับตาปัจจัยระยะสั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนถนัด เพราะนั้นต้องมีการเดินเกมส์อย่างเข้มข้น
ส่วนพรรคเพื่อไทยที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครคาดคิดว่า จะมีโอกาสได้สส.แตะ 100 ที่นั่ง แต่ปรากฎว่า โค้งสุดท้ายเหมือนจะยูเทินกลับมาไม่ทัน และคาดการณ์ว่า พรรคเพื่อไทยจะได้สส.ถึง 100 ที่นั่ง ซึ่งเป็นผลมาจากนายศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ที่ดึงคะแนนกลับมาได้
รศ.ยุทธพร ระบุว่า ช่วงโค้งสุดท้ายน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ต้องป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายแลนด์สไลด์ หรือได้กระแสไปเพียวๆ เพราะฐานมวลชน และในบางพื้นที่บางเขตก็ชนกัน โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้คงไม่มีโอกาสเห็นการเลือกผู้สมัครแบบข้ามขั้ว แต่จะเห็นการเลือบแบบข้ามค่าย ไม่ข้ามขั้ว เช่น คนที่เลือกพรรคเพื่อไทย มาเลือกพรรคประชาชน หรือ คนเลือกพรรคประชาชน มาเลือกพรรคเพื่อไทย จึงเกิดปรากฏการณ์ “ตกปลาในบ่อเพื่อน”
“โค้งสุดท้ายต้องบอกว่า การเลือกแบบข้ามขั้วอาจจะยากหน่อย แต่การเลือกแบบข้ามค่ายมีแน่นอน คือข้ามขั้ว อย่างคนเลือกประชาธิปัตย์ ก็คงไม่มาเลือกเพื่อไทย คนเลือกเพื่อไทยก็คงไม่เลือกประชาธิปัตย์ คนที่เลือกพรรคภูมิใจไทย ก็คงไม่เลือกพรรคประชาชน คนเลือกพรรคประชาชน ก็คงไม่มาเลือกพรรคภูมิใจไทย แบบนี้เขาเรียกว่าข้ามขั้ว แต่คนที่เลือกพรรคประชาชน อาจจะข้ามค่ายไปเลือกพรรคเพื่อไทย เป็นไปได้ หรือคนเลือกพรรคเพื่อไทย อาจจะข้ามค่ายมาเลือกพรรคประชาชน เพราะฉะนั้นก็เกิดปรากฎการณ์ตกปลาในบ่อเพื่อน” รศ.ยุทธพร กล่าว
รศ.ยุทธพร ยังประเมินตัวเลข สส.แต่ละพรรคไว้ว่า พรรคอันดับ 1 ยังคงเป็นภูมิใจไทย เพราะมีตระกูลการเมืองไปรวมกันอยู่ถึง 86 ตระกูล จึงได้เปรียบเป็นอย่างมาก และคาดว่า จะได้สส. 120 – 140 คน หรือถ้าเร่งเครื่องได้อีก ก็อาจจะทะลุไปถึง 130 -150 คน
ส่วนพรรคประชาชนจะมาเป็นอันดับ 2 คาดว่า จะได้ สส. 120 -130 คน หรือมากสุด 140 คน อันดับ 3 คือ พรรคเพื่อไทย จะได้สส.อยู่ที่ 100 -120 คน ขณะที่พรรคกล้าธรรม ประเมินว่า จะได้สส. 40- 50 คน และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้สส. 20-25 คน
ทั้งนี้ถ้าหากไปดูคะแนนที่คาดการณ์ไว้ รศ.ยุทธพร ระบุว่า พรรคอันดับ 1 – 3 มีช่องว่างที่คะแนนห่างกันไม่ถึง ไม่เกิน 20-30 เสียง นั่นหมายความว่า หลังการเลือกตั้ง ช่วงที่มีการจัดตั้งรัฐบาลจะดุเดือดเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่า พรรคเพื่อไทย จะเป็นพรรคตัวแปร แต่ส่วนตัวเชื่อว่า พรรคตัวแปร น่าจะเป็นพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาล
“สูสีกันเป็นการเมือง 3 ก๊กแน่นอน และเราจะได้เห็นการชิงดำอะไรต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดพรรคตัวแปรหลายคนจะเป็นเพื่อไทย แต่ผมคิดว่า ดีไม่ดี พรรคตัวแปรจะกลายเป็นพรรคกล้าธรรม กับประชาธิปัตย์ 2 พรรค จับกันต้องบอกว่า คะแนนเขาเท่ากับพรรคระดับกลางเท่าใหญ่ได้เลย คือไปแตะเกือบๆ 100 เหมือนกัน ซึ่งก็จะกลายสภาพเป็นตัวแปรได้ไม่น้อยเหมือนกัน”
ส่วนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ที่พรรคประชาชนใช้กลยุทธ์ด้วยการดึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล มาร่วมขบวนหาเสียง รศ.ยุทธพร มองว่า แม้เมื่อวานนี้ที่มีการปราศัยที่สามย่านมิตรทาวน์ แม้จะมีคนมาฟังเยอะ แต่หากจะหวังผลให้ได้แลนด์สไลด์คงยาก ครั้งนี้จึงต้องจึงต้องไปลงไปย้ำในพื้นที่ที่ความเสี่ยงจะโดนเจาะ เช่น กทม. สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ เพราะเลือกตั้งครั้งนี้ แรงส่งไม่เท่ารอบก่อน และท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งที่ออกมาดีที่สุดเต็มที่คงได้เท่าเดิม