ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล หรือ อาจารย์ปริญญา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกรณีประชาชนจำนวนมาก ไปรวมตัวสังเกตการณ์ความผิดปกติ ของหน่วยเลือกตั้งในจังหวัดชลบุรี เขต 1 ว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงความไม่เชื่อมั่น หรือความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เป็นกรณีที่ประชาชนพบหลักฐานชัดเจน ว่ามีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการพบใบนับคะแนนของหลายหน่วยเลือกตั้ง ถูกทิ้งในถังขยะ
รวมถึงกรณีการผนึกหีบบัตรเลือกตั้งที่ไม่ได้ใช้สายรัด และตราผนึกของ กกต. ตามระเบียบ แต่กลับใช้เชือกฟางซึ่งสามารถตัด และมัดใหม่ได้ง่าย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหีบบัตรอาจถูกเปิดมาก่อนแล้ว และหากเป็นเช่นนั้น การนับคะแนนใหม่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากอาจไม่ใช่แค่ความผิดพลาดในการนับคะแนน แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อความสุจริต และเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 124 กำหนดให้ กกต. มีอำนาจสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ หากมีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม หรือมีการนับคะแนนผิด
โดยอำนาจดังกล่าว สามารถใช้ได้ทั้งในระดับหน่วย หรือทั้งเขตเลือกตั้ง ทั้งนี้หากเป็นเพียงข้อสงสัยที่ไม่มีหลักฐานอาจยังพอเข้าใจได้ แต่ในกรณีที่ประชาชนมีหลักฐานชัดเจน จนต้องออกมานอนเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งเป็นเวลานาน กกต. ไม่อาจนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวได้
อาจารย์ปริญญา ยังชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะโดยทั่วไปประชาชนไทยยอมรับผลการเลือกตั้งมาโดยตลอด แต่กรณีนี้เป็นความกังวลว่าการเลือกตั้งอาจไม่เป็นธรรม และมีหลักฐานรองรับอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ใครชนะหรือแพ้ แต่ต้องทำให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน
หากมีการปิดหีบ และรายงานผลคะแนนมายัง กกต. แล้ว การนับคะแนนใหม่จำเป็นต้องมีมติจากที่ประชุม กกต. เนื่องจากเป็นกระบวนการที่สิ้นสุดในระดับเขตเลือกตั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม ในกรณีการนับใหม่เฉพาะบางหน่วยหรือบางหีบ อำนาจในการดำเนินการ สามารถทำได้ในระดับฝ่ายบริหารของสำนักงาน กกต.
พร้อมย้ำว่าไม่ควรปล่อยให้ประชาชน ต้องออกมานอนเฝ้าคูหาเลือกตั้งด้วยตนเอง และหาก กกต. ไม่เร่งตอบสนองต่อปัญหาบนพื้นฐานของหลักฐาน อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากความผิดปกติดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจังหวัดชลบุรีแห่งเดียว แต่พบในหลายพื้นที่ด้วย
อาจารย์ปริญญา ยังกล่าวถึงกรณีจำนวนบัตรเสียในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดว่า พบว่ามีบัตรเสียรวมกันเกือบ 3 ล้านใบ ทั้งในระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ซึ่งตั้งคำถามว่าจำนวนดังกล่าวเป็นบัตรเสียจริงทั้งหมดหรือไม่ โดยชี้ว่ามีรายงานและคลิปจากประชาชนจำนวนมากสะท้อนว่า เพียงกากบาทล้ำเส้นเล็กน้อยก็ถูกนับเป็นบัตรเสีย ทั้งที่ยังสามารถระบุเจตนาของผู้เลือกได้อย่างชัดเจน อีกทั้งในหลายกรณี สามารถทราบได้ว่าประชาชนเลือกผู้สมัครหรือพรรคใด แต่กลับถูกนับเป็นบัตรเสียทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการนับคะแนนผิด เนื่องจากบัตรที่ไม่ควรเป็นบัตรเสียถูกนับเป็นบัตรเสีย และตามกฎหมายแล้ว การนับคะแนนผิดเป็นเหตุให้สามารถเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ได้ พร้อมย้ำว่าไม่เชื่อว่าประชาชนจะลงคะแนนผิดพลาดมากถึงเกือบ 3 ล้านใบ
ส่วนกรณีที่จำนวนบัตรดีไม่สอดคล้องกับคะแนนของบางพรรคการเมือง อาจารย์ปริญญา อธิบายว่า หากเป็นการกระทำที่ผิดจากระเบียบของ กกต. อย่างชัดเจน เช่น ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ผนึกหีบด้วยสายรัด หรือการจดบันทึกคะแนนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เช่น นับได้ 210 คะแนน แต่บันทึกเพียง 110 คะแนน หากเป็นการกระทำโดยไม่มีเจตนาเพื่อเอื้อประโยชน์หรือกลั่นแกล้งผู้สมัครรายใด อาจเข้าข่ายความผิดจากความประมาทเลินเล่อหรือความผิดทางวินัยของเจ้าหน้าที่
แต่หากปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่า เป็นการกระทำโดยเจตนา เพื่อช่วยเหลือหรือทำให้ผู้สมัครรายใดรายหนึ่งเสียหาย จะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
อาจารย์ปริญญา ยังเน้นว่า หากเกิดการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าว ประชาชนไม่ควรนิ่งเฉย เนื่องจากปัญหาการบิดเบือนผลการเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่าการซื้อเสียง เพราะการเลือกตั้งเป็นเสรีภาพของประชาชนที่สิ้นสุดลงที่บัตรเลือกตั้ง หากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหรือ กกต. เพิกเฉย ไม่ดำเนินการตรวจสอบหรือเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด ย่อมสะท้อนว่าปัญหาอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเท่านั้น
แต่ยังอาจลุกลามไปถึงระดับผู้บริหาร และคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งคณะ พร้อมระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังพบความผิดปกติในหลายประเด็น ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ซึ่งบางกรณีสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งโดยรวม