สืบเนื่องจากกรณี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับรายงานการเบิกเงินสด ที่มีลักษณะผิดปกติ หลัก 100 ล้านบาท โดยเฉพาะกรณีมีผู้เบิกเงินสด จำนวน 200 ล้านบาท พร้อมกับขอแลกเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท และ บางรายขอแลกเป็นธนบัตรฉบับละ 500 บาทเท่านั้น ถือเป็นการดำเนินธุรกรรมแลกเงินสดผิดปกติ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยจะรวบรวมข้อมูล ส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรวจสอบ
ขณะที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เผยว่า ตนได้คุยกับท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในหลักการกว้างๆ แล้ว จะได้คุยกันในรายละเอียดว่าจะร่วมมือกันทำงานให้ออกมาดีเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร จะคุยกันโดยเร็วที่สุด เพราะเบื้องต้นแบงค์ชาติและ กกต. ไม่ได้ทำMOUไว้ จึงต้องหาวีธีการที่จะทำงานร่วมกันในระยะสั้นนี้ให้ออกมาดีที่สุด ซึ่งท่านยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนงานของ กกต. อย่างเต็มที่
ในส่วนของ กกต. นายแสวง กล่าวว่า ขณะนี้ ได้สั่งให้สืบสวนสอบสวน เฝ้าระวัง และติดตามดูพื้นที่ที่เห็นว่ามีการแข่งขันกันรุนแรง และคาดว่าจะมีการกระจายของเม็ดเงินดังกล่าวแล้ว
อย่างไรก็ตามล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(สำนักงาน กกต.)แจ้งว่า ได้นำเรียนที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เรื่องที่ปรากฎเป็นข่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ตรวจพบการถอนเงินสุดเป็นจำนวนมากแบบผิดปกติ และถอนเป็นธนบัตร ฉบับละ 500 บาท หรือ 100 บาท เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง จึงเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าการถอนเงินดังกล่าวอาจนำไปใช้สำหรับกระทำความผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง
ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่ และอำนาจของ กกต.ในการควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ กกต. อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย แจ้งรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติดังกล่าว มาเพื่อประกอบการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ซึ่ง กกต.ได้พิจารณาแล้วเห็นชอบตามที่สำนักงาน กกต.เสนอ และมอบหมายให้สำนักงาน กกต.ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป