นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน ภารกิจที่สำคัญที่สุดของ กกต. ในปี 2567 หนีไม่พ้นเรื่องการจัดการเลือก สว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม
ซึ่งล่าสุด กกต. มีมติเสียงข้างมากในมหากาพย์การโกงครั้งนี้ มีจำนวนคนที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงและเห็นควรสั่งฟ้องไปที่ศาลทั้งหมดเพียงแค่ 77 คน ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26
และน้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการที่ถูกจัดทำโดยรองเลขาธิการ กกต. หากดูองค์ประกอบของ 77 คน ก็จะเห็นว่ามี สว. เพียงแค่ 26 คน กลุ่มแกนนำพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น
"จึงเห็นว่ามติเสียงข้างมากของ กกต. ขัดกับหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะและต่อหน่วยงานอย่าง กกต. เรียกได้ว่าเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง" นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ยังกล่าวว่า มติของ กกต. สะท้อนว่าเสียงข้างมากของ กกต. จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัวด้วยกัน ช้างตัวที่ 1 คือความเป็นขบวนการของการโกง สว. ความผิดปกติที่ชัดที่สุดในมติของ กกต. และคำอธิบายของประธาน กกต. คือพยายามตีกรอบและบีบให้เรามองเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว. แยกขาดจากกัน เหมือนกับว่าไม่เกี่ยวข้องกัน
กรอบดังกล่าวขัดกับหลักฐานทั้งหมดที่ชัดและฟ้องว่าการโกง สว. ครั้งนี้ทำกันเป็นขบวนการ เช่น โพยใบสั่ง หากดูในโพยทั้งหมดจะเห็นว่า จำนวน สว. ที่มีหมายเลขปรากฏในโพย 130 กว่าคน รวมถึง 26 คนที่ถูกสั่งฟ้องด้วยเช่นกัน
ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ กกต. เสียงข้างมากเห็น แต่พยายามบอกว่ามี สว. 26 คนที่ กกต. เห็นว่าได้กระทำการทุจริตและปรากฏอยู่ในโพย แต่อีก 100 กว่าคนที่ปรากฏอยู่ในโพยเดียวกัน กลับปรากฏอยู่ได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับ 26 คนนั้นเลย และไม่มีการกระทำทุจริตใด ๆ
หลักฐานชิ้นที่ 2 คือสถิติการลงคะแนนในการเลือกระดับประเทศ ซึ่งเป็นหลักคณิตศาสตร์ และตัวเลขยืนยันว่ามีการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบและเป็นขบวนการ หากเชื่อตามที่ กกต. เสียงข้างมากบอกว่าการโกง สว. ไม่ได้ทำเป็นขบวนการ สิ่งที่เราจะต้องเห็นคือคะแนนต้องกระจายตัว
หลักฐานที่ 3 คือศูนย์ทำโพย กกต. เสียงข้างมากพยายามบอกว่า เหตุการณ์ที่ศูนย์ทำโพยเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่แยกจากกันและไม่เชื่อมโยงกัน ซึ่งสวนทางกับหลักฐานและข้อเท็จจริง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นขบวนการเดียวกัน มีการจัดรูปแบบและขั้นตอนที่เหมือนกันในทุกศูนย์ทำโพย รวมถึงแชร์วิทยากรคนเดียวกัน
และหลักฐานที่ 4 คือการปฐมนิเทศ สว. หลังจากได้รับการเลือก แต่ไม่กี่วันหลังจากที่ สว. 200 คนถูกรับรอง และก่อนจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ 2 วัน เรามีหลักฐานว่า สว. หลายสิบคนไปประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน แล้วตกลงกันว่าใครจะได้เป็นประธานและรองประธาน ซึ่งได้รับการยืนยันจากพยานบุคคลหลายคน และสอดรับกับสัญญาณโทรศัพท์ว่ามี สว. อย่างน้อย 40 คนที่ปรากฏตัวอยู่ที่โรงแรมพูลแมนจริง
นายพริษฐ์ยังกล่าวว่า ไม่ได้มีแค่ตนที่เห็นหรือเชื่อ แต่ทางอัยการเองก็เคยตีกลับสำนวนที่ DSI เคยสรุปและสั่งฟ้องแค่ 8 คน โดยระบุชัดในเอกสารว่า 8 คนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการ ซึ่งหน่วยงานจะตัดทอน แบ่งแยก หรือดำเนินคดีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหาได้ไม่
"ช้างตัวที่ 1 ตรงนี้มันกำลังบอกเราว่า ความพยายามของ กกต. เสียงข้างมากในการปฏิเสธความเป็นขบวนการของการโกง สว. ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่บอกว่า หากสมมุติมีการวางระเบิด 20 จุดพร้อมกันในรูปแบบเดียวกันทั่วกรุงเทพมหานคร กกต. เสียงข้างมากกำลังบอกว่าให้พิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน ให้ดูเฉพาะหลักฐานว่าเกี่ยวกับใครบ้างที่ขับรถและไปวางระเบิดในจุดต่าง ๆ แต่ไม่ให้พิจารณาถึงความเชื่อมโยงระหว่าง 20 จุดนั้น และไม่ให้พิจารณาว่ามีคนใดหรือองค์กรใดที่อยู่เบื้องหลังในการวางแผนและบงการขบวนการดังกล่าวหรือไม่" นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวว่า ช้างตัวที่ 2 ที่ กกต. เสียงข้างมากทำเป็นมองไม่เห็นคือความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย หลักฐานจำนวนมากชี้ไปถึงพรรคภูมิใจไทย แม้ กกต. ไม่ได้สั่งฟ้องรัฐมนตรีหรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว แต่ในบรรดา 77 คนที่ถูกสั่งฟ้องมีหลายคนที่เกี่ยวข้องและเป็นคนคุ้นเคยของพรรคภูมิใจไทยทั้งนั้น แม้ กกต. เสียงข้างมากจะปัดตกคำให้การของพยานรหัสที่ 16/26
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ใช้สิทธิประท้วงประธานว่า วันนี้เป็นรายงานของ กกต. แต่สิ่งที่อยากประท้วงคือเนื้อหาที่อภิปรายควรเป็นเรื่องในรายงานนั้น สิ่งที่กำลังจะพูดตนกลัวว่าจะไปถึงภารโรงคนทำความสะอาดพรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะสิ่งที่พูดมาเป็นเรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องและพรรคของตนได้รับความเสียหาย จึงขอให้วินิจฉัยเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง อย่าให้มีการอภิปรายให้เกิดความเสียหายกับพรรคตนเลย
โดยนายโสภณกล่าวว่า การอภิปรายการเลือกตั้ง สว. ก็อยู่ในรายงาน ส่วนที่มีการกล่าวหาถึงพรรคภูมิใจไทยเป็นการกล่าวหา จึงขอให้นายพริษฐ์ใช้ดุลพินิจ เพราะหากพูดบ่อย ๆ เป็นการกล่าวหาเสมือนจริง จะเอาความรู้สึกของตัวเองไปตัดสินว่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย แบบนั้นไม่ถูก
คนที่ไม่ได้ตามมาตั้งแต่ต้นก็จะมองเหมือนนายพริษฐ์ จึงขอให้อภิปรายประเด็นที่เกี่ยวข้อง แต่ควรพึงระวังการกล่าวหาที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ ตนก็รักษาความเป็นกลางอยู่
นายพริษฐ์ยืนยันว่า เนื้อหาที่พูดเมื่อสักครู่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นความรู้สึกของตนเอง ว่าในบรรดา 77 คน มีอดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย สส. จากพรรคภูมิใจไทย มีพ่อของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย
ทำให้นายโสภณกล่าวว่า เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ใช่พรรค เป็นเพียงบุคคล ให้แยกกันออก ใครจะทำความผิดหรือมีพฤติกรรมอะไรไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ตนต้องวินิจฉัยแบบนี้
นายพริษฐ์จึงกล่าวต่อว่า แม้ว่า กกต. มีมติเสียงข้างมากไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคหรือรัฐมนตรีไปที่ศาล แต่ตนพยายามชี้ว่าหลักฐานหลายประการเชื่อมโยงไปถึง เช่น ข้อมูลประวัติการโทรศัพท์
ทำให้นายศุภชัยลุกขึ้นประท้วงประธานอีกครั้งว่า สิ่งที่นายพริษฐ์กำลังเสนอ ฟังได้ว่าเป็นสำนวนการสอบสวนซึ่งเป็นเอกสารลับ และเป็นข้อมูลที่ กกต. ยังไม่เปิดเผย สิ่งที่กำลังอภิปรายอยู่เป็นการเอาข้อมูลที่น่าเชื่อว่าเป็นความลับของราชการมาเปิดเผย และมีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ปล่อยเอกสาร จึงถามประธานว่าปล่อยให้เอาของที่ไม่ชอบ ของเถื่อน มาอภิปรายอยู่ในสภาได้อย่างไร ต้องควบคุมห้ามไม่ให้ทำแบบนี้
นายโสภณจึงกล่าวว่า การกล่าวหาที่บอกว่าเป็นเรื่องเถื่อน กกต. ชี้แจงได้ ถ้าจะไม่ให้พูดเลยก็คงไม่ได้ รายงานต้องเข้าใจคนทำหน้าที่ประธานด้วย ตนไม่ได้เข้าข้างฝั่งไหน ต้องยึดข้อบังคับในการทำงาน
จากนั้น นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่า เพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นประท้วงเมื่อสักครู่ ประธานได้วินิจฉัยถูกต้องว่าหน้าที่การตอบหรือชี้แจงเป็นของ กกต. ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน
นายศุภชัยจึงประท้วงประธานอีกครั้งว่า เอกสารที่นำมาแสดงพาดพิงมาถึงพรรคของตน กกต. คงไม่ตอบ เราไม่เกี่ยว แต่ในรายงานของ กกต. มันไม่มีสำนวนการสอบสวนนั้นอยู่
ทำให้นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประท้วงประธานที่ปล่อยให้สมาชิกลุกขึ้นประท้วงไม่เป็นไปตามข้อบังคับ และยังไม่ใช่เวลาอภิปรายของสมาชิก ทำให้นายศุภชัยพูดขึ้นมาว่า "ใจเย็น ๆ น้อง ใจเย็น ๆ" นายกรุณพลจึงกล่าวว่า "ผมไม่มีพี่แบบนี้ครับ" นายศุภชัยจึงกล่าวว่า "โอ้ ตกลงไม่นับน้องกันแล้ว" โดยนายโสภณพยายามควบคุมการประชุมและขอให้ตั้งสติดี ๆ และคำวินิจฉัยของประธานถือเป็นที่สิ้นสุด
จากนั้น นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า เข้าใจดีว่าเพียงแค่ประวัติการโทรศัพท์ไม่ใช่สิ่งยืนยันว่ามีการกระทำเกี่ยวกับการโกง สว. ก็อยากให้ กกต. ตอบว่าเขาโทรคุยกันเรื่องอะไร ทำไมผู้เชี่ยวชาญประจำตัวกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมถึงเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทยต้องโทรหา สว. จำนวนมาก
เข้าใจดีว่าทางพรรคในฐานะองค์กรเองก็ชอบให้เหตุผลว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะเคยออกประกาศกำชับไม่ให้ลูกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. แต่ถึงวันนี้ที่ กกต. ยืนยันและสั่งฟ้องคนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ก็มีความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง คือ 1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคทำงานไม่ได้เรื่องในการกำชับให้สมาชิกพรรคไม่ไปยุ่งกับการเลือก สว.
แต่นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า ที่ผู้อภิปรายระบุว่านายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคทำงานไม่ได้เรื่อง ขอให้ถอน และขอฝากว่าสิ่งที่ต้องพูดในที่ประชุมแห่งนี้ ข้อท้วงติง ข้อสังเกต และสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับพวกเราได้ฟัง
นายพริษฐ์จึงอภิปรายต่อว่า ความเป็นไปได้แรกจะไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่อาจเป็นความเป็นไปได้ที่สอง คือนายอนุทินและแกนนำพรรคภูมิใจไทยร่วมกันโกงการเลือก สว.
ทำให้นายโสภณวินิจฉัยว่า การพูดประเด็นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะ กกต. แถลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ท่านจะยอมหรือไม่ก็เป็นเรื่องของท่าน ความจริงปรากฏแล้วว่า นายอนุทินไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่ได้ส่งฟ้องศาล ดังนั้น การพูดประเด็นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง และหากพูดคำนี้อีก ตนเองจะไม่ให้อภิปรายแล้ว
นายพริษฐ์ได้อภิปรายต่อว่า ตนเองตกใจ เพราะเมื่อวันจันทร์ตนเองได้ยินประธาน กกต. ชี้แจงว่านายอนุทินไม่เกี่ยวกับการโกง สว. ไม่คิดว่าจะได้ยินจากประธานสภาฯ ด้วย ก่อนจะกล่าวถึงช้างตัวที่ 3 กกต. จงใจมองไม่เห็นมาตรฐานของ กกต. ในอดีต เข้าใจว่าแต่ละฝ่ายมีดุลยพินิจแตกต่างกันได้
แต่สิ่งที่สังคมคาดหวังคือ กกต. ใช้ดุลยพินิจในมาตรฐานเดียวกันกับทุกคดี แต่จากการทำงานของ กกต. ปีก่อนมีการสั่งฟ้องคดีเลือก สว. ไปที่ศาล แม้จะมีหลักฐานเพียงแค่แชตไลน์ไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัครสองคนที่จับคู่เพื่อแลกคะแนนกัน
มาปีนี้ กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. 130 กว่าคนที่ปรากฏอยู่ในโพยใบสั่ง ทั้งที่มีผลคะแนนออกมาสอดคล้องกับโพยใบสั่ง ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ชัดว่ามีการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบ ดังนั้น มติ กกต. จึงขัดกับมาตรฐานของ กกต. ในอดีต เมื่อมีมติที่ได้สร้างความเสียหายแล้ว สิ่งที่ กกต. ต้องทำขั้นต่ำ 4 ประการ คือ
- ขอให้เลขาธิการ กกต. ลุกขึ้นมายืนยันว่าจะมีการเปิดเผยมติทั้งหมดทุกข้อกล่าวหา และเปิดเผยว่า กกต. คนไหนลงคะแนนอย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร
- ขอให้เลขาธิการ กกต. ลุกขึ้นมายืนยันว่า กกต. จะส่งสำนวนทั้งหมด รวมถึงความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของรองเลขาธิการ และบันทึกการประชุมของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ไปศาลฎีกา
- ขอให้เลขาธิการ กกต. ลุกขึ้นมายืนยันว่าจะดำเนินการสืบสวนการโกงเลือก สว. ที่ได้ปรากฏต่อสาธารณะไปแล้ว แต่ไม่ได้ปรากฏในสำนวนคดี เช่น เหตุการณ์ที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่มีคลิปเผยแพร่ต่อสาธารณะก่อนหน้านี้
- ขอให้เลขาธิการ กกต. ลุกขึ้นมายืนยันว่า หากกระบวนการไต่สวนของศาลต่อ 77 คนที่สั่งฟ้อง ปรากฏหลักฐานที่เชื่อมโยงกับบุคคลอื่น ท่านจะรื้อฟื้นการสืบสวนคดีดังกล่าวและสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อศาล