น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีเด็กชาวจีนได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมายมากกว่า 1,000 ราย ผ่านกระบวนการพ่อทิพย์ ว่า เรื่องนี้เป็นภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่ทวีความน่ากลัวมาก สิ่งที่น่ากังวลคืออาจลุกลามกลายเป็นการกลืนชาติและแทรกซึมทางประชากร การที่เด็กชาวจีนได้รับสัญชาติไทยในลักษณะนี้ หมายความว่าพวกเขากำลังเติบโตขึ้นมาพร้อมสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองไทยทุกประการ
โดยที่ไม่ได้ยึดโยงกับประเทศไทยเลย ขบวนการนี้จึงเป็นเสมือนแผนการระยะยาวในการส่งคนเข้ามาถือครองสิทธิแทนคนไทย
“ที่ดิฉันกังวลที่สุดคือสิทธิการเลือกตั้ง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ รวมถึงสิทธิในการซื้อและถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และการทำธุรกิจผูกขาด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะที่คนไทยกลายเป็นผู้อาศัยในบ้านของตนเอง ถูกกลืนกินทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมโดยกลุ่มทุนต่างชาติสีเทา” น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าว
น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ตนขอเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ โดยขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เร่งติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดของขบวนการมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนายหน้าข้ามชาติ ชายไทยที่ยอมรับจ้างเป็นพ่อทิพย์ รวมถึงกลุ่มแม่ชาวจีนที่เป็นผู้ว่าจ้าง ที่สำคัญที่สุดคือต้องกวาดบ้านตัวเอง ลากคอเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งในส่วนของกระบวนการทะเบียนราษฎร สำนักงานเขต อำเภอ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารเท็จ มาดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157 และดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะถือเป็นพฤติกรรมขายชาติ ชักศึกเข้าบ้าน
นอกจากนี้ ตนขอเรียกร้องให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เร่งตรวจสอบ ดีเอ็นเอ (DNA) และพยานหลักฐานอย่างเร่งด่วน เพื่อดำเนินการเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็กที่ได้มาโดยมิชอบ เป็นการสกัดกั้นไม่ให้ทุนสีเทาเหล่านี้นำสิทธิความเป็นพลเมืองไทยไปใช้ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุขต้องร่วมมือกันปฏิรูประบบการออกสูติบัตรและการแจ้งเกิด
โดยนำเทคโนโลยีการตรวจสอบที่ทันสมัยมาใช้ เช่น การเชื่อมโยงฐานข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล และการบังคับตรวจ ดีเอ็นเอ (DNA) ในกรณีที่บิดามารดามีสัญชาติต่างกัน เพื่อปิดประตูไม่ให้เกิดช่องว่าง ประเทศไทยต้องไม่เป็นสวรรค์ของอาชญากรรมข้ามชาติ สัญชาติไทยต้องไม่ใช่มรดกที่สามารถซื้อขายกันได้ด้วยเงิน