ที่อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้เดินทางมารายงานถึงสถานการณ์การปราบปรามผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ตกับนายกรัฐมนตรี พร้อมเปิดใจภายหลัง ครม. มีมติโยกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
นายนิรัตน์ กล่าวว่า รับทราบเรื่องที่ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ซึ่งตนขอไปพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อน ตนเคารพการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเสมอ พร้อมย้ำว่าไม่เสียกำลังใจ และตนเคารพนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามว่าคำสั่งย้ายดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันในพื้นที่ใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มีปัญหากับใครเลย ตนเป็นคนที่ลงไปแก้ปัญหาความขัดแย้ง ถามไปดูตามเพจข่าวดี ๆ ความขัดแย้งมีก่อนที่ตนจะไป ซึ่งตนไปเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เป็นพวกของใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าจะเชื่อตนก็มีคนปรับตัว ส่วนคนที่ไม่เชื่อตนก็ไม่ปรับตัว และเมื่อตนควบคุมไม่ได้ รักษาสถานการณ์ไม่ได้ ต้องถูกกระทรวงมหาดไทยพิจารณา หรือถูกย้ายอย่างไรก็เคารพการตัดสินใจของปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี
ส่วนที่มาพบนายกรัฐมนตรีวันนี้ เพื่อมารายงานสถานการณ์ เพราะหลาย ๆ อย่างมีความคืบหน้าไปมาก ไม่ใช่ว่าจะแก้อะไรไม่ได้ ทั้งมาเฟียต่างชาติก็นิ่งไปเลย ส่วนความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ ตนอาจจะยังแก้ปัญหาไม่ได้ ก็เป็นปัญหาระดับกระทรวง จึงจะมารายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ
นายนิรัตน์ ยืนยันว่าตนเองไม่ได้ท้อใจ และเดินหน้าทำงานต่อ ซึ่งตนตั้งใจทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด และรักษาความถูกต้อง ทำได้เท่าไรอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาประเมิน ถ้าบางเรื่องทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับไป
ส่วนที่เคยมีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบความขัดแย้งในพื้นที่ ยังคงเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในความเห็นของคนในพื้นที่ ตนมองว่าควรมีคณะกรรมการมากกว่ากรมใดกรมหนึ่งที่จะต้องไปทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งเมื่อบอกว่าเป็นเรื่องของรองผู้ว่าฯ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยควรส่งคณะกรรมการลงมาตรวจสอบ โดยมีประธานระดับรองปลัดกระทรวง ที่จะสามารถเรียกทุกกรม ทุกหน่วยในกระทรวงมาพูดคุยตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่มากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่าการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด จะทำให้ปัญหาในพื้นที่หมดไปหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า เรื่องความขัดแย้งต้องแยก เช่น เรื่องผลประโยชน์ในพื้นที่ ก็เป็นหน้าที่ของคนที่มีหน้าที่อยู่ในปัจจุบันที่จะต้องแก้ แต่ปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล ถ้าบุคคลที่ถูกอ้างว่าขัดแย้งถูกย้ายออกไป ปัญหาก็จะหมดไปพร้อมกับบุคคล
ส่วนที่มีคนมองว่าถูกย้ายมาเป็นผู้ว่าฯ ภูเก็ต เหมือนเป็นการถูกรับน้องจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ นายนิรัตน์ ถามกลับว่า “ผมนี่หรือน้อง ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่ระดับซี 10 ปีที่ 9 อาวุโสที่สุดในประเทศไทย ผมไม่ใช่น้องของใครแล้ว ผมเห็นทุกคนเป็นน้อง และมีหน้าที่ช่วยให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ช่วยเตือน หากไปดูข่าวในพื้นที่ ผมได้สั่งห้ามทำอะไรที่นอกกฎหมาย ห้ามไปเรียกรับจากใคร อย่าไปเบียดเบียนใคร และได้เตือนเมื่อมีการปะทะกันหรือวัดพลังกัน และได้เตือนในที่ประชุมอย่างเปิดเผย และในที่สาธารณะอย่างชัดเจน ผมไม่ใช่น้องของใคร ผมเป็นพี่ของข้าราชการทุกคนในจังหวัด และไม่ใช่คู่ขัดแย้ง”
เมื่อถามว่าการที่ไปเตือนข้าราชการไม่ให้เกิดการวัดพลัง หรือเรียกรับผลประโยชน์ เป็นชนวนเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ ตอบเพียงว่า “แน่นอน”
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่เวลา 14.40 น. นายอนุทิน เดินทางมาถึง นายนิรัตน์ และนายอรรษิษฐ์ ได้เข้าไปพูดคุยกับนายกฯ โดยนายนิรัตน์ ได้เข้าสวมกอดนายกฯ ขณะที่นายกฯ กล่าวว่า “มาอยู่กับพี่ มาอยู่ใกล้ๆ” ก่อนที่นายนิรัตน์จะรายงานการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตแก่นายกฯ
ภายหลังการพูดคุยเสร็จสิ้นนายกฯ ออกเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ระหว่างวันที่ 16 -19 มิ.ย. ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ก่อนออกเดินทางนายกฯ ตอบคำถามผู้สื่อขาวกรณีความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่าสุดท้ายแล้วหากไม่สามารถเดินหน้าได้จะมีแผนสำรองหรือไม่ว่า ให้ไปถามนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม