ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการรองรับสถานการณ์วิกฤตจากตะวันออกกลาง โดยกล่าวว่า การรับมือของกรุงเทพมหานครแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
ส่วนแรก คือการดูแลภารกิจบริการประชาชนให้ดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 4 ระบบสำคัญ ได้แก่ รถเก็บขยะ รถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และรถพยาบาล ซึ่งจำเป็นต้องมีน้ำมันเพียงพอในการให้บริการ เนื่องจากหากรถเก็บขยะหยุดเพียง 2 วัน อาจส่งผลให้เกิดปัญหาขยะล้นเมืองได้
ทั้งนี้ รถขยะของ กทม. ใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด และมีสถานีสำรองน้ำมันของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีการสำรองน้ำมันไว้ไม่น้อยกว่า 30 วัน จึงยังไม่กระทบต่อการให้บริการ
ส่วนที่สอง เป็นการติดตามสถานการณ์พลังงานของประชาชนทั่วไป โดย กทม. ได้ประสานผู้อำนวยการเขต สำรวจสถานการณ์น้ำมันในสถานีบริการต่าง ๆ พบว่าในช่วงเริ่มต้นของวิกฤต มีปั๊มน้ำมันประมาณ 30% ที่ขาดแคลนน้ำมันดีเซล ก่อนจะลดลงเหลือประมาณ 215 แห่ง จากทั้งหมดกว่าพันแห่ง และหลังการปรับขึ้นราคา จำนวนปั๊มที่ขาดแคลนลดลงเหลือราว 180 แห่ง โดย กทม. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากพบปัญหาจะรายงานต่อกระทรวงมหาดไทยต่อไป
ขณะเดียวกัน กทม. ยังเน้นรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แม้ กทม. จะไม่ได้กำกับดูแลทั้งหมดโดยตรง แต่ได้พยายามอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง เช่น การเชื่อมต่อระบบขนส่ง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมถึงการปรับปรุงทางเท้าเพื่อเอื้อต่อการเดินทางของประชาชน
สำหรับเสียงสะท้อนจากประชาชน นายชัชชาติยอมรับว่า ประชาชนมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม กทม. ไม่มีงบประมาณในการช่วยเหลือโดยตรง จึงใช้มาตรการทางอ้อม เช่น การเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนนำสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร มาจำหน่าย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในบางกลุ่ม พร้อมย้ำว่าต้องติดตามสถานการณ์และร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาระยะยาว
ส่วนมุมมองต่อสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง นายชัชชาติ มองว่า ถือเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับผู้ว่าฯ ทุกคน เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีปัญหาหลากหลาย ทั้งน้ำท่วม ฝุ่น ความร้อน การจราจร และน้ำเสีย ซึ่งผู้บริหารจำเป็นต้องใช้ความรู้และเทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรหมดกำลังใจในการทำงาน
ส่วนการส่งแผนงานต่อในช่วงใกล้หมดวาระผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นงานประจำที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว โดยผู้ว่าฯ คนใหม่จะเป็นผู้พิจารณานโยบายต่อยอดตามความเหมาะสม พร้อมเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญ โดย กทม. มุ่งส่งเสริมการให้ความรู้แก่ประชาชนมากกว่าการให้เงินช่วยเหลือ เช่น โครงการ Next Learn ที่ตั้งเป้าให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ อาทิ AI ภาษา และทักษะอาชีพ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างรายได้ในระยะยาว