“ชัชชาติ” ปัดระบบอากง! ท้าเปิดหลักฐานทุจริต-ยันไม่มีเครือข่ายอำนาจเบื้องหลัง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“ชัชชาติ” ปัดระบบอากง! ท้าเปิดหลักฐานทุจริต ยืนยันไม่มีเครือข่ายอำนาจหรือการซื้อขายตำแหน่งอยู่เบื้องหลัง ย้ำไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย

วันที่ 4 มิ.ย.2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่หาเสียงบริเวณตลาดนัดเศรษฐี โดยตลอดการหาเสียงมีประชาชนเข้ามาให้กำลังใจและขอถ่ายรูปอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่นายชัชชาติจะให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว “ระบบอากง” ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นกลไกหรือเครือข่ายที่มีบทบาทในการบริหารจัดการงานและการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรภายใน กทม. โดยยืนยันว่า ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่าระบบอากงตามที่ถูกกล่าวหา ตนไม่ทราบว่าที่มาของคำดังกล่าวคืออะไร เป็นเพียงการตั้งชื่อเพื่อสร้างสีสันทางการเมืองมากกว่า

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ช่างภาพพีพีทีวี
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

โดยบุคคลที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นเพียงที่ปรึกษาและประธานที่ปรึกษา ทำงานร่วมกับทีมงานตามปกติ การบริหารงานของ กทม. เป็นการทำงานแบบทีม ไม่ได้มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีอำนาจสั่งการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งตนเป็นหัวหน้าทีมและเป็นผู้รับผิดชอบการตัดสินใจทั้งหมด การบริหารงานเป็นไปตามระบบงานปกติ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าระบบอากง หากมีข้อมูลหรือข้อร้องเรียนใดก็สามารถนำมาเปิดเผยและตรวจสอบได้

สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการนั้น นายชัชชาติ ยืนยันว่า ไม่เคยเป็นนโยบายของตน และไม่เคยมีการสั่งการในลักษณะดังกล่าว หลักสำคัญในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรคือความรู้ ความสามารถ และผลงาน ”ถ้าเราไปรับเงินเพื่อแต่งตั้งโยกย้ายคน เราก็จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนที่ให้เงินตลอดชีวิต ไม่สามารถบริหารงานเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ จึงเป็นสิ่งที่ผมห้ามมาโดยตลอด”

ส่วนกระแสข่าวที่มีการกล่าวอ้างว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยมีการเปรียบเปรยว่าเป็นการจ่ายเงิน 4 กิโลนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่เคยรับทราบข้อมูลดังกล่าวมาก่อน และไม่เคยมีนโยบายเช่นนั้น เราเลือกคนจากผลงาน ไม่ใช่จากการซื้อขายตำแหน่ง ผลงานที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทีมงานที่ได้รับการคัดเลือก สามารถทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเป็นคนที่ซื้อเก้าอี้มา จะทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างไร ดังนั้นหากมีข้อมูลการทุจริตที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วยหรือการเรียกรับผลประโยชน์ในหน่วยงานใด ขอให้ส่งข้อมูลมาได้ทันที เพราะพร้อมดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมา กทม. มีมาตรการทางวินัย และได้ดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดหลายกรณี รวมถึงการให้ออกจากราชการในบางคดี หากมีข้อมูลชัดเจนว่าใครเกี่ยวข้อง เขตไหน หน่วยงานใด ก็ขอให้แจ้งมาเลย ตนยินดีรับฟังและดำเนินการ เพราะไม่ต้องการให้คนดีเสียหายจากการกระทำของคนเพียงบางกลุ่ม

นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย และมองว่าการออกมาตั้งข้อสังเกตหรือวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ในระบอบประชาธิปไตย โดยหากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการทำงานก็พร้อมรับฟัง ซึ่งตนต้องขอบคุณคุณจิรายุ เพราะสิ่งที่พูดออกมาทำให้เราได้กลับมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และทบทวนการทำงานของตัวเอง ถ้ามีข้อมูลจริงก็จะได้นำมาแก้ไขปรับปรุง

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลที่ใช้อักษรย่อ “เสี่ย ป.” ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเป็นใคร และไม่รู้จักบุคคลตามที่ถูกกล่าวอ้าง

เมื่อถามว่า หลังเกิดกระแสข่าวดังกล่าว ได้มีการพูดคุยกับทีมงานหรือที่ปรึกษา โดยเฉพาะ นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม.  ซึ่งถูกพาดพิงในข่าวหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันเป็นประจำอยู่แล้ว และได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในหลายครั้ง แต่ไม่พบความผิดปกติใด เราคุยกันตลอดและตรวจสอบกันอยู่แล้ว มองว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เมื่อมีประเด็นขึ้นมาก็ต้องตรวจสอบซ้ำอีกครั้งเพื่อความชัดเจน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ช่างภาพพีพีทีวี
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ส่วนกรณีที่ นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจไทย เตรียมแถลงข่าวเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าระบบอากง พร้อมอ้างว่ามีหลักฐานเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่ง ผู้อำนวยการเขต ในราคาสูงถึง 4 ล้านบาท นายชัชชาติ ระบุว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ขอรอฟังข้อมูลก่อน ถ้ามีจริงก็ดี จะได้เอาไปดำเนินการกับคนที่ทำผิด ตนคิดว่าท่านคงมีข้อมูลบางอย่างอยู่ ก็ต้องรอดูข้อเท็จจริงก่อน

เมื่อถูกถามว่า รู้สึกหนักใจหรือไม่ ที่ถูกเปิดแผลในช่วงใกล้การเลือกตั้ง นายชัชชาติ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติของการเมือง พร้อมรับการตรวจสอบจากทุกฝ่าย

“นักการเมืองต้องยอมรับการตรวจสอบอยู่แล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่อง สุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน หน้าที่ของผมคือชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัดเจน”

กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า แม้จะลงสมัครในนามอิสระ แต่มีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย นายชัชชาติ ถึงกับอุทานว่า ”โห้ย ด่ากันขนาดนี้” พร้อมยืนยันว่า ตนยังคงเป็นผู้สมัครอิสระอย่างชัดเจน แม้จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบุคคลจากหลายพรรคการเมือง จากการทำงานร่วมกันในอดีต ตนยืนยันมาตลอดว่าเป็นอิสระ เราไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด และไม่เคยปิดบังประชาชน เรื่องการทำงานร่วมกับบุคคลจากหลายฝ่ายเป็นเรื่องปกติ เพราะการบริหารเมืองต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ส่วนกรณีที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์แสดงความคิดเห็นข้อคิดเห็นที่ว่า หากผู้ว่าฯ ไม่มีเครือข่าย ส.ก. ที่สนับสนุน อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน นายชัชชาติ กล่าวว่า มองว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การมี ส.ก. ที่สังกัดฝ่ายเดียวกัน แต่ต้องเป็น ส.ก. ที่มีคุณภาพ มีความซื่อสัตย์สุจริต และทำงานเพื่อประชาชน

“ส.ก. ที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ก. ของผม ขอเพียงเป็นคนดี มีคุณภาพ ซื่อสัตย์สุจริต ให้เกียรติประชาชนและข้าราชการ ผมเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองมีคนดีอยู่ ประชาชนควรช่วยกันเลือกคนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน” นายชัชชาติ ยังกล่าวขอบคุณนายวิโรจน์ที่สะท้อนมุมมองทางการเมือง พร้อมยืนยันว่าระหว่างกันไม่มีความขัดแย้ง และมองว่าเป็นตัวอย่างของการเมืองสร้างสรรค์ที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อกันได้

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาพการพบปะหรือทักทายผู้สมัคร ส.ก. จากกลุ่มคนทำงาน ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงนั้น นายชัชชาติ ชี้แจงว่า เป็นเรื่องปกติของผู้ที่เคยทำงานร่วมกัน และไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนผู้สมัครรายใดเป็นพิเศษ ตนเจอผู้สมัครหลายกลุ่ม หลายพรรค และหลายคนก็เคยทำงานร่วมกันมา การทักทายหรือให้กำลังใจกันเป็นเรื่องปกติ แต่ตนไม่เคยประกาศให้ประชาชนเลือกผู้สมัคร ส.ก. คนใดเป็นพิเศษ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง

เมื่อถามว่า การที่บางฝ่ายมองว่า หากได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯกทม. ไม่ได้เป็นอิสระ จะต้องทำงานอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ที่มีนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลอยู่ บางส่วนไม่ต้องการที่จะให้กลับมาเป็นผู้ว่าฯสมัยที่สอง นายชัชชาติ ชี้แจงว่า เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่มีอยู่แล้ว และทุกคนทราบตั้งแต่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง กรุงเทพฯ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่ดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ดังนั้นผู้ว่าฯกทม. จึงต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายและระบบกำกับดูแลที่กำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลจากกระทรวงมหาดไทยตามโครงสร้างการบริหารราชการของประเทศ ตอนที่ตนสมัครผู้ว่าฯ  ก็รู้อยู่แล้วว่านี่คือเงื่อนไขตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม จะไปบอกว่าไม่ขึ้นกับมหาดไทยไม่ได้ เพราะเป็นโครงสร้างที่กฎหมายกำหนดไว

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ