นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณและเงินนอกงบประมาณในการจัดกิจกรรมอีเวนต์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและน่ากังวลอย่างยิ่ง
นพ.สุภัทร กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขกำลังเผชิญปัญหาด้านการบริหารจัดการงบประมาณ โรงพยาบาลจำนวนมากมีเงินบำรุงลดลงจนอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะไม่มีงบเพียงพอสำหรับใช้ดำเนินงานและดูแลผู้ป่วย แต่ในอีกด้านกลับพบว่ามีการว่าจ้างบริษัทออร์แกไนเซอร์เพื่อจัดกิจกรรมและอีเวนต์ของกระทรวงเป็นจำนวนมาก
พบแนวโน้มว่าการจัดจ้างหลายโครงการใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลในวงเงินประมาณ 499,900 บาท หรือไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งมองว่ามีความเสี่ยงต่อการใช้งบประมาณและเงินบำรุงอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้
นพ.สุภัทร กล่าวว่า วันนี้ได้นำเอกสารหลักฐานที่สืบค้นรวบรวมจากหลายแหล่งมายื่นต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้น โดยคาดหวังให้คณะกรรมาธิการเรียกข้อมูลการจัดจ้างออร์แกไนเซอร์เพื่อจัดอีเวนต์ของกระทรวงสาธารณสุขมาตรวจสอบ ทั้งในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและกรมต่าง ๆ ทั้ง 8 กรม
นพ.สุภัทร ระบุว่า จากข้อมูลที่รวบรวมได้เบื้องต้น พบว่าเฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์เพียงจังหวัดเดียว มีการใช้งบจัดกิจกรรมอีเวนต์ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาท ส่วนข้อมูลทั่วประเทศเท่าที่รวบรวมได้ คาดว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท และหากตรวจสอบอย่างละเอียดอาจสูงถึง 1,000 ล้านบาท ซึ่งเห็นว่าเป็นการใช้งบประมาณที่สิ้นเปลืองและอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า จึงนำข้อมูลดังกล่าวมายื่นต่อประธานคณะกรรมาธิการเพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป
ด้านนางสาวรักชนก กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวันก็ได้รับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เช่นกัน โดยเห็นว่า สปสช. เป็นองค์กรที่ควรได้รับการตรวจสอบและปฏิรูปครั้งใหญ่
นางสาวรักชนก กล่าวว่า เมื่อวานนี้มีกลุ่มแพทย์จากคลินิกนวัตกรรมในกรุงเทพมหานครเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการคลินิกนวัตกรรมของ สปสช. ได้รับการชี้แจงว่าจะได้รับค่าตอบแทน 320 บาทต่อเคส แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการแล้วกลับถูกปรับลดเหลือ 180 บาทต่อเคส และยังจำกัดให้รับผู้ป่วยได้เพียง 2 เคสต่อสัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของคลินิกหลายแห่ง รวมถึงประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการ
นางสาวรักชนก กล่าวว่า มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเบิกจ่ายผ่านระบบ Telemedicine ซึ่งอาจถูกนำไปแอบอ้างและทำให้เกิดการรั่วไหลของงบประมาณ หรืออาจเป็นช่องทางในการไซฟอนเงินออกจากกองทุนไปสู่บุคคลบางกลุ่ม จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
นางสาวรักชนก กล่าวต่อว่า วันนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นพ.สุภัทร ซึ่งติดตามการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าการจัดอีเวนต์หรือกิจกรรมไม่ใช่เรื่องผิด หากประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้งบประมาณดังกล่าว
แต่จากข้อมูลที่ได้รับ โดยเฉพาะในจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นจังหวัดฐานการเมืองของบิดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จำเป็นต้องตรวจสอบว่า การจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกับจังหวัดอื่นหรือไม่ หรือมีความผิดปกติในการจัดสรรงบประมาณมากกว่าพื้นที่อื่นอย่างไร
นางสาวรักชนก ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้การจัดกิจกรรมจะสามารถดำเนินการได้ตามปกติ แต่หากพบว่าการจัดจ้างจำนวนมากมีวงเงินต่ำกว่า 500,000 บาท และกระจุกตัวอยู่ที่ประมาณ 499,999 บาทอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นลักษณะที่บุคคลทั่วไปสามารถตั้งข้อสงสัยได้ว่าอาจไม่ใช่เรื่องปกติ จึงเห็นว่าควรมีการตรวจสอบอย่างละเอียด
นางสาวรักชนก กล่าวด้วยว่า สปสช. เป็นอีกหน่วยงานที่ควรได้รับการสังคายนา เพราะปัจจุบันเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่าโรงพยาบาลหลายแห่งประสบปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณ จึงถึงเวลาที่ต้องทบทวนอย่างจริงจังว่า การใช้จ่ายงบประมาณของ สปสช. มีความสมเหตุสมผล โปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดหรือไม่ โดยคณะกรรมาธิการจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมต่อไป