แม้จะใช้วิวัฒนาการใหม่ตรวจ DNA จากน้ำลายจนหาคุณพ่อบังเกิดเกล้าจนเจอ แต่นักแสดงมากฝีมือ "มอริส เค" ก็ยังหายใจไม่ทั่วท้อง คงต้องรอยคอยการยอมยอมจากผู้เป็นพ่อชาวเอมริกัน
"แน่นอนว่าการยอมรับมันยาก ฝรั่งการยอมรับของเขานั่นหมายถึงว่าตามกฎหมาย หากยอมรับว่าเป็นลูกสมบัติทั้งหลายต้องมีส่วนให้ด้วย ซึ่งบางคนเขามีครอบครัวอยู่แล้ว เขาอยู่กันมาผาสุกกันดีอยู่แล้วมาเจอแบบนี้เข้าไป ครอบครัวเขาอาจจะรับไม่ได้ก็ได้ ของผมโชคดีที่ทางโน้นก็เทสต์ DNA ไว้เหมือนกันเลยหากันเจอ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาเทสต์ไว้เพื่ออะไร ตอนนี้การตามหามันง่าย แต่การยอมรับจะง่ายหรือไม่ง่ายอยู่ที่ตัวบุคคลแต่ละบุคคล บางคนหาเจอแต่โดนพ่อปิดประตูใส่ก็มี เราคงเฟลนะถ้าเป็นแบบนั้น จริงๆตอนที่เทสต์ไม่ได้หวัง เพราะคิดว่าคงไม่เจอหรอก เหมือนกับว่าแม่เองก็ไม่ได้อยู่กับพ่อในระยะเวลาที่นาน มันแค่เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ"
ความทรงจำที่มีต่อผู้เป็นพ่อ "มอริส เค" จำได้แค่แม่บอกว่าชื่อ "โรเบิร์ต" เท่านั้น "แม่เรียกพ่อว่า โรเบิร์ต เนื่องจากสมัยก่อนชื่อไม่ใช่ชื่อที่เรียกง่าย แล้วฝรั่งเขาจะให้เรียกนามสกุลมากกว่าชื่อ เมื่อ DNA ของเราไปแมชต์กับหลายๆคน ก็เลยเริ่มตามหาด้วยการเขียนจดหมายคุยกับเขาและเขาให้คำตอบมาเป็นระยะๆ ซึ่งตอนนี้เราตามเข้าไปหาในเฟซบุ๊กของเขาว่าคนนี้พ่อแม่เขาคือใคร แล้วเราเริ่มดูข้อมูลเขาในเฟซบุ๊ก จนเรารู้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นทหารอเมริกันและเคยมาเมืองไทย ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าคุณพ่อชื่ออะไรกันแน่ ( หัวเราะ ) แต่เท่าที่คุยกับคนที่ผมติดต่อด้วยซึ่งเรา DNA แมชต์กันนั้น เขาค่อนข้างโอเพ่นในระดับนึง แต่เขาคงไปหาข้อมูลจากทางพ่อ เพราะตอนนี้เราก็บอกเขาไปว่าเราเป็นคนทำงานในวงการบันเทิงที่ประเทศไทย สามารถตรวจเช็คได้เต็มที่เลย คิดว่าเขาคงกำลังดำเนินการอยู่ เรารอดูอยู่ว่าถ้าเขาพร้อมและยอมรับเราได้จะทำให้ผมมีความสุขมากๆ ตอนนี้ลุ้นมาก ถ้าภายในเดือนถึงสองเดือนนี้ได้คำตอบว่าใช่พ่อแล้ว ที่เหลือภายในปีนี้ไม่ก็ปีหน้าจะบินไปหาเขาที่รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา และใช้เวลาอยู่กับเขา ตั้งใจว่าถ้าไปคงไปอยู่ 1 - 2 เดือนเพื่อซึมซับกัน"
ความสุขที่สุดในชีวิตนอกจากการตามหา "คุณแม่" เมื่อตอนอายุสามสิบ ว่าๆแล้ว ก็คือการเจอพ่อแท้ๆ สิ่งแรกที่นักแสดงคนนี้อยากทำมากที่สุดคือ การก้มลงกราบเท้าพร้อมกล่าวขอบคุณผู้ให้ชีวิต ทำให้กลายเป็น "มอริส เค" ในวันนี้ "ผมไม่เคยต่อว่าพ่อแม่นะว่าทำไมทอดทิ้งผม ผมเข้าใจว่าทุกคนมีเหตุผล แต่ยอมรับว่าตอนที่เจอแม่มีความน้อยนิดนึงว่าทำไมแม่ไม่สามารถดูแลเราได้ แต่พอเราไปดูประวัติท่าน โอ้โห!! แม่ลำบากมาก มีลูกหลายคนที่ต้องดูแล และอีกอย่างนึงเราเป็นลูกคนผิวสีคนเดียวในตระกูล มันเลยทำให้เราเป็นจุดเด่นและอาจจะทำให้แม่ดำรงค์ชีวิตลำบากก็ได้ แม่เลยไม่สามารถเลี้ยงดูเราได้ด้วย ดังนั้นกับพ่อผมก็เข้าใจพ่อเหมือนกัน ตอนนี้อะไรก็ได้ขอแค่ได้เจอหน้าและได้รู้ว่าเขาเป็นพ่อ ผมตั้งใจว่าถ้าได้เจอพ่อ สิ่งแรกที่จะทำคือ ก้มลงกราบเท้าท่านและขอบคุณพ่อที่ให้ชีวิตผม ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แรกที่ผมเจอแม่แล้วทำอย่างนั้นและดูท่านจนสิ้นอายุไขสำหรับพ่อแค่ได้เจอกัน แค่นั้นก็มีความสุขมากที่สุดในชีวิตแล้ว ผมไม่ได้ต้องการทรัพย์สมบัติของท่านเลยจริงๆ ซึ่งก็ทำใจเผื่อไว้แล้ว แต่ก็หวังว่าจะได้เจอจะได้มีรูปติดข้างฝาไว้ว่านี่พ่อเรานะ ญาติเรานะ แค่นั้นก็ภูมิใจแล้ว แต่สิ่งแรกที่ผม"
เมื่อเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นในชีวิตวัย 55 ปี "มอริส เค" จึงอยากแบ่งความสุขทางใจให้คนที่ต้องการเจอบุพการีเหมือนตน
"ณ วันนี้จากเรื่องราวของผมเองถือว่าเป็นการบอกต่อช่องทางให้หลายๆคนได้ตามหาพ่อแม่ เพราะผมเชื่อว่าหลายคนมีปมเรื่องครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของหลายๆคนอยู่แล้ว ดังนั้นช่วยอะไรได้ผมก็ยินดีช่วย ใครต้องการที่จะให้ช่วยประสานเรื่องกล่อง DNA ก็บอกมาได้ ยินดีช่วย แต่อยากบอกว่าทุกอย่างต้องค่อยๆ ทำให้เขาสบายใจในการยอมรับว่าเราไม่ได้ต้องการอะไรจากเขา อย่ารีบร้อน เพราะเป็นเรื่องเซนซิทีฟหลายๆฝ่าย สำหรับการใช้เครื่องตรวจนั้นก็ไม่ยาก ขั้นง่ายเพียงนิดเดียวคือ ทางอเมริกาจะส่งชุดเก็บ DNA ที่เป็นขวดน้ำยามาให้ จากนั้นเพียงบ้วนน้ำลายลงไปในน้ำยานั้นแล้วปิดฝาเขย่าก่อนที่จะส่งกลับไปที่อเมริกา แต่ความยากคือต้องระวังเพราะต้องเก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส และต้องรีบส่งกลับไปให้เร็วที่สุด"
เมื่อถามย้ำว่า หากต้องรอต่อไป หวังต่อไป จะทำอย่างไร หนุ่มอารมณ์ขันวัยกลางคนตอบทันควันว่า......
"ผมรอมา 55 ปีแล้ว ไม่ยากที่จะรอต่อไป"