ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติการคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธาน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า ส่วนตัวขอให้ กกต. กลับไปทำรายงานฉบับใหม่ เพราะรายงานฉบับปี 2567 จัดพิมพ์เมื่อเดือนกันยายน 2568 ส่วนฉบับปี 2568 เพิ่งทำเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งพบว่ามีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน หากยังปล่อยให้รายงานนี้มาด้อยค่าสภาฯ ตนเองมองว่าไม่น่าจะเหมาะสม
สำหรับการดำเนินการสืบสวน ไต่สวน และดำเนินคดี เป็นหน้าที่ของ กกต. แล้ว แต่ปรากฏว่าท่านไม่ทำตามกฎหมายที่ระบุไว้ว่าต้องตั้งเรื่องสอบสวนโดยเร็ว
แต่ปรากฏว่าเลขาธิการ กกต. ไปเบิกความที่ศาลรัฐธรรมนูญว่า เลือก สว. วันที่ 26 มิถุนายน 2567 แต่มารับเรื่องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ห่างจากวันเลือก 10 เดือน ทั้งที่มีผู้ร้องทันทีในวันนั้น ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ปล่อยปละละเลย กระทบความเชื่อมั่นของประชาชน
ส่วนที่ประธาน กกต. ระบุว่า ในคดีนี้มีการพิจารณาแยกส่วน ขอยืนยันว่าไม่สามารถแยกส่วนได้ เพราะตามกฎหมายได้กันผู้ร่วมกระทำผิดเป็นพยาน หากพิจารณาแยกส่วนจะเป็นการขัดเจตนารมณ์ที่ต้องการให้บุคคลที่ถูกกันเป็นพยานให้การถึงตัวผู้สั่งการและผู้ที่ทำให้เกิดการฮั้ว สว.
พ.ต.อ.ทวียังกล่าวถึงพยานรหัสที่ 21/26 ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 68 คะแนน และเป็นบุคคลที่อยู่ในโพยด้วย โดยเรื่องใหญ่ที่สุดคือความไม่เชื่อมั่นต่อ กกต. เพราะ กกต. 5 คนจาก 7 คน ถือว่าเป็นผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากมีผู้ที่ สว. ชุดนี้เลือกมาด้วย