“สมชาย” ชี้มติ กกต. คดีฮั้ว สว. ใช้มาตรฐานต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ตั้งข้อสังเกตมติ กกต. คดีฮั้ว สว. หลังพบฐานความผิดที่ใช้ดำเนินคดีแตกต่างจากม.62 ที่ผู้ร้องและอนุกรรมการชุดที่ 26 อ้าง

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้วเลือก สว. ว่า กกต. ใช้มาตรฐานในการพิจารณาที่ต่ำกว่าหลักที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญมาตรา 225 และ 226 ที่กำหนดอำนาจ กกต. ก่อนและหลังการประกาศผลเลือกตั้ง ซึ่งหลังประกาศผลแล้ว หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่สุจริต ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัย ขณะที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ก็สะท้อนหลักการดังกล่าว

สมชาย แสวงการ ช่างภาพพีพีทีวี
“สมชาย” ชี้มติ กกต. คดีฮั้ว สว. ใช้มาตรฐานต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ

โดยกรณีนี้ผู้ร้องและการสอบสวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 ต่างมีการอ้างอิงมาตรา 62 แต่คำวินิจฉัยของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน กลับไปปรากฏฐานความผิดตามมาตรา 71, 77, 79 และ 81 ซึ่งเป็นคนละแนวทางกับฐานที่ใช้ในการร้องและสอบสวนเดิม ทั้งที่สำนวนชุดที่ 26 มีการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นจำนวนมาก และคำให้การของพยาน โดยมีการบูรณาการข้อมูลจาก กกต. ดีเอสไอ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดระยะเวลาหลายเดือน

นายสมชาย ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นทางกฎหมายและผลที่อาจตามมาจากคำวินิจฉัยของ กกต. โดยเฉพาะฐานความผิดที่นำมาใช้ดำเนินคดี ประเด็นการเรียกเงินคืน และการเคลื่อนไหวของ กกต.เสียงข้างน้อย หลังมีมติส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา

นายสมชาย กล่าวว่า ประเด็นแรกที่ต้องตั้งคำถามคือ กกต. ใช้ฐานกฎหมายใดในการดำเนินคดี เพราะผู้ร้องเดิมร้องว่าการเลือก สว. ไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม และขอให้ดำเนินการตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่การแถลงมติของ กกต. กลับไปกล่าวถึงมาตรา 77 มาตรา 79 และมาตรา 81 ซึ่งเป็นฐานความผิดในอีกลักษณะหนึ่ง

นายสมชาย ระบุว่า ในมุมมองของตนในฐานะผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในการจัดทำกฎหมาย เห็นว่าควรพิจารณาตามมาตรา 62 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีการกระทำที่ทำให้การเลือก สว. ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม โดยเฉพาะเมื่อหลักฐานที่อยู่ในสำนวนมีทั้งข้อมูลการติดต่อสื่อสาร เส้นทางการเงิน การเดินทาง และพฤติการณ์อื่นที่ผู้ร้องนำมาอ้างว่าเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ

นายสมชาย ตั้งข้อสังเกตว่า หาก กกต. มีหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์เหล่านี้อยู่ในสำนวนของอนุกรรมการที่ กกต. ตั้งขึ้นเอง ก็ต้องตอบให้ได้ว่าหลักฐานดังกล่าวถูกนำมาพิจารณาอย่างไร และเหตุใดฐานความผิดที่ใช้ในคำวินิจฉัยจึงแตกต่างจากประเด็นที่ผู้ร้องร้องไว้ตั้งแต่ต้น

ประเด็นที่สอง คือเรื่อง การเรียกเงินคืนตามมาตรา 74 นายสมชาย กล่าวว่า มาตรา 74 เป็นกรณีผู้ที่รู้ว่าตัวเองขาดคุณสมบัติแล้วไปสมัคร และหากได้รับตำแหน่งก็มีประเด็นเรื่องการคืนเงินตั้งแต่ต้น ขณะที่มาตรา 77 มาตรา 79 และมาตรา 81 ที่ กกต. นำมาใช้ดำเนินคดีในกรณีนี้ มีบทลงโทษในเรื่องจำคุกและปรับ แต่ไม่ได้มีผลในลักษณะเดียวกับมาตรา 74 ที่เกี่ยวกับการเรียกเงินคืน

นายสมชาย กล่าวว่า ดังนั้น หาก สว. 26 คน และผู้เกี่ยวข้องอีก 51 คน ถูกศาลพิพากษาตามฐานความผิดที่ กกต. ใช้ดำเนินคดี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าสู่กลไกเรียกเงินคืนตามมาตรา 74 โดยอัตโนมัติ ซึ่งจุดนี้จึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามว่าฐานกฎหมายที่เลือกใช้จะส่งผลต่อการดำเนินการในส่วนของเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับอย่างไร

นายสมชาย ยังตั้งข้อสังเกตต่อว่า ประเด็นเรื่องผู้สมัครที่รู้ว่าตัวเองขาดคุณสมบัติแล้วมาสมัครนั้น กกต. มีการดำเนินคดีในอีกกลุ่มหนึ่งอยู่แล้ว และเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 74 แต่กรณีคดีฮั้ว สว. ที่มีการแถลงเมื่อวันที่ 14 กันยายน กลับใช้ฐานความผิดอีกชุดหนึ่ง จึงควรทำให้สังคมเห็นความแตกต่างของแต่ละฐานความผิดและผลทางกฎหมายที่จะตามมาให้ชัดเจน

ส่วนประเด็นที่สาม คือ การเคลื่อนไหวของ กกต.เสียงข้างน้อย นายสมชาย กล่าวว่า ตนมองว่าการที่ กกต.เสียงข้างน้อยออกมาอธิบายเหตุผลภายหลังการลงมติ เป็นการทำหน้าที่ของกรรมการ เพราะในการพิจารณาคดีดังกล่าวมีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน และเสียงข้างน้อยยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่าควรนำหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะเส้นทางการเงินและหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน มาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

นายสมชาย กล่าวว่า จากที่ตนติดตาม กกต.เสียงข้างน้อย โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย มีแนวทางเห็นว่าควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาในวงกว้างกว่าจำนวน 26 สว.ที่ กกต.เสียงข้างมากมีมติส่ง โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานบางส่วนอาจสะท้อนถึงการดำเนินการเป็นขบวนการ ไม่ใช่เฉพาะพฤติการณ์ของบุคคลบางราย

นายสมชาย ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการสื่อสารผลการลงมติของ กกต. โดยระบุว่า เดิมมีการพูดถึงการเปิดเผยทั้งความเห็นเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย รวมถึงเหตุผลของแต่ละฝ่าย แต่ในการแถลงข่าวกลับไม่ได้มีรายละเอียดของความเห็นต่างอย่างครบถ้วน ทำให้ภายหลัง กกต.เสียงข้างน้อยต้องออกมาอธิบายเหตุผลของตนเองต่อสังคม

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กกต.มีมติส่งเรื่องดำเนินคดีรวม 77 ราย แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน ขณะที่มีรายงานถึงความเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อยที่ต้องการให้พิจารณาหลักฐานและผู้เกี่ยวข้องในวงกว้างกว่านี้

นายสมชาย กล่าวว่า จุดสำคัญจากนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องว่าใครถูกส่งฟ้องหรือไม่ถูกส่งฟ้อง แต่ต้องติดตามว่าฐานกฎหมายที่ กกต.เลือกใช้สอดคล้องกับข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานหรือไม่ ผลของฐานความผิดดังกล่าวจะนำไปสู่การเรียกเงินคืนได้หรือไม่ และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะพิจารณาประเด็นต่างๆ เหล่านี้อย่างไร

สำหรับการเคลื่อนไหวของ กกต.เสียงข้างน้อย นายสมชาย มองว่า ทำให้สังคมได้รับทราบเหตุผลอีกด้านหนึ่งของการลงมติ และเปิดให้เกิดการตรวจสอบว่าหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวน รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ถูกนำมาพิจารณาครบถ้วนเพียงใด ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะเดินหน้าต่อไป

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ