นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณีนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส. และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตรียมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน หัวข้อ "การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น" ในวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ว่า พรรคเราเป็นพรรคเปิดกว้าง ไม่ได้ห้ามสมาชิกไปดำเนินกิจกรรมในการพบปะพูดคุยกับประชาชน หรือการเสวนา สัมมนา ซึ่งได้มีการพูดคุยกับนายแพทย์ชลน่านแล้วเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา
ซึ่งกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านประสานมา เพราะนายแพทย์ชลน่านเป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน จึงเชิญไปร่วมเสวนาช่วงหนึ่งเท่านั้น และช่วงนั้นมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้นำฝ่ายค้านอีกหลายคนด้วยเช่นกัน ซึ่งการพูดคุยเป็นการสร้างความมั่นใจต่อสังคม ต่อระบบการเมือง ไม่มีประเด็นอะไรน่าห่วง ไม่เกี่ยวกับการเมือง
ส่วนตัวเชื่อว่า นายแพทย์ชลน่านมีวิจารณญาณ สามารถพูดอยู่ในกรอบได้ เพราะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เราเคารพ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ขึ้นมา ก็จะขอหารือกับนายแพทย์ชลน่านอีกครั้งว่ามีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะกิจกรรมเหล่านี้จัดโดยใจที่บริสุทธิ์ ก็เป็นประโยชน์ เพราะนำเอางบประมาณนั้นมาใช้ในการจัดเสวนา เพื่อพูดคุยกับประชาชนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างแนวความคิด และส่งแนวความคิดไปยังสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่อยากให้นำงบประมาณของรัฐไปใช้ในวัตถุประสงค์ทางการเมือง
นายจุลพันธ์ยอมรับว่า ตนเองยังไม่เห็นหัวข้อในการพูดคุย โดยหลักแล้วแม้ว่าจะเป็นมิติของฝ่ายค้าน หากทำงานโปร่งใส ใช้งบประมาณถูกต้อง มันก็ต้องเป็นเรื่องของการสื่อสารกับประชาชน ไม่ควรนำงบประมาณไปใช้กับการหวังผลประโยชน์ทางการเมือง
พร้อมกันนี้ นายจุลพันธ์ยังยืนยันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่สร้างความระหองระแหงในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งตนเองและนายกรัฐมนตรีเคยพูดแล้วว่า เราไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล แต่เราเป็นรัฐบาลของประชาชน ทำงานด้วยกันไม่มีการแบ่งแยก ร่วมกันดีมาตลอด ไม่มีเรื่องไหนทำให้เกิดการสั่นไหว
นายจุลพันธ์ระบุอีกว่า สภาพของรัฐบาลไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นี่คือกลไกของระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมาก เพราะทุกคนในสภาฯ ต้องรับฟังการอภิปราย และใช้วิจารณญาณในการตัดสินว่ามีข้อมูลใหม่หรือไม่ และมีข้อมูลเชื่อได้หรือไม่
นอกจากนี้ ความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์ของการกินดีอยู่ดีของประชาชน ดังนั้น โดยสภาพแล้ว ถ้าไม่ได้มีอะไรใหม่จนกระทั่งเป็นเรื่องที่เสียหาย เชื่อว่าสุดท้ายเราก็ต้องเดินหน้าขับเคลื่อนความเป็นรัฐที่เกิดกับประโยชน์กับประชาชนต่อไป
ส่วนตัวมองว่ากระบวนการในสภาฯ เวลาอภิปรายไปติดตามได้ มีประเด็นเรื่องเดียวกัน พรรคเดียวกัน มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายต้องยึดมั่นในกรอบของมติพรรค เดินไปด้วยกัน พร้อมกัน การลงมติ เช่น พ.ร.ก.กู้เงิน พรรคเพื่อไทยก็เต็ม 100 เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ และเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันอยู่ ก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนกลไกในการช่วยเหลือประชาชน ย้ำว่าเสถียรภาพของรัฐบาลแน่นปึก
ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ยืนยันว่า การพบนายกรัฐมนตรีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ไม่มีการพูดคุยถึงประเด็นนี้