“ทิม พิธา” รับฟ้องหย่า “ต่าย ชุติมา” โชว์หลักฐานมีสิทธิ์ดูแลลูกเพียงผู้เดียว


โดย PPTV Online

เผยแพร่




หลังภรรยาสาว “ต่าย ชุติมา” ลงบันทึกประจำ สน.ปทุมวัน เหตุไม่ได้เจอลูกตามตกลง

โดยในช่วงบ่ายวันนี้ ( 29 มี.ค.62 ) “ทิม พิธา” ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่า 

“เป็นสัจจธรรมครับ ไม่เคยนึกเลยว่าจะมาถึงวันนี้ที่จะต้องมาพูดกับสื่อมวลชนด้วย ‘รอยยิ้มที่ฝืนและใจที่หนักอึ้ง’

“ผมเองก็ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะแต่อย่างใด ครั้งสุดท้ายที่มีบรรยากาศอย่างนี้ก็คือเมื่องานแต่งงานก็ยังจำหน้าพี่ๆบางคนได้อยู่

คอนเทนต์แนะนำ
“ต่าย ชุติมา” โต้ ทำขนมง้อ “ทิม พิธา” เผยยังไงก็ต้องหย่า
เปิดเส้นทางรัก “ต่าย ชุติมา – ทิม พิธา” จากวันแรกที่รัก – รักมีปัญหา

ที่มาร่วมงานตอนที่ งานแต่งงานครั้งนั้น สาเหตุที่คิดว่าคงจะต้องมาอธิบายให้พี่ๆสื่อมวลชนฟังเพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านต้องยอมรับ ว่าความรักของผม หลังจากที่พี่ๆให้เกียรติมาร่วมงานตอนนั้นมันถึงทางตันเป็นระยะเวลานาน น่าจะ 13-14 เดือนแล้ว ตัวผมเองก็ยังจำได้ว่าบรรยากาศตอนงานแต่งงานก็ให้สัญญากับพี่ๆสื่อมวลชนเลย ที่โรงแรมโอเรียนเต็ลวันที่ 12 / 12 / 12 ว่าจะซื่อสัตย์สม่ำเสมอและเสียสละ

เพื่อที่จะประคับประคองชีวิตคู่ให้ต่อไปได้ พยายามทำอย่างนั้นมาตลอด แต่เรื่องของความรักบางทีตอนมันเกิดมันก็ไม่มีเหตุผล ตอนมันจะไม่มีมันก็ไม่มีเหตุผลเหมือนกัน ก็คงไม่มีใครที่อยากจะให้มันออกมาในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็ต้องยอมรับว่าครั้งสุดท้ายตั้งแต่มีปัญหาขึ้นมาผมก็ ไม่ได้มีโอกาสคุยกับพี่ๆสื่อมวลชน มีอยู่ครั้งสุดท้ายน่าจะเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน ตอนนั้นยังไม่มีคำตอบให้ แต่ว่าตอนนี้คงต้องยอมรับว่า ผมก็พยายามเต็มที่แล้ว

ตลอดเวลา 12-13 เดือนที่ผ่านมาพยายามประคับประคองได้ด้วย ไม่ว่าจะด้วยการพูดคุยกันเอง ด้วยการพูดคุยให้มีผู้ใหญ่ที่เคารพมาช่วยในการ หาผู้เชี่ยวชาญ ก็มีการมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการสมรสมาตลอด 12-13 เดือน แต่ในที่สุดแล้วก็ไม่สำเร็จก็คงทำไม่ได้ บทบาทของการเป็นสามีภรรยา ก็คงต้องยุติลงแต่ว่าก็ยังเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายอยู่เพราะว่ายังไม่ได้ไปเซ็นต์หย่าที่เขตแต่อย่างใด เมื่อมันไปต่อไม่ได้มันถึงทางตัน ก็ต้องยอมรับแล้วมองอนาคตผมก็อยากที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถึงยังไงก็ยังจำบรรยากาศดีๆ หรือว่าจำความรู้สึกดีๆที่เคยมีให้กันและกันได้ ยังหวังว่าถึงแม้บทบาทของการเป็นสามีภรรยาอาจจะไม่ได้ไปต่อ แต่ในความเป็นพ่อเป็นแม่มันยังมีอยู่แล้ว ก็ยังมีความหวังว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและช่วยเลี้ยงลูกต่อไปให้ได้ แน่นอนว่าปัจจุบัน พี่ๆคงเห็นว่า ทั้งสังคมหรือว่าพี่น้องประชาชนก็คงเห็นว่ามันมีความขัดแย้งอยู่ชัดเจน ก็คงปฏิเสธตรงนั้นไม่ได้ ว่าต้องเข้าใจว่าชีวิตคนเรานะครับ ไม่ว่าจะชีวิตผมหรือว่าชีวิตพี่ๆสื่อมวลชนทุกคน มันมีบางเรื่องที่เหตุผลมันแก้ไขไม่ได้ แล้วบางเรื่องที่เหตุผลมันแก้ไขไม่ได้ ที่แก้ได้ก็คือเวลา มันจะนานเท่าไหร่เราก็ต้องอดทน แล้วแก้ไขมันต่อไป สิ่งที่โฟกัสแล้วก็พูดมาตลอด ครั้งสุดท้ายที่ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกครั้งเดียวนั่นก็คือว่า ความต้องการที่จะดูแลพิพิม ดูแลลูกสาวอย่างมีเสถียรภาพ

อีกสิ่งหนึ่งที่ตลกก็คือ ตอนที่รักกันใหม่ ก็มีข่าวจากพวกพี่นี่แหละว่าเริ่มคบหาดูใจกัน ทุกวันนี้ถ้ากลับไปเซิร์ทดู ข่าวนั้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็ยังอยู่ 10 ปีต่อไปในอนาคต ลูกสาวผมจะอายุ 13 ขวบ สิ่งที่ผมพูดในวันนี้หรือสิ่งที่ออกไปในสื่อก็ยังจะอยู่อีกเช่นเดียวกัน แล้วมันคือสิทธิของเด็กใช่ไหม ที่ควรที่จะ เขาเองก็มีสิทธิ เด็กเองก็มีสิทธิเองที่ เขาเองก็ไม่อยากจะมาอยู่บนความขัดแย้งของพ่อแม่  หรือไม่อยากจะอยู่ในสื่ออย่างที่นั่นก็ได้ นั่นคือจริยธรรมของความเป็นพ่อเป็นแม่ นี่คือจรรยาบรรณของการเป็นสื่อมวลชนใช่ไหม เพราะฉะนั้นผมก็พยายามอยากจะเลี่ยงแล้วก็อยากจะเอาให้ความขัดแย้งเป็นเรื่องภายในครอบครัวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมีได้ แต่ในเมื่อมันควบคุมไม่ได้ ผมก็ไม่สามรถที่จะควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตผมได้ แต่ผมควบคุมวิธีที่จะตอบสนองกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตผมได้ แล้วนี่ก็คือสิ่งที่พยายามเลือกที่จะทำมาตลอด สำหรับพิพิมแล้วสิ่งที่เป็นสิทธิของเขาแล้วผมไม่มีสิทธิ์ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นพ่อของเขา ผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเผยแพร่หรืออธิบายหรือสาทายายให้ทุกท่านฟังได้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกจากความไม่เข้าใจของผู้ใหญ่ ของพ่อกับแม่มันมากมายขนาดไหน ผมก็เป็นห่วงลูกสาวเป็นหลัก เพราะว่าในชีวิตผมในส่วนตัวเราไม่มีปัญหาอะไร ยินดีที่จะไปต่อ ด้วยตัวคนเดียว คือในใจผมก็คิดว่าอยู่คนเดียวก็มีความสุขได้ อยู่เป็นคู่ก็มีความสุขได้ ไม่มีลูกก็มีความสุขได้ มีลูกก็มีความสุขได้มันอยู่ที่เราว่าเราวางใจเรายังไงก็คิดว่าโอเค มันเกิดขึ้นแล้วตัวผมไปต่อได้แต่สิ่งเดียวที่ผมเป็นห่วงที่สุดก็คือลูกเพราะว่า ถ้าลองคิดถึงหัวใจกระดาษของเด็กอายุ 2-3 ขวบมันก็เกินไป พอเป็นห่วงกับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น ซึ่งผมก็ไม่อยากจะลงรายละเอียดว่ามันเป็นอะไร แต่ว่ารายละเอียดอยู่ในชั้นศาลหมดแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า พิพิมก็ต้องไปรับผลกระทบทั้งที่จริงเขาเป็นเด็กร่าเริงนะครับ ถ้าเกิดคุณเห็นอยู่ในอินสตาแกรม เห็นอะไรก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ เป็นเด็กที่ร่าเริงมีความสุขดี แต่ว่าน้องได้รับผลกระทบพอสมควร อาจจะต้องมีเรื่องในของการเครียด มีเรื่องของความสับสนจากความผิดของพ่อและแม่เอง โดยเนื้อแท้เขาไม่ได้เป็นเด็กที่มีปัญหาอยู่แล้ว

ตลอด 6-7 เดือนที่ผ่านมา พอมีการแยกกัน มีการแยกบ้านกัน ผมก็ไม่จำเป็นต้องโชว์เอกสารแต่ว่าที่อยู่ในมือนี้ก็คือจดหมายใบรับรองแพทย์ที่ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก หลายคนที่ผมเป็นห่วงแล้วก็ให้ดูว่าการที่อย่างนี้ลูกได้รับผลกระทบไหม แล้วก็ได้รับผลกระทบในระยะยาวหรือไหม จากปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะว่าเราไม่สามารถ กำหนดวิธีเลี้ยงดูบุตรอย่างมีเสถียรภาพได้ ก็ได้รับคำแนะนำมาว่า คงจะปล่อยในฐานะพ่อก็ควรที่จะปกป้องลูก แล้วเราจะปล่อยให้ลูกมารับกรรมจากความขัดแย้งของความไม่เข้าใจกันของผู้ใหญ่ไม่ได้ต่อไป แล้วมันก็ไม่ใช่ว่าครั้งเดียว พิพิมก็ต้องได้รับความเครียดและความสับสนจากอันนี้คือสิ่งที่คุณต่ายพูดเองใช่ไหมครับว่า ข้อตกลงคือการย้ายบ้านไป 5 วันกลับ 5 วัน

ผมถามผู้ใหญ่ทุกคนในห้องนี้หน่อยว่ามีใครอยากจะย้ายบ้านทุกๆ 5 วันไหมครับ หรือว่ามีใครที่อยากจะใช้ชีวิตอยู่ในกระเป๋าเดินทางไหม ที่ทุกๆ5วันก็ต้องเก็บตุ๊กตาเสื้อผ้าแล้วก็ย้ายไปอีกบ้านนึงโดยที่ไม่มีคำอธิบายใด แล้วก็ย้ายกลับไปกลับมา พูดได้แค่นี้ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กที่อายุ2ขวบกว่า 3 ขวบกว่ามันเป็นยังไงเพราะฉะนั้นสิ่งที่ใบรับรองแพทย์เขียนมาก็คือความผาสุกของลูกคือสิ่งสำคัญ ความมั่นคงทางอารมณ์ของลูกเป็นสิ่งสำคัญ ปล่อยให้ลูกเป็นซ้ำๆอย่างนี้จะเกิดผลในระยะยาว ผมก็พยายามอยากที่จะพูดคุยกับทางคุณแม่ว่าช่วยหาวิธีกำหนดวิธีการเลี้ยงดูลูกกันเถอะให้มันมีเสถียรภาพ การเปลี่ยนแปลงเยอะๆ หรือว่าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตเขาตอนนี้เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาโตมาอยู่ในบ้านหลังนี้ตลอด เขาอยู่กับเรา ครอบครัว มีเพื่อนฝูง มีเด็กอายุไล่เลี่ยกันอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แล้วทำไมอยู่ดีๆเขาจะต้องไปอยู่ในที่ๆเขาไม่เคยไป ได้5วันแล้วก็กลับมาที่นี่ เราเป็นผู้ใหญ่เรายังทนไม่ได้เลยกับการที่เราเดินทางไปเดินทางมาตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ผมเองก็ไม่เห็นด้วย ก็พยายามอยากจะกำหนด

แต่ว่าก็อย่างที่บอกว่าเราจดทะเบียนกันเพราะฉะนั้นสิทธิ์ก็เป็น 50-50 สมัยก่อนสิทธิ์เป็น 50-50 ถ้าคุณแม่ไม่ยอม คุณแม่เขาจะเอาไปเราก็ต้องอนุญาตแต่ว่ามันมีผลกระทบกับลูก คงจะหยุดก็พูดได้แค่นี้ว่ามีผลกระทบกับลูก แล้วก็มีใบรับรองแพทย์ บางคนอาจจะคิดว่าทำไมพ่อใจเสาะหรือว่าคิดมากเกินไปหรือเปล่า มันไม่ใช่ คือแพทย์ 7 คนที่ให้ดู ผู้เชี่ยวชาญ 7 คน ที่ให้ดูว่ามันเกินไปไหม ถ้ามันไม่เกินไป สิ่งที่ลูกสามารถปรับตัวได้ก็ไม่เป็นไร แต่อันนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ลูกจำเป็นที่ต้องมาเจอ บางคนอาจจะบอกว่าเวลาลูกไปเรียนลูกร้องไห้ทุกคนแหละ แต่การไปเรียนหนังสือคือภาระหน้าที่ตามกฎหมาย เด็กมีความจำเป็นต้องปรับตัว

“บางคนอาจจะบอกว่าเวลาลูกไปเรียนร้องไห้ แต่การเรียนหนังสือคือภาระหน้าที่ตามกฎมาย เด็กมีความจำเป็นต้องปรับตัว แต่การที่พ่อกับแม่อยู่กันคนละบ้านแล้วบังคับให้เขาไปมาแทนความสะดวกสบายของพ่อแม่ อันนี้ผมก็คิดว่าและความคิดเห็นของแม่ก็ไม่ถูกต้องก็เลยพยายามที่จะพูดคุยกัน ไม่แต่ว่าก็ยังไม่สำเร็จ พิพิมก็ยังไม่รับผลกระทบต่อไปเรื่อยๆ ผมก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกับหมอเด็กที่ดูพิพิมมาตลอด คิดว่าถ้าพูดคุยกันไม่ได้แต่ว่าในขณะเดียวกัน พี่ๆทุกคนอาจจะมีลูกเป็นแม่แล้วก็เป็นพ่อ คิดดูว่าเมื่อคิดตามผมว่าเมื่อมันถึงจุดที่จะต้องเลือกระหว่างการที่พูดคุยต่อไปหรือกับการที่ปกป้องลูก ทางผู้เชี่ยวชาญทางหมอก็เป็นคนแนะนำว่าควรที่จะคงจะต้องพึ่งคนกลาง

ผมก็เลยต้องตัดสินใจที่จะต้องฟ้องอย่าเมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมา ฟ้องหย่าคือที่บอกถ้าลองคิดกันดีๆ ทะเบียนสมรสมันก็กระดาษในหนึ่ง กับการคนที่มีทะเบียนสมรสแต่ไม่รักกัน คนที่หย่ากันไปแล้วแล้วกลับมารักกันก็มี เพราะฉะนั้นสำหรับผมมันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรแต่ว่าเรื่องใหญ่จริงๆ ก็คือว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องหย่าไปเมื่อพฤศจิกายนตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อที่จะปกป้องลูกให้ได้ว่าขอสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรแล้วก็สามารถที่จะพูดคุยกันให้ได้รู้เรื่อง ถึงจะมีสิทธิ์ผมก็ไม่ได้หมายความว่าผมต้องการที่จะใช้สิทธิ์บังคับอย่างโน้นอย่างนี้นะฮแต่ว่ามันถึงจุดที่เราจะต้องเลือกระหว่างการทำแบบนี้กับการปกป้องสิทธิ์ของพิพิม ใช่ฮะ..พ่อก็มีสิทธิ์แม่ก็มีสิทธิ์แล้วลูกไม่มีสิทธิ์เหรอ?”

เสนออะไรไปบ้างว่าจะต้องดูแลแบบไหน

“เดี๋ยวคงจะต้องพูดคุยกันอีกรอบ ก็มีการไต่สวนกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ต้องให้ความเป็นธรรมว่าคุณต่ายขาดนัดศาล คุณต่ายไม่ได้มา ก็เป็นไต่และก็ดูหลักฐานของผมฝ่ายเดียว ศาลก็ได้ตัดสินว่าพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน แต่ว่ายังอย่างที่เรียนไปเมื่อกี้ว่ายังไม่ได้ไปจดทะเบียนที่เขต แต่ว่าก็คือมีคำพิพากษาว่าให้หย่าขาดแล้วก็ให้สิทธิ์ปกครองบุตรกับผมแต่เพียงผู้เดียว

ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่าคุณต่ายขาดศาล นัดศาลไม่ได้มา แล้วตอนนี้คุณต่ายก็ขอคำร้องว่าจะขออุธรณ์หรือขอรื้อคดีใหม่อีกรอบหนึ่ง ซึ่งก็ไม่เป็นไรเป็นกระบวนการตามศาล แต่ว่าต้องแต่11กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็..เอกสารอยู่ในนี้ก็เป็นคำพิพากษาว่าผมเป็นโจทก์ คุณต่ายเป็นจำเลยแล้วผมก็ขออนุญาตที่จะให้ผมมีมีโอกาสที่จะได้ดูแลหรือปกครองหรือหาวิธี ให้ผมมีโอกาสมากำหนดวิธีเลี้ยงดูบุตรอย่างมีเสถียรภาพเพื่อความมั่นคงของลูก ต้องขอความกรุณาทุกท่านจริง ๆเลยว่า

ตอนที่รักกันแล้วทุกท่านมาเป็นพยานผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะมีจุดนี้เกิดขึ้นกับชีวิต แล้วก็ไม่เคยคิกว่ามันจำเป็นที่จะต้องทำวิธีแบบนี้และก็13เดือนที่ผ่านมาก็พยายามอยากจะใช้วิธีทุกวิธีจริง ๆ เพื่อที่จะให้มันหยุดเป็นเรื่องแบบนี้สักทีแต่ในที่สุดมันก็ไม่ได้ แต่เมื่อเป็นแบบนี้แล้วผมก็มีความจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกันต่อไปว่าก็จะพยายามไม่ใช่สิทธิ์แต่ว่าก็พยายามที่จะพูดคุยต่อไปว่าจะหาวิธีอย่างไรที่จะกำหนดวิธีเลี้ยงดูบุตรอย่างมีเสถียรภาพให้ได้สักทีหนึ่ง แล้วก็พอได้แล้วกับการที่พิพิมจะต้องเป็นผลลัพธ์ของปัญหาของผมก็คืออยากจะหยุดตรงนี้ให้ได้ ให้เขาเลิกเป็นผลลัพธ์ของปัญหาของผม ให้เขาสามารถที่จะโตมาเป็นคนที่ดีแล้วก็เป็นเด็กที่มีความมั่นคงทางอารมณ์นั่นก็คือความตั้งใจตรงนี้ ก็เลยเป็นแบบนี้ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ล่าสุดเนี่ย ผมไปผมเดินทางไปที่เซ็นทรัลเวิลด์ แต่ว่าในใจผมคิดไว้แล้วว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายเพราะมันหลายครั้งแล้วที่พอไปถึง อย่างที่คุณต่ายได้พูดไว้ในที่น่าจะ สน.ใช่ไหม ที่เขาบอกว่ามีปัญหานิดหน่อยที่เวลาที่จะส่งมอบลูกกันอะไรแบบนี้ ซึ่งที่เขาพูดนั่นเหละผมก็มันเป็นเรื่องจริง คือถ้าเกิดพิพิมอยากจะไปเนี่ย..ก็โอเค แต้ถ้าเกิดเขาบอกว่าเขาผมพูดคำนี้ไม่ได้เพราะมันแปลไม่ดี ก็คือเพราะว่ามันมีปัญหากัน ถ้าครั้งนี้ไม่มีปัญหาก็ไม่เป็นไร แต่ก็เกิดมันมีปัญหาผมก็คิดว่าพอละที่ลูกจะต้องมาเป็นผลลัพธ์จากความขัดแย้งของพ่อและแม่ ผมคิดว่าก็คงจะไม่ให้ไปคงจะเจรจาไม่ให้ไปนะ”

เรียกว่าเอาอารมณ์ลูกเป็นหลัก คือให้สิทธิ์ในการตัดสินใจว่าอยากไปหรือไม่ไปใช่ไหม

“ตามคำแนะนำต้องเป็นอย่างนั้น คือไม่ว่าลูกจะเด็กแค่ไหนคุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกเป็นหลัก แล้วก็ถ้าลูกบอกว่าโอเค ไม่มีอะไรยิ้มแย้มแจ่มใสก็โอเค แต่ถ้าเกิดลูกเกิดร้องบอกว่าไม่อยากไปผมก็คิดว่าวันนั้นผมก็ไม่ให้ไป”

แสดงว่าหลังๆพิพิมก็คือร้องไม่อยากจะไปตลอด

“ก็ใช้คำว่ามีปัญหาอย่างที่เขาพูดมาดีกว่า เพราะว่ารายละเอียดนะ อย่าให้ลงถึงเด็กเลยเพราะว่ามันเกิดอะไรขึ้น  เขามาอ่านแล้วเขาบอกว่าชีวิตเขาเกิดอะไรขึ้นบ้างมันก็ไม่เหมาะ พอมัน ขอใช้คำว่าถ้าเพื่อสิทธิของพิพิม ถ้าส่งมอบครั้งนี้ไม่มีปัญหาก็ไม่เป็นไรแต่ถ้ามีปัญหาผมคงยอมไม่ได้ ก็คงอยากจะขอว่าคงมาหาที่บ้านละกัน ขอพูดตรงนี้เลยว่าไม่ได้กีดกัน ผมต้องการให้แม่มีส่วนหนึ่งในการเติบโตไปกับพิพิม แต่ต้องยอมรับว่าเราล้มเหลวในฐานะที่เป็นพ่อเป็นแม่เพราะไม่สามารถที่จะกำหนดวิธีเลี้ยงดูบุตรอย่างมีเสถียรภาพได้มาตลอด 6-7 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมารีสตาร์ทกันใหม่ แล้วก็คุยกันให้ชัดเจนว่าวิธีการที่เราจะเลี้ยงดูพิพิมคืออะไร ต่อไปนี้นั่นคือเป็นสิ่งที่ต้องการจะพูด อีกความขัดแย้ง ความขัดแย้งเวลาที่พูดไปแล้วเขาก็พูดมาแล้วชัดเจนก็คือให้เรื่อง 5วัน เขาคิดว่าโอเค ผมคิดว่าไม่โอเค ใบรับรองแพทย์ผมคิดว่าไม่โอเค”

อันนี้เป็นความตกลงกันเองระหว่าง “ทิม”กับ “ต่าย” ใช่ไหม

“ผมไม่เห็นด้วยคือว่าเขามีสิทธิ์ไง ตอนแรกเขามาสิทธิ์อยู่ 50 50”

คือศาลบอกไหมว่าไปกับแม่ได้อยู่ที่ “ทิม” อนุญาตเท่านั้น

“หลังจากวันที่ 11 กุมภาพันธ์เป็นต้นไปครับ”

คือสิทธิ์ทั้งหมดการดูแลลูกอยู่ที่พ่อคนเดียว

“หลังจากวันที่ 11 กุมภา ก่อนหน้านั้น 50 50 ( โชว์หลักฐาน ) คือพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง เด็กหญิง พิพิม ลิ้มเจริญ แต่เพียงผู้เดียว ก็คือตอนนี้ก็คำพิพากษาก็คือเป็นไปตามนั้น”

 

แต่คือทางอีกฝ่ายเขาไม่ยอมเขาจะอุธรณ์ใช่ไหม

“ใช่ๆ เขาก็ยังนั่นอยู่ กระบวนการเขายังอยากที่จะรื้อกระบวนการต่อ ก็ยินดีไม่เป็นไร”

หลังวันที่ 11 ก็คือยังไม่ได้คุยกันว่าจะยังไง

“ก็คือว่าผมก็อะลุ่มอล่วย ก็คือถ้าจริงๆก็อย่างที่บอกคนเรามีสิทธิ์ ไม่ใช่อ้างสิทธิ์พร่ำเพื่ออยู่แล้ว ถ้าอะไรที่มันอะลุ่มอล่วยได้ยังนั่นได้ก็พยายาม แต่ว่าหลังๆมันชักจะคนเรามันก็ต้องอะลุ่มอล่วยแต่ว่ามันก็ต้องมีความเป็นขอบเขตอีก การที่มันอะลุ่มอล่วยแล้วพอมันถึงเวลาแล้วคิดว่ามันนานมากพอแล้วที่คุยกันไม่รู้เรื่องมา 12 13 เดือนแล้วก็ลูกต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่ประมาณ 6 เดือน ซึ่งรายละเอียดอยู่ในชั้นศาลหมดแล้ว ซึ่งผมอธิบายไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็ขอให้มันจบได้แล้ว ขอให้เรามารีสตาร์ทแล้วก็เลี้ยงดูลูกกันใหม่”

นับตั้งแต่นี้คือ “พิพิม” จะอยู่กับ “ทิม” ตลอดเวลา

“ก็เอาความรู้สึกของลูกเป็นหลัก ตราบใดที่เขาอยากจะอยู่ที่ไหนก็ให้เขาอยู่ที่นั่น”

แต่เรื่องมันบานปลายถึงขั้นที่ว่าเขามีการไปลงบันทึกประจำวัน

“เรื่องก็คือผมคิดว่าผมไม่แน่ใจว่าทุกท่านอย่างที่บอก แม้แต่ผู้ใหญ่คนไหนที่อยากย้ายบ้านไปย้ายบ้านมาทุกๆ 5 วัน อันนี้คือความขัดแย้งที่ผมไม่เห็นด้วย ซึ่งสมัยก่อนก่อนหน้านี้ก็คงต้องยอมกันไปเพราะว่ามัน 50-50 เราจดทะเบียน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นตามเอกสารนี้ ก็พยายามอยากจะวิงวอนไม่อยากให้ใช้สิทธิพร่ำเพื่อ เพราะว่าเป็นพ่อกับแม่กันก็พยายามอยากจะวิงวอนว่าพอได้แล้ว จะมาหาลูกได้ทุกเมื่อดีกว่า มาหาที่บ้านก็แล้วกัน แทนที่จะให้ลูกย้ายไปย้ายมาทำไม เราเป็นผู้ใหญ่ ทำไมไม่เป็นคนย้ายแทนก็ว่ากันไป มันมีวิธีที่จะต้องไปจัดการลงในรายละเอียดมาพูดคุยกันหน่อยไหม ความขัดแย้งที่ 2 ก็คือตอนนี้พิพิมมี 2 โรงเรียน ลูกก็ 2 ขวบครึ่ง เราก็มีความตั้งใจแล้วว่าต้องหาโรงเรียนที่ลูกชอบให้ได้ เรียนใกล้ๆบ้าน ก็คิดว่าต้องเอาให้ลูกสบาย ก็ไปดูมาทั้งหมด 3 โรงเรียน ในแถวสุขุมวิทแถวบ้าน แล้วก็ได้โรงเรียนที่ลูกชอบ ก็ได้แจ้งทางคนของคุณต่าย พี่เลี้ยงของคุณต่ายที่ได้ไปด้วย ตอนนั้นยังไปด้วยกันอยู่ ยังอยู่บ้านเดียวกันอยู่ คุณต่ายตอนนั้นไม่ได้มาด้วย ไม่ได้ว่างมาแล้วก็ได้แจ้งอย่างที่บอกในรายละเอียด

พูดง่ายๆคือพ่อเอาลูกไปสมัครเรียนแล้ว แล้วก็จ่ายเงินไปแล้ว ลูกกำลังจะเริ่มเรียนแล้ว ต้องรอฟังคุณต่ายเองดีกว่า น่าจะเดือนกุมภาพันธ์มั้งที่เขาก็ไปสมัครที่โรงเรียนใกล้บ้านเขาอีกที่หนึ่ง ก็คือบ้านเขากับบ้านผมอยู่ไกลกัน ก็เลยไปสมัครอีกที่นึง แล้วใครจะรับผิดชอบถึงความสับสนที่จะเกิดกับลูกสาวในการที่จะต้องมีโรงเรียน 2 โรงเรียน แล้วโรงเรียนกำลังจะเปิดเดือนเมษานี้มันก็ต้องถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาพูดคุยกันให้รู้เรื่องไปเลย สิ่งที่ทำไปตั้งแต่พฤศจิกายน เงินที่จะต้องจ่ายไปแล้ว อะไรแล้ว แล้วก็โรงเรียนที่จะต้องไปเรียน เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ว่าก็คือมันได้มีการจัดการไปแล้วก็เลยมีความจำเป็นยิ่งเข้าไปใหญ่ที่ ที่จะต้องพูดคุยกันอีกรอบ คุยกันได้แล้ว กลับมาที่เหตุการณ์ก็คือว่าวันนั้นผมก็ตั้งใจจะเอาลูก ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็โอเค แต่ถ้าเกิดมีปัญหาไม่ได้ เนื่องจากว่านี่ก็ปลายมีนา ต้นเมษาลูกต้องไปเรียนหนังสืออีก แล้วก็ยากที่จะต้องพูดคุยกันให้รู้เรื่องใช่ไหม แต่ว่ามันถึงเวลาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ผมก็บอกว่านัดคุยกันได้แล้วผมอยู่กับทนายผมก็บอกว่าโอเคมานัดคุยกันเลยคืนนี้ ว่าจะต้องจัดการกันยังไงปล่อยให้ลูกไปเรียน 2 โรงเรียนไม่ได้แล้ว ก็ต้องมาพูดคุยกันว่ามาหาวิธีคิดกันหรืออะไรยังไงที่จะทำให้รู้ว่าลูกจะเรียนที่ไหน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ลูกมี 2 โรงเรียนอย่างนี้”

นัดคุยกันวันที่เกิดเรื่อง

“(พยักหน้า) ซึ่งพอนัดคุยวันนั้นพี่คิดว่ามันจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นไหม ในการที่จะต้องพูดคุยกันของพ่อกับแม่แล้วมีลูกอยู่ด้วย มันอยู่กลางเซ็นทรัลเวิร์ล ผมคิดว่าไม่เหมาะสม ผมเลยตั้งใจที่จะลบพิพิมออกจากความขัดแย้งนั้น เพื่อที่จะมาถก 2 ข้อนี้ให้จบให้ได้ว่าไอ้เรื่องสถานที่”

ณ ตอนนี้สถานะคืออะไรกันแน่ เขายังมีสิทธิ์ในตัวลูก
“ถ้าตามเอกสารนี้ก็คืออย่างที่เขียนว่าผมมีสิทธิ์”

แต่ “ต่าย เขายังไม่ยอมรับคำตัดสินนี้
“เขาอาจจะแปลเอกสารนี้อีกแบบหนึ่ง คุณต้องแยกนะครับสิทธิ์ปกครองลูกกับทะเบียนสมรสคนละเรื่องกัน”

ซึ่งเขารู้ในกติกาที่ศาลบอก
“เขาอาจจะแปลเป็นอีกอย่างหนึ่งครับ”

ความเข้าใจของเขา...
“อันนี้ก็ต้องถามเขา ผมไม่อยากจะไปยัดคำพูดใส่ปากใคร แต่ว่าอย่างที่บอกก็ถ้าอันนี้มันเป็นอย่างนี้”

ส่วนตอนนี้รอให้ “ต่าย” พร้อมแล้วติดต่อกลับมาเองใช่ไหม
“ก็พยายามอยากจะติดต่อกันอยู่ เมื่อเช้าก็ยังพยายามติดต่อกันอยู่ อย่างที่ผมบอกว่าคือพูดคุยกันแต่ว่าอย่าเอาลูกเข้ามาอยู่ในความขัดแย้งตรงนี้ก่อน เมื่อคืนนี้เป็นต้น ตอนนี้บรรยากาศมันมีความขัดแย้งถูกไหมครับ แล้วมันก็มาคุใช่ไหมครับ ผมไม่อยากให้เอาลูกไป ถึงแม้ว่าเขาอยากจะไปงานอะไร แล้วพี่ๆสื่อมวลชนก็ต้องทำหน้าที่ของพี่ๆสื่อมวลชนที่จะต้องรุม ที่จะต้องถ่ายรูปแล้วก็ลูกที่อยู่ในบรรยากาศมาคุ ในข่าวที่มาคุ แล้วอีก 10 ปีเข้าจะต้องมาเห็นข่าวอะไรแบบนี้ ผมก็เลยตัดสินใจว่าไม่อยากให้ไป ที่อยากจะขอบคุณก็คือครั้งสุดท้ายที่ทางคุณแม่เขามีสัมภาษณ์แล้วไม่รู้ว่าพี่สื่อมวลชนที่ไหนผมจำไม่ได้ ที่บอกว่าเอาลูกออกมาเถอะ อย่าอุ้มลูกไว้เลย ให้เอาลูกออกมาเถอะ คนเราเป็นพ่อเป็นแม่จะให้พูดเรื่องว่าครอบครัวจะแตกแต่ว่าอุ้มลูกอยู่ในภาพ มันไม่ได้ ซึ่งหลักการก็คือหลักการ หลักการเมื่อวานก็คือหลักการเดียวกัน ว่าพี่ๆสื่อมวลชนก็ต้องทำหน้าที่ของพี่ๆสื่อมวลชน พิพิมก็ต้องยอมรับในการที่จะต้องโดนเสียงแฟลช โดนการสัมภาษณ์ แล้วก็ข่าวที่จะต้องออกมา ว่ามันเป็นอย่างนี้ๆ ครอบครัวเป็นอย่างนี้ แล้วเมื่อตอนอายุ 13 เขากลับมาดูรูปตัวเอง เขาเปิดมาแล้วจะเป็นรูปเขา เขาพาดหัวอย่างนั้น มันไม่ได้อะ”

วันนั้นที่เซนทรัลเวิร์ลคือจะไปตกลง แล้วคือจะไม่ได้เอาน้องไปให้พี่ต่ายในวันนั้นถูกไหม
“ไม่ถูกครับ เงื่อนไขในหัวในความคิดตอนนั้นก็คือคิดว่าถ้ามันเอาความผาสุกของลูกเป็นหลัก ถ้าลูกบอกว่าโอเค โอเค แต่ถ้าเกิดลูกบอกว่าไม่โอเค ก็คงไม่ได้แล้ว ก็อาจจะแก้ปัญหาด้วยการเชิญคุณแม่มาที่บ้านแทน หรือว่าให้ผมไปกับลูกที่บ้านเขาแทน หรือว่าอะไร แต่ไม่เอาแบบว่าพอไปถึงแล้วก็ส่งมอบให้กันเป็นสิ่งของแล้วแยกกัน อย่างนั้นไม่เอาแล้ว พอแล้ว”

“ทิม” ไม่ได้กีดกันถ้าเกิดจะมาหาลูกที่บ้านหรือว่าอะไร
“ก็ถ้ากีดกันก็กีดกันตั้งนานแล้ว มันไม่ใช่ว่า นี่มันผ่านมาตั้งกี่เดือนแล้วครับ”

แล้วหลังจากนี้เราจะเลี้ยงลูกคนเดียว วางแผนยังไงบ้าง
“ต้องวางแผนร่วมกับเขาครับ”

อย่างคำพิพากษาที่ออกมาทั้งหมดของศาลทั้งหมด “ต่าย” ได้อ่านรายละเอียดทั้งหมดในใบนั้น
“ผมไม่เคยเอาอันนี้ไปอ้างเขา ผมไม่เคยเอาไปโชว์เขา อย่างที่บอกนี่มันไม่ใช่ศาลอาญา ไม่ใช่ศาลแพ่ง นี่มันคือเรื่องของครอบครัว มันต้องพยายามพูดคุยกันก่อนไม่ใช่ว่าอ้างเละเทะ อ้างตลอดเวลา ถ้าสาเหตุเดียวที่จะต้องอ้างก็คือถ้าลูกไม่ไหวเท่านั้นเอง”

ถ้าวันนี้เขาไม่มาคุยกับเราแต่ว่าลูกก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป ต้องวางแผนให้ลูกยังไง คือที่เราเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวคนเดียว คิดถึงภาพนี้ไว้ไหม
“อันที่ 1 เงื่อนไขแรกก็คือคิดว่าคนแรกยังไงคุณแม่เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของพิพิม ผมคิดกลับกัน ผมโตขึ้นมา อยู่กับคุณพ่อกับคุณแม่ มีความสุขครอบครัวอบอุ่น มีความสุขในขณะเดียวกัน ตัวอย่างที่มีให้เห็นแม้แต่ในวงการก็มีเยอะ ที่ทางคุณพ่อคุณแม่มีส่วนที่จะต้องเขามาร่วมดูแลกันได้ ยังไงคุณต่ายก็ต้องเข้ามาร่วมดูพิพิมแต่คราวนี้ตามหลักทฤษฎีจิตวิทยามันต้องมีผู้ปกครองหลัก ผู้ปกครองรอง ไม่ว่าคือการที่คุณบอกว่า 50-50 มันฟังดูดีใช่ไหม แต่ว่าถ้าเกิดคนเรามันตกลงกันได้ตั้งแต่แรกก็อาจจะไม่ต้องหย่ากันก็ได้ใช่ไหมครับ ก็คือถ้ามันแย่งกันด้วย 50-50 มันก็ไม่เหมาะใช่ไหมครับ ก็เลยต้องหาวิธีที่จะทำให้ใครสามารถที่จะทำให้มันเกิดเสถียรภาพมากขึ้น แล้วก็อีกคนนึงเป็นคนที่คอยเข้ามาช่วย ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ผมจะมีความสุขมาก เพราะว่าก็ยังยินดีที่ยังอยากจะเป็นเพื่อนกับเขาอยู่ มีความยินดีที่จะดูแลลูกด้วยกันอยู่ แต่ชีวิตผมก็จะดำเนินต่อไป แต่ถ้าเกิดในคำถามของพี่คือกรณีที่ผมจะต้องการเลี้ยงเดี่ยว ผมไม่มีปัญหา อาจจะเป็นเพราะผมโตมาที่ต่างประเทศ ที่นิวซีแลนด์ พ่อกับแม่มีสิทธิ์เท่ากัน ถ้าในต่างประเทศความเป็นผู้ปกครองไม่ได้กำหนดด้วยเพศสภาพพ่อกับแม่มีสิทธิ์เท่ากัน”

แสดงว่าจริงๆก็อยากจะคิดว่าอยากให้ “ต่าย” อยู่ในช่วงชีวิตของลูก
“แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเกิดคุณเป็นพ่อที่รักลูกจริง คุณก็ต้องตอบอย่างที่ผมตอบ แล้วก็ต้องทำอย่างที่ผมทำ”

ณ วันนี้ยังรัก “ต่าย” อยู่ไหม
“มันคงเป็นความหวังดีที่มีต่อกันและกัน ก็คงบทบาทในเรื่องของสามีภรรยาคงจะยุติอย่างนั้นจริงๆ ก็ความรักมีหลายแบบ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเชิงโรแมนติกหรือว่าอะไรอย่างนั้นจริงๆ ตอนนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าครอบครัวผมไม่ได้แตกต่างไปจากครอบครัวของคนอื่น ที่เวลามันมีปัญหากัน ตอนแรกมันไม่สามารถที่จะพูดคุยอะไรกันได้ เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่มาถึงทางตัน นั่นคือนิยามของคำว่าทางตัน คือมันทางตันแล้วไปกันต่อไม่ได้ มันต้องถอยกันคนละก้าวหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ยังมีความยินดีที่ยังอยากจะเป็นเพื่อนเป็นฝูงกันหรือว่าจะเป็นคนที่รู้จักกัน ก็คอยที่จะคอยดูแลช่วยเหลือกันซึ่งและกันในลักษณะนั้นซะมากกว่า แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับมาเป็นสามีภรรยากันอีก”

จริงๆที่ออกมาพูดวันนี้คิดว่าเรื่องมันจะจบไหม
“ก่อนที่จะมาผมคิดก่อนที่จะมาว่าเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ภายในหรือภายนอก อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัวหรือว่าเรื่องสาธารณะ ไม่ได้ต้องการที่จำเพื่อที่จะแก้ตัวหรือว่าเงื่อนไขหรือเป็นชนวนในความขัดแย้งขึ้นไปอีก ถ้าเกิดผมต้องการให้มันเรื่องการแก้ตัว ทำไปนานแล้ว นี่ก็ผ่านมา 13 เดือนแล้ว ครั้งแรกนี่ก็หนีเต็มที่แล้ว ทำอะไรก็ได้ไม่อยากให้มันมีเรื่องขึ้นมา อย่างที่เรียนไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อ 10 ปีที่แล้วที่พวกพี่ๆรีพอร์ทเกี่ยวกับผม ทุกวันนี้ผมเสิร์ชเข้าไปก็ยังหาเจอ อีก 10 ปีลูกผมอายุ 13 ชื่อตัวเองก็ยังขึ้นอีก เพราะฉะนั้นเขาก็มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอย่างผาสุข ไม่จำเป็นจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเขา มันเป็นเรื่องของเรา ของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แก้เรื่องของผู้ใหญ่ให้ได้ ไม่อยากจะสืบความยาวสาวความยืด”

“ทิม” อยากจะนัดวันคุยกับ “ต่าย” ในเรื่องนี้แล้วจบลงเลยไหม
“อันนี้ผมก็คิดว่ามันก็ต้องทั้ง 2 ฝ่าย แต่ว่าความอดทนมันต้องมี”

ข่าวจะกระทบกับงานใหม่บ้างไหม
“ผมมาในที่นี่ในฐานะคุณพ่ออย่างเดียว ไม่ได้มาในฐานะอื่น ผมยังมีความเชื่อว่ายังสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้แล้วก็สามารถที่จะทำหน้าที่ทั้งสองหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่างที่บอกมันก็ผ่านมาพอสมควรพิพิมก็กำลังจะเข้าเรียนหนังสือแล้ว ถึงแม้ว่าจะต้องมีการตกลงกันอีก แต่เมื่อลูกก็โตขึ้นเรื่อยๆช่วยตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไปโรงเรียนแล้วก็เริ่มมีเวลาแล้ว อะไรแล้ว ปัญหามันมีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม มันก็ต้องหาวิธีไว้ค่อยแก้ต่อไป”

ก็เกี่ยวโยงในเรื่อง

“ก็ขอความกรุณาครับ เพราะว่าทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง พี่ๆเป็นสื่อมวลชนถูกไหมครับ พี่ก็มีชีวิตส่วนตัวของพี่ๆใช่ไหม ผมก็คิดว่ามันต้องแยกแยะเช่นเดียวกัน ตรรกะเดียวกัน”

ก่อนหน้านี้ “ต่าย” เคยบอกว่าเข้พูดอะไรเยอะไม่ได้ เพราะกลัวไปกระทบกับ “ทิม” มาเล่นการเมือง

“ก็ต้องขอบคุณเขาครับ ก็จริงๆผมคิดว่าเรื่องที่เป็นเรื่องครอบครัวก็ไม่อยากจะพูดเลยด้วยซ้ำไป อย่างเมื่อวานเรื่องที่ไม่อยากให้ไปที่งานดิสนีย์เพราะกลัวนักข่าวมารุมลูกสาวก็ตรรกะเดียวกัน ก็ตารางชีวิตมันเป็นแบบนี้บ้างที่ผมก็ต้องผิดนัดผู้ใหญ่เช่นเดียวกัน แล้วการขอโทษผู้ใหญ่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมีเบอร์โทร ผมก็คงจะโทรไปขอโทษผู้ใหญ่ว่า ขอโทษนะครับผมไปงานตามที่สัญญาไว้ไม่ได้ ไม่อยากให้เป็นเรื่องที่กลายเป็นสาธารณะ เพราะมันโยง ถ้ามันเป็นเรื่องสาธารณะของคุณกับผมสองคนโอเค แต่นี่มันมีบุคคลที่สามบุคคลที่สี่มีอีกอย่างที่โดนโยงไปถึงด้วย ผมคิดว่าไม่น่าจะให้เป็นแบบนั้น”

“ต่าย” ก็ยังเข้าออกบ้านได้อยู่ตอนนี้

“ใช่ครับ เพราะมันเป็นสมรสของเขาครับ อย่างเรื่องนี้ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวตอบโต้กันเรื่องมันเล็กด้วย”

ได้เจอหน้าต่ายไหม

“ก็ถ้าเป็นสมัยก่อนที่ทุก 5 วันก็ต้องเจอทุกๆ 5 วันเพราะต้องไปส่งลูก”

แต่หลังจากนั้นยังไม่ได้เจอ

“ไม่ได้เจอ แต่ก็ยังคุย”

นานแค่ไหนที่พิพิมไม่ได้ไปอยู่บ้าน 5 วัน ครั้งล่าสุดที่ไม่ได้ไป

“ก็สองวันที่แล้ว”

เตรียมใจไว้หรือเปล่าว่า เราตกลงอะไรกันไม่ลงตัวแล้ว

“ก็มันก็ตามกระบวนการศาลอยู่แล้วไงครับ แต่ก็อย่างที่บอกคนเคยเป็นสามีภรรยากัน ถ้าไม่สุดจริงมันคงไม่ต้องพึ่งศาลก็พยายามหาวิธีคุยๆ อย่างที่บอกความขัดแย้งอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่แค่ภายในครอบครัวภายในสังคมมันก็ต้องใช้วิธีไดอะล็อกคุยๆ แต่การคุยมันต้องอยู่ในเงื่อนไขที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าต่อหน้าลูกต่อหน้าสาธารณะชนอะไรอย่างนี้”

ตอนนี้จะหาคนที่เป็นตัวกลางเคลียร์เรื่องนี้ให้ไหม

“ที่ผ่านมาอย่างที่เรียนให้ 13 เดือนที่ผ่านมาก็มีความพยายามทางผู้ใหญ่ที่เคารพทั้งสองฝ่าย เพื่อนฝูง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสมรสโดยเฉพาะ มาตลอด ก็ถ้าคุยกันเรื่องสองคนใหม่ บางทีตอนนั้นเหตุผลมันใช้ไม่ได้เวลาอาจจะใช้ได้ตอนนี้ ถ้ามันยังไม่ได้อีกก็อยู่ในกระบวนการศาลอยู่แล้ว”

อยากฝากอะไรถึง “ต่ายไหม” ถ้าเขาดูอยู่ตอนนี้

“ก็อย่างที่ ไม่ได้ต่างจากที่เมสเสจไปหาเขาว่า ก็คิดว่ามานั่งคุยกันเถอะสองคน นึกถึงตอนที่เริ่มรักกันใหม่ๆก็ได้ คือไม่มีใครที่เพอร์เฟคไปซะทุกอย่าง ไม่มีใครสมบูรณ์ไปซะทุกอย่าง แต่คิดว่ามีข้อดีอยู่บ้าง ก็พยายามมองในมุมนั้น ลองพยายามพูดคุยกันอีกสักรอบหนึ่ง แล้วก็มันเป็นเรื่องของครอบครัว ก็คือมันมีแค่เราสองคนเอาเข้าจริงๆ ลูกไม่ได้เกี่ยวอะไร แต่ว่าไม่กระทบกับลูก  ก็ต้องเอาลูกมาเป็นเรื่องคำนึงถึงมันไม่ใช่เรื่องของใครอีกแล้ว มันก็คือเอาคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรแล้ว แล้วก็มีสติเยอะๆลองมาพูดคุยกันมันจะกำหนดได้ไหมว่าวิธีที่อยู่กันอย่างเสถียรภาพต่อไป แล้วก็เป็นเพื่อนกันได้ มันน่าจะทำได้อยู่นะ ก็อยากจะพูดกับเขาอย่างที่ได้สื่อสารไปแล้ว เราทำได้ดีกว่านี้ คือยังคิดว่าเรายังแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆว่ายังทำได้ไม่ดีในฐานะพ่อแม่ของลูก ก็น่าจะพยายามทำให้ได้ดีกว่านี้ แล้วในส่วนตัวที่ได้จุดยืนที่ได้ชี้แจงไปชัดเจนก็คือว่าความมั่นคงทางอารมณ์ของลูกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แล้วก็ถ้าอะไรที่มันทำให้เกิดปัญหากับลูกอันนี้ก็คงยอมให้ไม่ได้ละ”

เปิดเส้นทางรัก “ต่าย ชุติมา – ทิม พิธา” จากวันแรกที่รัก – รักมีปัญหา

ยังไม่หย่า “ทิม พิธา” ยอมรับมีปัญหาชีวิตคู่ “ต่าย ชุติมา” จริง!!

ขอบคุณภาพจาก IG tye_chutima 

TOP ข่าวบันเทิง
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ