บอร์ด กสทช. แจง กมธ. เหตุไม่ร่วมประชุม “นพ.สรณ” หวั่นมติสุ่มเสี่ยงปัญหากฎหมาย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

3 กรรมการ กสทช. เปิดเหตุผลไม่ร่วมประชุม “นพ.สรณ” ย้ำพร้อมทำหน้าที่ แต่หวั่นมติสุ่มเสี่ยงปัญหากฎหมาย ขณะที่สำนักงานฯ มองต่าง ยืนยันเชิญครบ 7 คนตามปกติ

ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมีนางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานฯ เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธาน และกรรมการ กสทช.  

 

กสทช. ช่างภาพพีพีทีวี
บอร์ด กสทช. แจง กมธ. เหตุไม่ร่วมประชุม “นพ.สรณ” หวั่นมติสุ่มเสี่ยงปัญหากฎหมาย

แต่พบว่า นพ.สรณ มีความพยายามในการเข้าร่วมประชุม และทำหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ส่งผลให้การประชุมล่มมาแล้วกว่า 5 ครั้ง จึงส่งผลต่อความกังวลของสภาผู้บริโภค 

โดยในการประชุมครั้งนี้มี 3 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประกอบด้วย พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย เข้าร่วมประชุม

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ได้ชี้แจงในที่ประชุม กมธ. ถึงสาเหตุที่ไม่สามารถร่วมประชุมบอร์ด กสทช. ได้ว่า ตั้งแต่ได้รับหนังสือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เมื่อวันที่ 23 ก.ค.69 ซึ่งตนเองก็ได้มีความประสงค์ และทำหนังสือบันทึกไปให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการชี้แจงถึงผลกระทบ หากมีการร่วมประชุมดังกล่าว โดยอยากให้มีการหารือเรื่องนี้ให้มีข้อยุติก่อน เพราะเกรงว่า หากมีการประชุม และมีมติใด ๆ ออกมา อาจจะสร้างความเสียหายต่อผลการประชุมได้ แต่ทุกครั้งที่มีการประชุม นพ.สรณ ก็ยังคงยืนยันที่จะเข้าร่วมประชุมบอร์ด

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ยืนยันว่า ตนพร้อมทำหน้าที่กรรมการ กสทช. และเข้าร่วมประชุมกับกรรมการอีก 6 คนที่เหลืออยู่ แต่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับ นพ.สรณ ได้ โดยมีเหตุผลสำคัญคือ หลังจากคณะกรรมการสรรหามีมติออกมา ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวเป็นองค์กรตามกฎหมาย ได้รับมอบอำนาจหน้าที่วินิจฉัยเรื่องดังกล่าว โดยตาม พ.ร.บ.องค์กร กสทช. ได้บัญญัติว่า เมื่อคำสั่งทางปกครองมีผลทางกฎหมายแล้ว ก็ต้องมีผลบังคับต่อทุกคน ยกเว้นศาลปกครองมีความเห็นเป็นอย่างอื่น แต่ว่าในกรณีนี้ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

ซึ่งตนมองว่า ศาลฯ ไม่ได้เห็นแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาแต่อย่างใด นอกจากนี้ ศาลปกครองยังมีความเห็นให้ผู้มีอำนาจนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ตามกฎหมายได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติ หรือวันที่กระทำการฝ่าฝืน ซึ่งขึ้นอยู่แล้วแต่กรณี และให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้ถือว่ากรรมการ กสทช. ประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ ซึ่งความเห็นส่วนตัวตนมองว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายก็คือ ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ และไม่ได้ระบุด้วยว่า จะต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งก่อน ซึ่งตนหลังจากได้ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายแล้วมองว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการละเมิดพระราชอำนาจ และมีการกล่าวอ้างในการรอพระบรมราชวินิจฉัยแต่อย่างใด

ดังนั้น การให้ นพ.สรณ มาเข้าร่วมประชุม ทำหน้าที่ประธาน ตนมองว่า จะส่งผลกระทบร้ายแรงยิ่งกว่า และหากมีมติใด ๆ ไป ก็ย่อมที่จะมีผลในเชิงกฎหมายค่อนข้างแน่นอน แต่ในเมื่อทางสำนักงาน กสทช. ไม่ได้ตอบสนอง และยืนยันให้ นพ.สรณ เข้าร่วมประชุม จึงทำให้ตนไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้

ด้านนางสาวอรดา เทพยายน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการแทนรองเลขาธิการ กสทช. ได้ชี้แจงกรณีที่ยังเดินหน้าประชุมบอร์ด กสทช. ต่อ โดยยืนยันว่า ทางสำนักงานฯ ได้รับบันทึกของทั้ง 4 คนทุกฉบับ แต่ที่สำนักงานฯ ยังต้องจัดประชุมตามปกติ เพราะมีทั้งในส่วนของประเด็นข้อเท็จจริง และในส่วนของข้อกฎหมายที่เข้าใจไม่ตรงกัน ทางสำนักงานฯ มองว่า หากพูดถึงประเด็นของการพ้นจากตำแหน่ง ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่แล้ว ได้บัญญัติไว้เพียงมาตราเดียว คือการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 ซึ่งระบุถึงกรณีการพ้นจากตำแหน่งคือ ตาย, ลาออก, อายุครบ 70 ปี, มีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 7 และมีลักษณะตามมาตรา 8 ซึ่งในข้อนี้มีประเด็น

พอมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา แจ้งมาว่า นพ.สรณ สละสิทธิตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) ซึ่งมาตรา 18 นั้น ไม่ได้เป็นเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งที่บรรจุไว้ในมาตรา 20 โดยการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20(5) วรรค 2 พูดว่า จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง จึงเป็นที่มาในประเด็นในเชิงข้อกฎหมายที่เราเข้าใจไม่ตรงกับคณะกรรมการ กสทช. ในส่วนของสำนักงานเองมองว่า ด้วยเหตุที่ลักษณะคล้าย ๆ กัน คือต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งก่อน ซึ่งมีทั้งคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาคณะใหญ่ และคำพิพากษาของศาลฎีกายืนยัน จึงเป็นที่มาที่ทางสำนักงานฯ ยังต้องจัดการประชุม และเชิญทั้ง 7 คนมาประชุมตามปกติตามข้อบังคับการประชุม

“ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้น ตรงนั้นถึงจะเข้าเงื่อนไขในมาตรา 20 ที่ทางสำนักงานพร้อมจะรับดำเนินการต่อไป จึงเป็นเหตุผลของทางสำนักงาน ที่เราไม่สามารถที่จะกันบุคคลหนึ่งบุคคลใดออกไปจากกระบวนการของการจัดประชุมได้” นางสาวอรดา กล่าว

นางสาวอรดา ยังชี้แจงต่อว่า กสทช. เป็นคณะกรรมการประกอบด้วย 7 คน การพิจารณาลงมติไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยคนเพียงคนเดียว การดำเนินการต้องเป็นเสียงส่วนใหญ่เสมอ หากมติส่วนใดก็ตาม ถ้า นพ.สรณ เข้าร่วมแล้วเป็นเสียงส่วนใหญ่ และส่งผลให้มตินั้นต้องเสียไปหรือไม่ ก็ต้องถามว่า มติที่ลงไปเสียงเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่ให้ นพ.สรณ เข้าร่วมแล้ว หากภายหลังมีความเป็นไปได้ที่คำวินิจฉัยอาจเปลี่ยนแปลง ทำให้ นพ.สรณ ไม่ได้พ้นจากตำแหน่ง มติที่ นพ.สรณ ไม่ได้เข้าร่วม และไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาออกเสียงนั้น จะทำให้มติที่ผ่านมาถือว่า ทำให้ นพ.สรณ เสียหายหรือไม่ ในการไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่

ด้านนางสาวพรพิมล อุ่นไพร ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเทคโนโลยีและการพลังงาน ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า กฤษฎีกาไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องข้อกฎหมายที่เข้าใจไม่ตรงกัน รวมถึงประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. เพราะไม่มีการหารือมาที่คณะกรรมการกฤษฎีกา

ด้าน รศ.ดร.ศุภัช กล่าวว่า ได้มีการหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา 2 ครั้ง ถึงคุณสมบัติของ นพ.สรณ ซึ่งได้รับคำตอบว่า ให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งตามความเข้าใจของตน หากมีการพิจารณาจนถึงที่สุดแล้ว เท่ากับว่ามีการสละสิทธิ และไม่เคยเป็น ส่วนเรื่องการลงมติในที่ประชุมกรรมการ กสทช. ที่ต้องใช้เรื่องเสียงข้างมาก ความจริงแล้วมี กสทช. อีก 6 ท่าน หรือถ้าเป็นกรณีที่ต้องมีมติพิเศษก็พิจารณาตามความจำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่ทุกเรื่อง

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ เมื่อกรรมการสรรหาชี้เรื่องคุณสมบัติแล้ว แปลว่า ก็ไม่ได้เป็นกรรมการ กสทช. อีกต่อไป หากเป็นแบบนั้นเรากำลังนั่งประชุมอยู่กับใคร และให้ใครเข้ามาประชุมในห้อง ซึ่งความเสียหายจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมติเรื่องใด ก็จะเกิดปัญหา และไม่ได้รับความคุ้มครองจากมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพราะได้รับหนังสือแจ้งตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ว่า การตัดสินของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด เมื่อเป็นแบบนี้จะให้เราทำอย่างไร

“ตนคิดว่า 3 กรรมการ กสทช. ถูกผูกกันไป แต่แท้จริงแล้วต่างคนต่างมีความเห็น และต้องไม่ลืมว่า 3 คนนี้ ถ้าจะผูกกันก็ยังเหลือกรรมการอีก 4 คน ซึ่งรวม นพ.สรณ ด้วย กสทช. ก็ยังเดินได้ เพราะฉะนั้น การประชุมเมื่อ 4 ครั้งที่ผ่านมา ถ้ากรรมการ 4 คนยังอยู่ มันก็จบแล้ว มันไปได้ พวกตนก็จะรอ ไม่อยากทำผิดกฎหมาย เพราะความเสียหายมันเยอะกว่า ย้ำว่า 4 คนเดินได้ ไม่ใช่เดินไม่ได้ แต่มันไม่ถึง 4 ต่างหาก ก็ต้องไปถามดูว่า ที่ไม่ถึง 4 มีใครกันบ้าง” รศ.ดร.ศุภัช กล่าว

ขณะที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า หากย้อนกลับไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ในกรณีนี้คือตั้งแต่ต้นปี 2565 แม้ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง จะคุ้มครองมติ หรือการดำเนินการย้อนหลังในส่วนที่เรายังไม่ทราบข้อมูลมาก่อนก็ตาม แต่เมื่อทราบข้อมูลชัดเจนเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา การคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวก็หมดไป

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องของสำนึก เมื่อมีเหตุอันควรตามกฎหมาย และรับทราบว่า คุณลักษณะ หรือคุณสมบัติอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถขอหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่น กรณีนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. จนเป็นที่ยอมรับ โดยภายหลังจากที่ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 ทำให้นางสาวสุภิญญา ในขณะนั้นเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ในวันเดียวกันนั้น ก็ได้มีบันทึกข้อความถึงเลขาธิการ กสทช. แจ้งขอยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยไม่รับค่าตอบแทน พร้อมส่งคืนทรัพย์สิน และรถประจำตำแหน่งทันที ซึ่งที่ประชุม กสทช. ในเวลาต่อมาได้มีมติรับทราบ จนกระทั่งมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้พ้นจากตำแหน่งโดยมีผลย้อนหลัง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ชี้ให้เห็นว่า การยุติตนเอง เพื่อไม่ให้อยู่เป็นอุปสรรคในการทำงาน หรือการประชุมทันที เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย ถือเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง เพราะหากปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนเกิดความเสียหายต่อสาธารณะ หรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจาก กสทช. ทำหน้าที่กำกับดูแลเอกชน และผู้บริโภคจำนวนมาก โดยมีผู้ถือครองซิมโทรศัพท์กว่า 100 ล้านคน และผู้ชมโทรทัศน์ทั่วประเทศกว่า 70 ล้านคน ซึ่งหากศาลฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติจริง จะไม่มีใครสามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังได้

อย่างไรก็ตาม นางสาวอรดา กล่าวย้ำว่า สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตามกฎระเบียบ และกฎหมายที่มี ซึ่งทุกคนสามารถมีความเห็น และมีสิทธิโต้แย้งได้ แต่ทุกความเห็นต้องอยู่บนกระบวนการการตรวจสอบด้วย ตนไม่ได้บอกว่า คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่เหมาะสม ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ สามารถรับฟังเรื่อง หรือรับฟังความเห็นได้ แต่กระบวนการการตรวจสอบจะต้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย

ทั้งนี้ ทางสำนักงานฯ มองว่า หากคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ทุกคนก็มีสิทธิโต้แย้งคำพิพากษานั้น จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงศาลฎีกาได้เช่นกัน เช่นเดียวกันกับกรณีนี้ กระบวนการยังไปไม่ถึงไหนเลย เป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังไม่ได้แม้แต่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จึงอยากให้ที่ประชุมบันทึกความเห็นนี้ไว้ด้วย

ทำให้นางสาวภคมน กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ที่ได้พิจารณาเรื่องนี้มาถึง 4 ครั้ง ได้ทำบนอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และทุกครั้งก็เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาทุกหน่วยงาน และตนก็เชิญ นพ.สรณ ทุกครั้ง รวมไปถึงเชิญนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. หลาย ๆ ครั้ง แต่ไม่เคยได้รับความร่วมมือ ดังนั้น การจะบอกว่า การพิจารณาของคณะกรรมาธิการไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งตนยืนยันว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ทำหน้าที่ทุกอย่างตามกฎหมาย และการแสดงความเห็นของตนสู่สาธารณะคือ แสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชน ซึ่งคิดว่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปปรึกษาสำนักงาน กสทช. เพราะไม่ใช่ลูกน้องของ นพ.สรณ และนายไตรรัตน์

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ