ในการประชุมร่วมรัฐสภาวาระแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาเป็นประธานในที่ประชุม นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอร่วมอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลภูมิใจไทย รัฐบาลสีน้ำเงิน รัฐบาลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจสูงที่สุด เพราะว่าสามารถควบคุมเสียงได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรรวมไปถึงวุฒิสมาชิก และยังมีอำนาจที่ผู้คนเชื่อว่าสามารถโน้มน้าวจิตใจขององค์กรอิสระ ให้ตัดสินไปแนวทางที่ต้องการได้อีกด้วย เรียกได้ว่ากลไกในประเทศนี้
"ทุกวันนี้แผ่นดินนี้เป็นของท่าน แต่การก้าวขึ้นสู่อำนาจที่ล้นฟ้าล้นแผ่นดินของท่านเช่นนี้หรือไม่ ที่นับวันทุกหย่อมหญ้าในประเทศนี้ถึงมีแต่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งนี้สะท้อนผ่านคะแนน CPI หรือดัชนีรับรู้คอร์รัปชัน ปีก่อนหน้านี้เราอยู่ที่อันดับ 107 ซึ่งดิฉันก็ว่าแย่แล้ว แต่ปีนี้ 68 เราหล่นลงมา 10 อันดับ อยู่ที่ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก รั้งท้ายอาเซียน รั้งท้ายโลก และที่สำคัญเป็นคะแนนและอันดับที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก ยังกล่าวว่า รัฐบาลปี 62 ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นรัฐบาลมาตลอด แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเป็นรัฐบาลนานเท่าไหร่ ยิ่งพักใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและดัชนีรับรู้คอร์รัปชันในประเทศนี้มันยิ่งตกต่ำ ล่าสุดนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ประกาศจะทำสงครามคอร์รัปชัน ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีคนมาแสดงความรู้สึกขำถึง 25,000 คน เป็นเพราะเวลาพูดถึงนายกรัฐมนตรีกับการทุจริตคอร์รัปชัน
"ไม่มีใครคิดหรอกว่าท่านจะต่อต้าน เพราะคนรอบ ๆ ตัวของท่าน สส.,สว.,รัฐมนตรี รวมถึงคนที่อยู่ที่บุรีรัมย์ ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้มาโดยตลอด ขอถามผ่านประธานไปถึงนายกฯ ว่าท่านอายจริง ๆ ไหม หรืออายคอนเทนต์ ถ้าท่านอายจริง ๆ ท่านอยากจะล้างอายไหม ดิฉันมียาล้างอาย 2 ขนานมาแนะนำให้ท่าน ซึ่งจะทำให้ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชันดีขึ้นแน่นอน" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก ระบุว่า ยาเม็ดแรกคือยาขับรัฐมนตรีที่ชื่อฉาว ๆ ก็ให้เอาออกไปให้พ้นจาก ครม. จะปล่อยเอาไว้ทำไม อย่างกรณีการซื้อเครื่องบินของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อจากนายเบน สมิธ เมื่อสักครู่นายสุริยะได้ชี้แจงว่าซื้อมา 1 ปีก่อนที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน จะแนะนำให้รู้จักกับนายเบน สมิธ แล้วบอกว่าถ้ารู้ก่อนว่าเป็นแบบนี้ไม่ซื้อแน่นอน ตนฟังแล้วขนลุกซู่ ว่าแบบนี้ยิ่งไม่ต้องไปยึดอายัดทรัพย์มาตรวจสอบก่อน ว่าอยู่ในกระบวนการหรือเข้าข่ายขบวนการฟอกเงินหรือไม่
ตนเป็นห่วงนายสุริยะจากใจจริง ๆ ว่าอาจจะตกเป็นเหยื่อ เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกรรมอำพราง และเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินโดยที่ไม่รู้ตัว นายกรัฐมนตรีช่วยนายสุริยะได้หรือไม่ คือช่วยสั่งให้ ป.ป.ง. ตรวจสอบเรื่องนี้ที เพราะค้านกับความรู้สึกของประชาชน เรายึดอายัดทรัพย์นายเบน สมิธกับพวก 20,000 ล้าน แต่ทรัพย์สินที่ซื้อมาจากคนคนนี้ขาวสะอาดจริง ๆ หรือไม่ แล้วเส้นเงินสีเทาของนายเบน สมิธ จะไม่บรรจบมาพบกับคนที่ซื้อเครื่องบินลำนี้ เป็นไปได้หรือไม่
ส่วนกรณีถัดมา “เบอร์รี่เลือด” ที่ฟินแลนด์ วันนี้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตื่นหรือยัง
กระทรวงแรงงานไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ เราเกณฑ์แรงงานคนไทย หลอกลวงเขาว่าจะได้มีงานดี ๆ ชีวิตดี ๆ แต่สุดท้ายหลอกเขาไปขูดรีดแรงงานอยู่ที่ต่างประเทศ ศาลฟินแลนด์สั่งจำคุกนายจ้าง 1 ปี 10 เดือน ฐานค้ามนุษย์ และส่งข้อมูลมายังทางการไทย ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในสมัยนั้นก็คือนายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวหาว่ารับสินบนแลกกับการส่งแรงงานไปทำงานในไร่เบอร์รี่
"สถานะล่าสุด DSI และอัยการสูงสุดมีมติกล่าวหานายสุชาติ ชมกลิ่น สรุปสำนวนส่งให้ ป.ป.ช. ไป 2 ปีแล้ว เกินระยะเวลาที่ ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า มันช่างไม่เหมือนคดี 44 สส. ที่ ป.ป.ช. ทำตามเส้นเวลาเป๊ะ ดิฉันไม่แน่ใจว่าไอ้ความล่าช้าในคดีของท่านสุชาติ ชมกลิ่น เกี่ยวข้องอะไรกับความสามารถพิเศษของรัฐบาลสีน้ำเงินภูมิใจไทยหรือไม่ ที่ท่านมักจะสามารถโน้มน้าวจิตใจองค์กรอิสระได้อยู่เรื่อย ๆ เพราะดูเหมือนตอนนี้ 4 ใน 9 คนของ ป.ป.ช. ใส่เสื้อสีน้ำเงินมากกว่าเสื้อสีอื่น ๆ ในตู้เสื้อผ้า เดี๋ยวนี้ใส่เสื้อสีน้ำเงินบ่อยกว่าเสื้อสีเหลืองอีก" นางสาวรักชนก กล่าว
ทำให้นายโสภณ ประธานในที่ประชุมพูดขัดขึ้นมา แต่นางสาวรักชนกถามกลับว่าประท้วงแทนหรือไม่ นายโสภณจึงชี้แจงว่า บุคคลภายนอกอย่าเอ่ยถึงองค์กรภายนอก เพราะจะมีการประท้วง จึงขอเตือนไว้ เพราะขัดข้อบังคับอยู่แล้ว ตนไม่ได้ประท้วง
นางสาวรักชนก จึงขอหารือสั้น ๆ ว่า การที่ประธานบอกว่าไม่ให้กล่าวถึงองค์กรอิสระภายในสภา ตนคิดว่าเป็นการวางบรรทัดฐาน ที่อาจทำให้เราทำงานกันลำบาก เพราะองค์กรอิสระเป็นองค์กรที่รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน จึงมีความเห็นว่าน่าจะอภิปรายถึงได้ นายโสภณจึงชี้แจงว่าตนไม่ขัดข้อง แต่การไปกล่าวว่าองค์กรเหล่านั้นใส่เสื้อสีนั้นสีนี้ เป็นการกล่าวร้าย ส่วนจะพูดถึงองค์กร ไม่ให้ความเป็นธรรมก็กล่าวได้ แต่ก็ต้องรับผิดชอบเอง
นางสาวรักชนก จึงถามกลับว่า การบอกว่าองค์กร ป.ป.ช. ใส่เสื้อสีน้ำเงินมากกว่าเสื้อสีเหลือง เป็นการกล่าวร้ายอย่างไร นายโสภณ จึงกล่าวว่าตนไม่มีสิทธิ์โต้เถียง " ท่านรู้ได้อย่างไรว่าองค์กรนั้นใส่เสื้อสีอะไร เขาใส่เสื้อสีอะไรมาก สีอะไรน้อย ท่านรู้ได้ยังไง เมื่อท่านเอาความรู้สึกของท่านไปตัดสิน ผมจึงบอกว่ามันเป็นการกล่าวร้าย "
หลังจากนั้น นางสาวรักชนก ได้อภิปรายต่อ ว่า ตนไม่ได้กล่าวหานายสุชาติ เชื่อในความบริสุทธิ์ของนายสุชาติจริง ๆ คนดี ๆ อย่างนายสุชาติไม่มีทางอยู่แล้วที่จะไปทำเรื่องที่เลวทรามต่ำช้า อย่างเรื่องการค้ามนุษย์ตนก็ไม่ใช่แบบนั้น แต่ถ้ามันไม่มีมูล DSI และอัยการสูงสุด เขาจะส่งคดีนี้ไปที่ ป.ป.ช. เพื่ออะไร ดังนั้น ป.ป.ช. ควรที่จะให้ความเป็นธรรมกับนายสุชาติให้ไวขึ้น เหมือนคดีที่เกิดขึ้นกับ สส. ของพรรคประชาชน
นายกรัฐมนตรี เขียนเอาไว้ในหน้าแรก ๆ ว่า อยากจะเข้าร่วมกลุ่มโออีซีดี ถ้ามีโอกาสได้ไปเข้าร่วมจริง ๆ ขอถามว่าท่านจะไม่อายเขาหรือ ที่มีรัฐมนตรีซื้อเครื่องบินต่อจากนายเบน สมิธ โดยที่ยังไม่ตรวจสอบด้วยซ้ำว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ และเรื่องค้ามนุษย์ที่ฟินแลนด์เขารู้กันทั้งยุโรป "ถ้าไปประชุมท่านไม่อายใช่หรือไม่ เขาคงนินทากันให้แซ่ด ลือกันทั้งโออีซีดีว่าประเทศไทยเราตั้งรัฐมนตรีที่โดนข้อหาค้ามนุษย์มาเป็นรัฐมนตรี" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก ยังกล่าวว่า ใครที่พูดถึงคดีเบอร์รี่เลือด นายสุชาติฟ้องปิดปากไปหมด ซึ่งเรื่องการฟ้องปิดปากเขาเอามาคิดเป็นคะแนน CPI และกลุ่มโออีซีดีที่นายกอยากจะเข้า เขาเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก และคุ้มครองพยาน การที่ประเทศไทยมีรัฐมนตรีแบบนี้อยู่ใน ครม. มีแต่จะทำให้ประเทศไทยตกต่ำ ยังไม่พอรัฐบาลสีน้ำเงินเอาเจ้าของปั๊มที่มีสาขาทั่วประเทศมาแก้วิกฤตพลังงาน "แม้ดิฉันจะเชื่อว่าท่านพิพัฒน์คนดีของดิฉัน ไม่มีทางที่จะทำอะไรในแบบที่เขาสงสัย หรือว่าเขากล่าวหากัน แต่ว่านอกจากดิฉันแล้ว ใครจะเชื่อว่าบริษัทที่ท่านพิพัฒน์ถือหุ้นอยู่ 2 ล้านหุ้น มันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก กล่าวต่อว่า ขอย้ำว่าทั้งสามคนนี้ตนเชื่ออย่างบริสุทธิ์ว่าใจซื่อมือสะอาด เป็นรัฐมนตรีที่โลกรอ แต่ถามว่าคนไทยทั้งประเทศมองมาจากดาวอังคารก็ยังรู้เลย เพื่อไม่ให้ค้านกับความรู้สึกของประชาชน คนพวกนี้ควรจะพิจารณาเอาออกจากคณะรัฐมนตรีไปก่อนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ยาขนาดแรกคือยาขับรัฐมนตรี
ส่วนยาขนานที่ 2 คือยาหยอดตา ทำตาให้ตาสว่างขึ้น เพราะเป็นการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ซึ่งเป็นยาวิเศษของการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมักจะถูกครหาว่าเป็นพรรคของผู้รับเหมากินรวบประเทศ แต่ตนไม่คิดแบบนั้น เพราะพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่พูดเสมอว่า รักชาติ รักสถาบัน รักแผ่นดิน ดังนั้นความรักที่มีมันไม่น่าที่จะทำให้ทำเรื่องแย่ ๆ แบบนี้ เลยส่งผลบุญทำให้คนในพรรคภูมิใจไทยได้รับแต่สิ่งดี ๆ รวมไปถึงญาติของพวกท่านด้วย เช่น โครงการภาครัฐ
หลังจากนั้น นางสาวรักชนก ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากทางภาครัฐในโครงการต่าง ๆ ที่ประกอบด้วยชื่อญาติของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในปี 66-69 ได้รับงานไป 74 โครงการ มูลค่า 4,500 ล้านบาท บริษัทลูกเขยของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่มี 2 บริษัท โดยบริษัทแรกเป็นของสามีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ไป 142 โครงการ 830 ล้านบาท และบริษัทของสามีลูกสาวอีกหนึ่งคนของนายชาดา ได้รับไปอีก 78 โครงการ 2,400 ล้านบาท เป็นคนดีที่มันรักชาติ มันได้ดิบได้ดีแบบนี้
นางสาวรักชนก กล่าวต่อว่า นายสิริพงศ์เคยออกมาชี้แจงว่า จะมากล่าวหาว่าเป็นความผิดเพียงเพราะเป็นเครือญาติมันไม่เป็นธรรม วันนี้ตนเห็นด้วยว่ามันไม่จำเป็นว่าคนที่ได้งานภาครัฐเยอะ ๆ จะทุจริตหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันเสมอไป เราอย่าไปปรักปรำแบบนั้น จะอยากให้ความเป็นธรรมโดยการนำข้อมูลมาเสนอกับประชาชน
จึงเลือกโครงการในปี 68 มา ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้รับงานภาครัฐไปจำนวน 34 โครงการ มูลค่า 2,466 ล้านบาท หน่วยงานที่ได้รับประกอบด้วยกรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมโยธาธิการและผังเมือง มากถึง 11 โครงการ ซึ่งเป็นกรมที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย โดยโครงการส่วนใหญ่ลงในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 22 โครงการ
"ส่วนใหญ่เป็นการตัดถนน ดิฉันก็เลยไม่รู้ว่าเพราะว่าญาติของท่านตัดถนนเก่งแบบนี้หรือเปล่า ท่านสิริพงศ์รอบนี้ก็เลยได้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม เรียกได้ว่า put the right man on the right job" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก ยังเปิดเผยต่อว่า ในการประมูลแข่ง มีการประมูลแข่งอยู่ 3 บริษัท ซึ่งไม่มีอะไรแปลก แต่พอเปิดดูประวัติเท่านั้น เป็นคนกันเองหรือไม่ เพราะบริษัทที่ 1 มีนาย ก. เป็นกรรมการ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำกรรมาธิการติดตามงบประมาณ โควตาของนายอาสพลธ์ สรรไตรภพ สส.พรรคภูมิใจไทย จังหวัดศรีสะเกษ ขณะที่อีกบริษัทที่ 2 หากเปิดดูชื่อกรรมการบริหาร มีแต่คนนามสกุลเดียวกับนายอาสพลธ์ และบริษัทที่ 3 เป็นของอดีต สจ.เก่าที่ใกล้ชิดกับ อบจ.ศรีสะเกษ เมื่อพูดถึงเราก็จะนึกถึงนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นลูกสาวของนายก อบจ.ศรีสะเกษ มันบังเอิญมาก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในพรรคภูมิใจไทยทั้งหมดเลย
"ฟังทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดถึงอะไร ดิฉันคิดออกอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า รวย! คือมันรวยไม่ไหวแล้ว มันรวยไม่ไหวแล้วจริง ๆ โบราณเขาว่าแข่งบุญแข่งวาสนาแข่งกันได้ แต่แข่งโครงการภาครัฐกับพรรคภูมิใจไทย ท่านอย่าแข่งเลย" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก กล่าวทิ้งท้ายว่า นายกรัฐมนตรีถ้ามาทำงานแล้ว ช่วยลุกขึ้นแล้วพูดในฐานะผู้นำรัฐบาล ว่าจะรับ พ.ร.บ. นี้เพื่อปราบปรามเรื่องทุจริตคอร์รัปชันในประเทศนี้จริง ๆ ไปด้วยกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นางสาวรักชนกอภิปรายเรื่องนี้ มี สส.จากพรรคภูมิใจไทยขอประท้วงอยู่เป็นระยะ ๆ ขณะที่นายสิริพงศ์ ใช้สิทธิ์พาดพิง โดยระบุว่า เรื่องบริษัทที่นางสาวรักชนกกล่าวอ้างว่าได้รับงานรัฐมากน้อยเพียงใดนั้น ตนเองไม่ทราบ เนื่องจากไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันในเชิงลึก ความสัมพันธ์ของตนเองและบริษัทคงเป็นความสัมพันธ์ประเภทเดียวกับบุคคลในพรรคประชาชนบางคนที่มีความสัมพันธ์กับท่านรัฐมนตรี หรือคนในรัฐบาล ซึ่งท่านอภิปรายถึง เช่นนั้นเอง คือนามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันในเชิงการทำธุรกิจ หรือการใช้ชีวิตครอบครัวแต่อย่างใด
นายสิริพงศ์ ชี้แจงอีกว่า บริษัทที่ถูกกล่าวอ้างเป็นลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่มารดาเดียวกันกับบิดาตนเอง มีความสัมพันธ์เป็นญาติ แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันเชิงธุรกิจใด ๆ ปี 68 ที่ผ่านมา ตนเองก็ไม่ได้มีอำนาจในการบริหารใด ๆ และปี 66 ว่าตนเองก็ไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สส. เนื่องจากว่าสอบตก
นายสิริพงศ์ เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความเกี่ยวพันกัน แต่ขอบคุณที่ท่านกรุณาโยงให้ และข้อความที่ถูกกล่าวอ้างเมื่อสักครู่ ก็ขอบคุณที่ท่านย้ำอีกครั้ง เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนเองก็เห็นในโซเชียล เขาก็เขียนมาอย่างที่ท่านพูด ขอบคุณที่ท่านเอามาอ่านอีกรอบหนึ่ง แต่ขอย้ำให้ท่านทราบว่าไม่ได้มีความเกี่ยวพันกัน "คงไม่ต่างกับท่านสุริยะและท่านธนาธร" นายสิริพงศ์ กล่าว