จากกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลการตรวจสอบคะแนนของผู้เข้าสอบ เมื่อเปรียบเทียบกับประกาศผลการสอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. โดยในเบื้องต้นพบว่ามีความผิดปกติประมาณ 5,000 ราย จากข้อมูลผู้เข้าสอบรวมกว่า 15,000 ราย นั้น
จากการสืบค้นข้อมูลของทีมข่าว พบว่า เว็บไซต์คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เรื่อง ประชาสัมพันธ์การแจ้งเตือนเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบ ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ระบุข้อความว่า
โดยที่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 กำหนดรับสมัครระหว่างวันที่ 7 - 28 มีนาคม 2568
การสอบแข่งขันเป็นการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ประกอบกับประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งมีเจตนาให้การสอบ มีความสุจริต และเที่ยงธรรม เพื่อให้ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม เกิดประโยชน์ต่อทางราชการ จึงขอประชาสัมพันธ์ ดังนี้
สำหรับผู้สมัครสอบ ถ้าได้กระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น จะเข้าข่ายทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเข้ารับราชการ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และจะไม่มีสิทธิสมัครสอบเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก ไม่ว่าจะมีการรับสมัครสอบเมื่อใดก็ตาม
สำหรับข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีการประชาสัมพันธ์การแจ้งเตือนเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบ ดังนี้
1. ความรับผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา
1.1 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการสอบแข่งขันถือได้ว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หากกระทำการโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับ (ข้อสอบ/คำตอบ) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 164)
หรือกรณีมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร (แก้ไขกระดาษคำตอบ) โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับ ไม่เกินสองแสนบาท (มาตรา 161)
1.2 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
ผู้ใดเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการจูงใจ หรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 143)
หรือผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 144)
ในการนี้ เมื่อบุคคลอื่นมีความผิดทางอาญาแล้ว เจ้าพนักงานก็มีความผิดอาญาและต้องรับโทษในความผิดฐานปฏิบัติ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 157)
1.3 ความผิดฐานฉ้อโกง
ผู้ใดทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 341) และถ้าได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 343)
1.4 ความผิดฐานเป็นตัวการ
ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น (มาตรา 83)
1.5 ความผิดฐานเป็นผู้ใช้
ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้างวานหรือยุยงส่งเสริมหรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้นผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น (มาตรา 84)
1.6 ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน
ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น (มาตรา 86)
ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวข้างต้นเข้าข่ายคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ซึ่งวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบใช้ระบบไต่สวนตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559
2. ความรับผิดทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ผู้ใดกระทำการใดโดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้การสอบแข่งขันต้องล่าช้าออกไปหรือต้องมีการสอบแข่งขันใหม่ ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน (มาตรา 420)
3. ความรับผิดทางปกครอง
หากผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จะต้องรับโทษทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ระดับโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ หรืออาจถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
ทั้งนี้ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ดำเนินการสอบแข่งขัน ด้วยความสุจริต และเที่ยงธรรม ดังนั้น หากมีบุคคลกลุ่มใดหรือผู้ใดแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบให้สอบแข่งขันได้ หรือมีพฤติการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ อย่าได้หลงเชื่อ และหากเกิดกรณีดังกล่าว ให้แจ้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) หรืออธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัดทราบด้วย
จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน หากพบเบาะแสการกระทำการทุจริตในการสอบแข่งขัน โปรดแจ้งศูนย์ดำรงธรรมกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หมายเลขโทรศัพท์ 0 2241 9014 หรือสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น หมายเลขโทรศัพท์ 0 2241 5677 โทรศัพท์มือถือ 082 114 1223 หรือที่เว็บไซต์ http://www.dla.go.th