วันที่ 25 ส.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางการนำระบบประกันภัย มาช่วยเยียวยาผู้ประสบอุทุกภัยว่า จะมีการเสนอแนวทางดังกล่าวมาใช้เยียวยา โดยจะช่วยใน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.น้ำท่วม 2.วาตภัย 3.แผ่นดินไหว
ทั้งนี้เนื่องจากสภาพอากาศมีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะปีนี้เป็นซุปเปอร์เอลนีโญ จึงได้รับผลกระทบ ซึ่งมองว่าประเทศไทยต้องใช้งบประมาณในส่วนนี้เยอะมากในแต่ละปี รัฐบาลไม่มีงบประมาณมากพอ
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือการป้องกัน โดยการลงทุน และพอเกิดเหตุแล้วก็ต้องทำให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว
นายปกรณ์ กล่าวว่าส่วนรูปแบบการช่วยเหลือปัจจุบัน รัฐจะเป็นผู้ช่วย แต่การนำประกันเข้ามาช่วยเหลือจะใช้โมเดลของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบภัยบ่อยมาก โดยใช้รูปแบบประกันภัยพิบัติมาดูแลประชาชน โดยให้บริษัทประกันจ่ายเยียวยาฟื้นฟูเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งระบบในญี่ปุ่นประชาชนต้องจ่ายเอง ส่วนประเทศไทยจะนำมาปรับใช้อีกโมเดลในการใช้งบประมาณของรัฐ ที่จัดเป็นสวัสดิการสำรองในการดูแลประชาชนหากเกิดเหตุ โดยจะมีการซื้อประกันภัยพิบัติพื้นฐานกับบริษัทประกัน ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่ง คปภ. จะเป็นผู้กำหนดรายละเอียดความรุนแรงของภัยพิบัติ และให้บริษัทประกันภัยจ่ายตรงตามเกณฑ์ให้ประชาชน โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งวิธีนี้มีความรวดเร็ว และวงเงินมากกว่าที่รัฐให้
“เรื่องนี้ต้องรอทำรายละเอียดและเสนอใน ครม.สัญจร ซึ่งค่าเสียหายก็จะมีเกณฑ์กำหนดไว้ เกิดเหตุปุ๊บ ก็จ่ายเลย โดยจะพยายามจะบังคับใช้ให้เร็วสุดภายใน 1 ต.ค. 2569 ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี”
นายปกรณ์ กล่าวว่าโมเดลดังกล่าว จะเสนอขอความเห็นชอบเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร ที่จ.สงขลา ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 20 ล้านครัวเรือน โดยเน้นในพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติ เพราะปกติเวลารัฐจะจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมสูงถึง 4-5 หมื่นล้านบาทหรืออาจจะมากกว่านี้ ทั้งนี้หากมีความเสียหายหนักจริงๆ รัฐก็จะดูแลเพิ่มเติมและสามารถควบคุมงบประมาณได้