ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจบวาระการปรึกษาหารือด้วยวาจา ซึ่งนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมในขณะนั้น นายพงษ์สรณัฐ ทองดี สส.กทม. พรรคประชาชน ขอหารือเรื่องการดำเนินการในสภาฯ แต่นายโสภณไม่อนุญาต เนื่องจากยังมีวาระเรื่องการหารือเป็นลายลักษณ์อักษรค้างอยู่ ยังไม่จบวาระ จะหารือแทรกขึ้นมาไม่ได้ พร้อมกับแจ้งให้ สส. ในที่ประชุมทราบว่า ในการปรึกษาหารือที่ไม่ได้อยู่ในวาระจากการประชุมวิปร่วมสองฝ่าย ขอให้ส่งเรื่องมายังประธานสภาฯ
และไม่อนุญาตให้มีการหารือนอกวาระ พร้อมว่า การควบคุมการประชุมต้องยึดระเบียบวาระการประชุมและข้อตกลงร่วมกัน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ใครจะยกมือเพื่อหารือก็ได้ เพราะอาจทำให้บรรยากาศในการประชุมไม่ราบรื่น แต่หากมีเรื่องที่สำคัญ ตนเองก็อนุญาตอยู่แล้ว แต่เมื่อยังไม่จบวาระ จะยกมือซ้อนขึ้นมาไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่า “ไม่สมควร”
ทำให้นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชน ลุกขึ้นระบุว่า ที่ประธานจะไม่อนุญาตให้สมาชิกหารือเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับระเบียบวาระ ตนเป็น สส. มา 2 สมัย การหารือก็ยังมีการหารือที่เกี่ยวข้องกับกิจการสภา ที่สมาชิกควรมีสิทธิหารือเพื่อให้ประธานแก้ไขปัญหา เช่น ประธานไม่ทำตามผลการประชุมของวิป 2 ฝ่าย
แต่หากประธานจะไม่อนุญาตให้หารือนอกระเบียบวาระเลย จะทำให้ทำงานร่วมกันลำบาก และหากมีใครหารือนอกวาระ ตนจะลุกประท้วงทันที ไม่ว่าเป็นพรรคไหนก็ตาม ประธานควรรับฟัง สส. มากกว่านี้ แต่ยังไม่ได้ฟังว่า นายพงษ์สรณัฐ จะหารือเรื่องอะไร ก็ปิดไมค์ไม่ให้พูด
นายโสภณ โต้กลับทันทีว่า นายปกรณ์วุฒิ “พูดเอาแต่ได้” พร้อมยืนยันว่า คำพูดนี้ไม่ได้เป็นการเสียดสีนายปกรณ์วุฒิ เพราะตนเองถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ สส. หารือนอกวาระ และขอชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ตนเองขอให้จบเรื่องหารือก่อน และขอให้ส่งเรื่องมาด้วยว่าจะหารือเรื่องอะไร เพราะในการประชุมวิป เพื่อความเรียบร้อย ใครจะหารืออะไร ขอให้ส่งข้อมูลให้ประธานพิจารณาก่อน และที่ให้รอก่อน ก็เพราะนายพงษ์สรณัฐพูดขึ้นมากลางวาระ ทำถูกแล้วหรือไม่ เป็นเรื่องสำคัญขนาดนั้นหรือไม่ แล้วตนเองผิดตรงไหน นายปกรณ์วุฒิ ไม่เอาความจริงทั้งหมดมาพูด ไม่เอาเรื่องที่สมควรมาพูด พร้อมยืนยันตนไม่ได้ปิดกั้น
แม้แต่กรณีนี้ ตนเองก็ไม่ได้ปิดกั้น ถึงได้บอกว่า “นายปกรณ์วุฒิ พูดเอาแต่ได้” ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ตนจะมาพูดแบบนี้ แต่ต้องควบคุมการประชุมให้อยู่ในความเรียบร้อย ตามสมควรที่จะอนุโลมได้ “แต่ท่านพูดเกินเลยไป คนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็จะเข้าใจผมผิด แค่นั้นเอง”
นายปกรณ์วุฒิ ลุกขึ้นขอใช้สิทธิ์พาดพิง และขอให้นายโสภณกลับไปย้อนดูเทปว่า ได้พูดอย่างที่ตนเองบอกหรือไม่ ตนเองต้องการช่วยหาทางออก แก้ปัญหา และชัดเจนที่สุด คำพูดที่กล่าวหาว่าตนเองพูด “เอาแต่ได้” เป็นคำพูดเสียดสี คำพูดนี้เป็นคำพูดที่รุนแรงเกินไป จะไม่ขอให้นายโสภณถอนคำพูด แต่ขอให้พิจารณา และยืนยันว่า ตนไม่ได้พูดเอาแต่ได้
นายพงษ์สรณัฐ ลุกขึ้นหารืออีกครั้ง บอกว่าเป็นประเด็นใหม่ คือขอทวงถามความคืบหน้าการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายปกรณ์วุฒิ เคยทวงถามไปแล้ว แต่นายโสภณยังไม่มีความชัดเจนว่าดำเนินการไปแล้วหรือไม่ เพราะการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประชุมเพื่อสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งหนึ่งในกรรมการสรรหาก็คือ “ผู้นำฝ่ายค้าน” การที่รีรอไม่แต่งตั้ง จะสร้างความเสียหายต่อระบบ ตนในฐานะฝ่ายค้าน แม้จะเป็นเสียงข้างน้อย ก็มีหน้าที่สร้างสมดุลในการสรรหา หากกรรมการไม่สมดุล เกรงว่าการสรรหาจะไม่รอบคอบ ดังนั้น หากนายโสภณไม่ได้ถอนตัวออกจากกรรมการสรรหา ระหว่างที่ยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ก็เป็นเรื่องที่เสียหายเช่นกัน จึงขอถามว่า การแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านมีสถานะถึงขั้นตอนไหน และการรีรอไม่แต่งตั้ง ส่งผลต่อการสรรหาตุลาการหรือไม่
นายโสภณ ชี้แจงว่า ตนทราบดีตามรัฐธรรมนูญว่าคุณสมบัติเป็นอย่างไร และท่านก็ทราบดีว่าสถานการณ์ของพรรคท่านเป็นอย่างไร หากจำไม่ผิด ช่วงวันที่ 24 เม.ย. เพิ่งประกาศหัวหน้าพรรค ตนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ผ่านแค่ 1 สัปดาห์ ก็รอกระบวนการ เมื่อมีหัวหน้าพรรค และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามเสนอแต่งตั้งไปแล้ว แล้วตนช้าตรงไหน
และการนำไปเชื่อมโยงกับการสรรหาศาลรัฐธรรมนูญ พูดในลักษณะว่าตนไม่มีมารยาท ขอให้ไปดูระเบียบ การพูดลักษณะนี้ไม่ครบถ้วน อาจทำให้คนเข้าใจผิด โดยยืนยันว่า การแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านไม่ล่าช้า และเป็นไปตามกระบวนการ โดยหนังสือได้ส่งไปแล้วตามขั้นตอน
ขณะที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.พรรคประชาชน ยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่มีปัญหา ไม่มีคำร้องขอยุบพรรค ยังมีสถานะเป็นพรรคการเมืองเช่นเดียวกับพรรคอื่น และหัวหน้าพรรคยังเป็นคนเดิม จึงขอให้นายโสภณประสานงานชะลอการแต่งตั้งตุลาการและกรรมการองค์กรอิสระออกไปก่อน จนกว่าจะมีผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
.
นายโสภณ ชี้แจงสั้น ๆ ช่วงท้ายว่า เรื่องคณะกรรมการสรรหา ตนไม่ใช่ประธานกรรมการ จึงไม่มีอำนาจใด ๆ ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ