เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน รับหนังสือร้องเรียนจาก นายภัทรพงศ์ ศุภอักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” กรณีกล่าวหาข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ทนายอั๋น ระบุว่า เป็นตัวแทนของ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต รวมถึงนายอำเภอ 3 อำเภอ และป้องกันจังหวัดภูเก็ต
ที่ถูกคำสั่งย้ายโดยอธิบดีกรมการปกครอง โดยคำสั่งระบุเพียงว่า “เพื่อประโยชน์ของทางราชการ” ไม่ได้กล่าวถึงการทุจริตหรือรับส่วยตามที่มีข่าว
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” หรือไม่ โดยระบุว่าก่อนการเลือกตั้งมีการโยกย้ายผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด และนายอำเภอจำนวนมาก จึงตั้งคำถามว่าเป็นการจัดวางกำลังเพื่อควบคุมการเลือกตั้งหรือไม่
นอกจากนี้ ยังกล่าวอ้างถึงแชตไลน์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับปลัดจังหวัด ก่อนการเลือกตั้งไม่นาน ซึ่งมีการส่งข้อมูลผลโพลในพื้นที่ ก่อนมีข้อความตอบกลับว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย”
ล่าสุดนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ให้สัมภาษณ์กับ PPTV HD36 ถึงกรณีแชตข้อความ ที่อ้างว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยระบุถึง ที่มาของข้อความดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือผลประโยชน์ใด ๆ และมองว่าการถูกโยกย้ายเป็นผลมาจากการไปกระทบกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่
นายรุ่งเรือง เปิดเผยว่า หลังเข้ารับตำแหน่งปลัดจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ได้บันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของผู้บังคับบัญชาไว้ ก่อนที่ระบบไลน์จะแนะนำบัญชีดังกล่าวขึ้นมา จากนั้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ตนได้ส่งข้อความเข้าไปรายงานตัวในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมรายงานสถานการณ์ทั่วไปในพื้นที่ เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 20 วันก่อนการเลือกตั้ง
“ผมรายงานข้อมูลทั่วไป เช่น มีผู้สมัครกี่คน เบอร์อะไรบ้าง ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่หลังจากนั้นผู้บังคับบัญชาตอบกลับมาว่า ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตอบกลับไปว่า ‘100 เปอร์เซ็นต์ครับ’ ก่อนที่อีกฝ่ายจะส่งสติกเกอร์ยกนิ้วกลับมา” นายรุ่งเรือง กล่าว
อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ระบุอีกว่า หลังจากนั้นยังมีการสั่งงานในหลายเรื่อง ก่อนที่ต่อมาจะเกิดกระแสโจมตีว่าตน “ไม่ใส่เสื้อสีเดียวกัน” ทั้งที่ตนไม่เคยสนใจการเมือง ไม่รู้จักนักการเมืองในพื้นที่ และไม่มีญาติอยู่ในจังหวัดภูเก็ต
นายรุ่งเรือง ยืนยันว่า สาเหตุการโยกย้ายตนไม่ใช่เรื่องส่วย แต่เป็นเพราะไปกระทบผลประโยชน์บางกลุ่ม พร้อมระบุว่า การออกคำสั่งย้ายทำให้ตนเสียชื่อเสียง ถูกกล่าวหาว่ารับส่วย ทั้งที่ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีการนำเอกสารเก่าในอดีตของตน ซึ่งเก็บไว้ในกรมการปกครองออกมาเผยแพร่ เพื่อดิสเครดิต โดยเชื่อว่าเป็นการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการ
“เอกสารเหล่านี้อยู่ในกรมการปกครองเท่านั้น มีการจงใจนำออกมาเผยแพร่เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผม ทั้งที่ผมต่อสู้คดีต่าง ๆ มาด้วยความบริสุทธิ์ และชนะคดีมาตลอด” นายรุ่งเรือง กล่าว
เมื่อถามว่า ที่บอกว่าช่วยน้ำเงินด้วย คือในข้อความ มีขยายความไหมให้ช่วยยังไง ? นายรุ่งเรือง กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม เพราะข้าราชการทุกคนเข้าใจโครงสร้างและกลไกของระบบราชการอยู่แล้ว
เมื่อถูกถามว่า มองว่าข้อความดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ นายรุ่งเรือง กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ามีการสั่งการบุคคลอื่นด้วยหรือไม่ แต่ยืนยันว่า ตนได้รับข้อความดังกล่าวโดยตรงจากอีกฝ่าย
ขณะที่ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มองข้อความดังกล่าวเป็น “คำสั่ง” หรือไม่
"อ๋อ เป็นคำสั่งแน่นอน เพราะผม รายงานสถิติ ถ้าอยู่ๆ มาช่วยสีโน้นสีนี้เลย ผมคิดว่า นี่ผมรายงานจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เปอร์เซ็นต์ ความน่าจะเป็นในพื้นที่ให้ข้อมูลนรับทราบ ท่านสั่งให้ผม ช่วยพรรคการเมืองพรรคใดพรรค พรรคการเมืองหนึ่ง นะครับ แล้วก็ผมยืนยันว่าไม่ว่าท่านจะลบไลน์หรืออะไรก็ตาม ไอดีไลน์ของท่านกับไอดีไลน์เบอร์โทรท่านเบอร์โทรผมจะคู่กันจนวันตาย ผมบอกคู่กันจนโทรศัพท์จนเบอร์โทรศัพท์นี้ยกเลิกใช้ก็ ก็ผมบอกว่าท่านรื้อก็เจอเมื่อนั้นล่ะครับ วันนี้ไม่ว่าท่านไม่ว่าใครจะลบไลน์หรือทำลายเอกสารต่างๆ วันนี้พิสูจน์ได้นะครับ เขาสามารถพิสูจน์ได้แม้จะลบไปเท่าไหร่ก็รื้อได้ นะครับ ผมยืนยันว่าเบอร์โทรท่านกับเบอร์โทรผม ผมเคยคุยกับท่าน 100%" นายรุ่งเรือง กล่าว
ส่วนจะเกี่ยวกับสีน้ำเงินนี้ด้วยหรือไม่ เรื่องตนขอไม่เจาะจง เพราะอาจจะเป็นการแอบอ้างก็ได้ หลังจากนี้ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
“วันนี้ไม่ว่าใครจะลบแชตหรือเอกสารอะไร ทุกอย่างพิสูจน์ได้หมด ผมยืนยันว่าเบอร์โทรศัพท์ของท่านกับของผมเชื่อมกันแน่นอน” นายรุ่งเรือง กล่าว
เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวในเวลานี้ นายรุ่งเรือง กล่าวว่า ไม่ได้ต้องการ “แฉ” แต่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม เพราะมองว่าผู้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง
“วันนี้ผมในฐานะข้าราชการพลเรือนสามัญ มองว่าผู้บังคับบัญชาไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง จึงตัดสินใจยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอความเป็นธรรม” นายรุ่งเรือง กล่าว
นายรุ่งเรือง ยังยืนยันว่า การออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความไม่พอใจเรื่องการโยกย้าย เพราะตนสามารถไปทำงานที่ใดก็ได้ แต่ไม่ยอมรับการย้ายออกนอกฤดูกาล พร้อมถูกกล่าวหาเสียหายโดยไม่มีการสอบสวนที่ชัดเจน
“ย้ายผมออกนอกฤดูกาล กลั่นแกล้งกันแบบนี้ ผมรับไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาจะสั่งการโดยมิชอบไม่ได้เสมอไป วันนี้ผมก็ต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง” นายรุ่งเรือง กล่าว