ความคืบหน้ากรณีพรรคฝ่ายค้านและ สว. ได้ยื่นต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีการยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในคดีซุกหุ้น วันนี้พรรคประชาชนแถลงเปิด 4 ข้อกล่าวหา ป.ป.ช.
โดยในการแถลงข่าววันนี้มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคนที่เคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
โดยนายปกรณ์วุฒิ แถลงยก 3 พฤติกรรมที่น่าสงสัยของกรรมการ ป.ป.ช. และนำไปสู่การยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งคำร้องประธานศาลฎีกา คือ 1. ยุติเรื่องการสอบกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ที่ไม่สมเหตุสมผล ที่อ้างถึงการถือหุ้น หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นเท่านั้น แต่ประเด็นที่ไม่ได้กล่าวถึงคือ การตรวจสอบหนี้สินที่นายศักดิ์สยามที่มีต่อ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น 2. การตีความมีปัญหา ของ ป.ป.ช. กรณีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ม.126(2) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ซึ่งไม่ได้มีการสอบกรณีการเข้ารับตำแหน่งยังมีการถือหุ้นอยู่หรือไม่ แต่ไปไต่สวนว่านายศักดิ์สยามไปยุ่งเกี่ยวห้างหุ้นส่วน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายดังกล่าว และ 3. ตั้งแต่ยื่นคำร้องไม่เคยได้รับจดหมายเรียกไปให้ถ้อยคำหรือให้ข้อมูลต่อป.ป.ช. แม้แต่ครั้งเดียว
ด้านนายพริษฐ์ เปิด 4 ประเด็น ในคำร้องของที่ยื่นถึงเอาผิด คือ 1.ป.ป.ช.มีกระบวนการบกพร่อง โดยหลังจากมีการยื่นคำร้องในคดีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ใช้เวลา 3 ปี 5 เดือน ก่อนยุติการตรวจสอบเมื่อ ก.ย.68 โดยเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน ตามระเบียบ ป.ป.ช. มีด้วยกัน 3 ระดับ ตั้งแต่ตรวจสอบปกติ ตรวจสอบยืนยัน และตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งในกรณีของนายศักดิ์สยาม ป.ป.ช.ควรจะจะต้องตรวจสอบเชิงลึก เพราะกระบวนการพฤติกรรมที่ปรากฏในชั้นศาลรัฐธรรมนูญว่า มีการซุกหุ้น และการถือครองทรัพย์สินแทนกัน แต่ที่พบคือ ป.ป.ช.ไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึก ตรวจสอบเพียงระดับตรวจสอบปกติ ตรวจสอบยืนยัน จึงเป็นข้อสงสัยว่าทำไมป.ป.ช. ไม่ตรวจสอบเชิงลึก และเป็นเพราะใครที่ไม่อนุมัติให้ตรวจสอบในเชิงลึก
ส่วนอีกคำร้องคือ การตรวจสอบความผิดอาญา ใช้เวลาตรวจสอบ 3 ปี 5 เดือน ก่อนจะยุติคำร้องในเมื่อ ก.พ.69 ซึ่งตามระเบียบของ ป.ป.ช. ต้องสอบตรวจสอบเบื้องต้น ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 49 หากพบว่า มีข้อมูลละเอียดไม่เพียงพอ ป.ป.ช. ก็มีมติไม่รับเรื่องไว้พิจารณาต่อได้ แต่หากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วค้นพบว่า มีข้อเท็จจริง หรือเพียงหลักฐานที่เพียงพอ ป.ป.ช.ก็จะต้องดำเนินการไต่สวน แต่ที่พบคือ หลังตรวจสอบเบื้องต้น กลัชมีข้อสรุปว่า มีข้อมูลไม่เพียงพอ และมีมติยุติการตรวจสอบ ไม่รับคำร้อง และไม่มีการดำเนินการไต่สวน
2.ป.ป.ช. ใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยผิดอย่างชัดแจ้ง โดยป.ป.ช. มีความพยายามแย้งว่าทางความผิดต่อทั้งสองประเด็นไม่เหมือนกัน และสิ่งที่ผูกพันกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคือตัวผล แต่ 2 ข้อโต้แย้งนี้ สิ่งที่ป.ป.ช.ปฏิเสธไม่ได้ คือ ควรเป็นข้อเท็จจริงชุดเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและวินิจฉัย ซึ่งมีหลักฐานทั้งการโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ใบเสร็จ ใบวางบิล แม้ป.ป.ช. จะโต้แย้งว่า เป็นคนละประเด็นกัน แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือข้อเท็จจริงที่ป.ป.ช.ต้องใช้ในการพิจารณาควรเป็นข้อเท็จจริงในชุดเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
3.ป.ป.ช.มีพฤติการณ์ในการปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ฝ่ายค้านนื่นคำร้แงหลังจากมีการยื่นคำร้องเมื่อ ก.ย.65 ผ่านมา 3 ปี ป.ป.ช.มีมติตรวจสอบคำร้องกรณีตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ต่อมา ก.พ.69 ก็มีมติตรวจสอบคำร้องกรณีความผิดอาญา แต่กว่าป.ป.ช. จะออกมาเปิดเผยผลการตรวจสอบช่วง ก.พ. - มี.ค.69 แต่กว่าจะออกแถลงการณ์ชี้แจงสังคมก็ เม.ย.69 ถัดมานายปกรณ์วุฒอมีการยื่นคำร้องขอเอกสารจากป.ป.ช. เดือน พ.ค.69 โดยไทม์ไลน์นี้ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมของป.ป.ช. ที่มีการเพิกเฉย ตอบสนองด้วยความล่าช้า และมาถึงวันนี้ป.ป.ช.ก็ยังไม่เคยมีการแจ้งผู้ร้องว่ามีการยุติการตรวจสอบ และส่งเอกสารตามที่ร้องขอ
4.ป.ป.ช.ละเว้นข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่อยู่ในคำร้อง และที่ปรากฎในกระบวนการพิจารณา โดยข้อหาที่ละเลยคือ ข้อหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งในคำร้องมีการพูดถึงความผิดตามข้อหาชัดเจน แต่สิ่งที่พบหากดูตามคำแถลง ป.ป.ช. จะพบว่า ป.ป.ช. ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้เลย หรือไม่วินิจฉัยในประเด็นครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวหรือไม่ นี่จึงถือเป็นความพยายามปกป้องนายศักดิ์สยาม หรือช่วยน้ำเงินหรือไม่
ส่วนกรอบระยะเวลาที่จะขีดเส้นว่า ประธานรัฐสภาต้อง ส่งประธานศาลฎีกา หรือจะปัดตกนั้น นายพริษฐ์ ยอมรับว่า เรื่องของกรอบเวลาเป็นช่องโหว่อย่างหนึ่ง ที่ไม่มีระเบียบหรือประกาศของสภาฯ ในการกำหนดกรอบเวลาอย่างชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีเมื่อสมัยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เคยมีการถ่วงเวลาไว้ถึง 10 เดือน ก่อนที่จะมีการปัดตกคำร้อง ของพรรคประชาชนที่ต้องการให้ตรวจสอบคณะกรรมการป.ป.ช. เคยมีมติตกคดียืมนาฬิกาเพื่อน ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่รอบนี้ตนก็ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ระยะเวลามากถึง 10 เดือน เพราะรอบนี้ด้วยข้อเท็จจริงที่ชัดเจน จึงไม่มีภาระที่จะต้องพิสูจน์ที่สูงมากนัก เพราะประธานรัฐสภาไม่ต้องฟันธงว่าป.ป.ช. ผิดหรือไม่ เพียงแค่พิจารณาว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งสามารถทำด้วยความรวดเร็ว จึงฝากสื่อมวลชนไปถามประธานรัฐสภาว่าสามารถทำได้เมื่อไหร่ และฝ่ายค้านจะมีการทวงถามอย่างต่อเนื่อง
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า หากเกิดกรณีถูกปัดตก เราหวังว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น ประธานรัฐสภา ต้องพิจารณาด้วยเหตุและผลจากข้อเท็จจริง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ส่งเรื่องต่อให้กับประธานศาลฎีกา แต่หากถูกปัดตกจริงจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ก็สามารถยื่นร้องเอาผิดกับประธานรัฐสภา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157
เมื่อถามถึงกรณีที่ไปยื่นคำร้องให้ป.ป.ช. เปิดเผยคำวินิจฉัยที่มีการยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม หากครบ 30 วันแล้ว ยังไม่ได้รับคำตอบจะมีการดำเนินการต่อ เช่นกรณียืมนาฬิกาเพื่อน ของพลเอกประวิตร หรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนจะไปทวงถามความคืบหน้าอีกครั้ง แต่จากการที่เจ้าหน้าที่ของป.ป.ช. มาชี้แจงในที่ประชุมวิปฝ่ายค้าน ซึ่งได้รับแจ้งว่าฝ่ายกฎหมายป.ป.ช. กำลังตรวจสอบข้อกฎหมายว่าเอกสารใดบ้างที่สามารถเปิดเผยได้ และเมื่อครบกำหนด 30 วัน หลังจากตนไปยื่นคำร้องขอเอกสาร ในทางกฎหมายตนก็มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการต่อ โดยยื่นต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลต่อไป และหวังว่าจะได้เอกสารโดยเร็ว รวมถึงป.ป.ช. คงไม่ถ่วงเวลา และเชื่อว่าป.ป.ช. คงเห็นแล้วว่าการพยายามปกปิดเอกสารต่างๆ จุดจบเป็นอย่างไร