รูปแบบการจัดริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2569

โดย PPTV Online

เผยแพร่

รูปแบบการจัดริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2569 ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

รูปแบบการจัดริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน 6 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2569 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในครั้งนี้ ใช้เรือพระราชพิธีจำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ แบ่งจัดขบวนเรือเป็น 5 ริ้ว มีความยาว 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร โดยใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น 2,200 นาย และประกอบด้วยเรือประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

เรือริ้วสายกลาง จำนวน 10 ลำ ประกอบด้วย

  • เรือพระที่นั่งทรง จำนวน 1 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งสำหรับพระมหากษัตริย์ทรงประทับ
  • เรือพระที่นั่งทรงสำรอง จำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
  • เรือทรงผ้าไตร จำนวน 1 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
  • เรือกลองใน–เรือกลองนอก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือกลองใน ได้แก่ เรือแตงโม เป็นเรือสำหรับผู้บัญชาการขบวนเรือ,เรือกลองนอก ได้แก่ เรืออีเหลือง เป็นเรือสำหรับรองผู้บัญชาการขบวนเรือ
  • เรือตำรวจ จำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย เรือตำรวจ 1-3 เป็นเรือของพระตำรวจ มีหน้าที่ถวายอารักขา
  • เรือแซง จำนวน 1 ลำ ได้แก่ เรือแซง 7 เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์

เรือริ้วสายใน จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 7 ลำ รวมเป็น 14 ลำ ประกอบด้วย

  • เรือประตูหน้า จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือนำริ้วขบวน
  • เรือพิฆาต จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือนำขบวนที่ใช้ในการรบ
  • เรือรูปสัตว์ จำนวน 8 ลำ ประกอบด้วย เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร เป็นเรือที่แกะสลักหัวเรือเป็นรูปสัตว์จริงหรือสัตว์ในเทพนิยาย เพื่อบอกให้ทราบว่าเรือลำใดเป็นของกรมใดหรือขุนนางผู้ใด
  • เรือคู่ชัก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือสำหรับชักลากเรือพระที่นั่ง เช่น ชักลากเรือพระที่นั่งเมื่อน้ำเชี่ยว หรือต้องการให้เรือแล่นเร็วขึ้น เป็นต้น

เรือริ้วสายนอก จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 14 ลำ รวม 28 ลำ ประกอบด้วย

  • เรือดั้ง จำนวน 22 ลำ ประกอบด้วย เรือดั้ง 1-22 เป็นเรือป้องกันหน้าขบวนเรือ
  • เรือแซง จำนวน 6 ลำ ประกอบด้วย เรือแซง 1-6 เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์

เรือพระที่นั่ง 4 ลำสำคัญ

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต้นรัชกาลพระมหาจักรพรรดิ โดยลำปัจจุบันสร้างขึ้นปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อทดแทนเรือลำเดิมที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 ประกอบพิธีลงน้ำในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2454 จัดเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง

โขนหัวเรือจำหลักเป็นรูปหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจก ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือภายในทาสีแดง ลำเรือภายนอกลงรักปิดทองประดับกระจก สีพื้นเป็นสีน้ำเงิน หมายถึงเรือของพระมหากษัตริย์ ประดับลวดลายกนกเปลวอย่างวิจิตรงดงาม เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จประทับเรือพระที่นั่ง จะมีการติดเครื่องสูงหักทองขวาง เช่น ฉัตร 7 ชั้น ฉัตร 5 ชั้น พระกลด บังสูรย์ พัดโบก กลางลำเรือมีบัลลังก์บุษบก หรือพระแท่นบัลลังก์กัญญา สำหรับเป็นที่ประทับบนเรือพระที่นั่ง ติดพระวิสูตร หรือผ้าม่าน และธง 3 ชายที่ท้ายเรือ บริเวณปากหงส์ประดับพู่จามรี ห้อยปลายพู่เป็นแก้วผลึกเจียระไน และขนจามรีสีขาว คอหงส์คล้องพวงมาลัยดอกไม้ขนาดใหญ่

เรือพระที่นั่งมีขนาดความยาว 44.90 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึก 0.94 เมตร ใช้กำลังพลรวม 71 นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ 64 นาย ได้แก่ นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 50 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนขานยาว 1 นาย คนถือฉัตร 7 นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง 7 นาย จากความงดงามของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ทำให้องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักรมอบรางวัลเรือโลก โดยคณะกรรมการองค์การ World Ship Trust เมื่อปี พ.ศ. 2535

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษกแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช2539 โดยกองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากรนำโขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 มาเป็นต้นแบบ แบ่งเป็นการดำเนินงานจัดทำโครงสร้างเรือ พาย และคัดฉากของกองทัพเรือ จากนั้นจึงให้กรมศิลปากรดำเนินการที่เกี่ยวกับศิลปกรรมของเรือทั้งหมด โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางกระดูกงูเรือ ณ กรมอู่ทหารเรือ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 กันยายน พุทธศักราช 2537 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ณ ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในพิธีปล่อยเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2539

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เคยเป็นเรือพระที่นั่งทรง เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2539 โขนเรือจำหลักรูปพระวิษณุประทับยืนบนครุฑ พระวรกายคล้ำ ในพระกรทั้ง 4 ทรงจักร สังข์ คทา และตรีศูล ประทับบนครุฑยุดนาค หรือครุฑที่จับนาค 2 ตัวชูขึ้น ที่หัวเรือเบื้องใต้ครุฑเป็นช่องสำหรับใส่ปืนใหญ่ กลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญา และมีแท่นประทับ ลำเรือภายนอกท้องเรือภายในทาสีแดง

ตัวเรือมีความยาว 44.30 เมตร กว้าง 3.20 เมตร ลึก 1.10 เมตร ใช้กำลังพลรวมจำนวน 71 นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ 64 นาย ได้แก่ นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 50 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนถือฉัตร 7 นาย คนขานยาว 1 นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจำนวน 7 นาย

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือสร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จัดเป็นเรือพระที่นั่งศรีในลำดับชั้นรอง ใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินลำลอง ภายหลังนำเข้าขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรียกว่า เรือพระที่นั่งรอง นับเป็นเรือพระที่นั่งลำเดียวที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 

เรือพระที่นั่งลำนี้มีลักษณะเด่น คือโขนเรือเชิดเรียว มาจากคำ 2 คำ คือ อเนก หมายถึง จำนวนมาก และชาติภุชงค์ หมายถึง นาค สอดคล้องกับรูปโขนเรือที่มีเป็นรูปพญานาคเล็กๆ จำนวนมาก หัวเรือลงรักปิดทองลายรดน้ำเป็นรูปพญานาคแปลง คือมีใบหน้าเป็นมนุษย์รวม 7 หน้า ประดับกระจกสีเขียวเป็นหลักแต่ไม่ได้ลงยาสี ลักษณะเดียวกับศิลปกรรมหน้าบันพระอุโบสถต่างๆ ถัดจากหัวเรือมีเข็มขัดรัดแกะสลักเป็นลายนาคมีผ้าหน้าโขนเรือ และพู่ห้อยซ้าย-ขวา ลำเรือภายนอกทาสีชมพู แกะสลักลวดลายเป็นนาคเรียงซ้อนกันทั้งชั้นบนและล่างเป็นนาคเรียงหันหน้าไปทางหัวเรือ ท้องเรือภายในทาสีแดง ตอนกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญา ซึ่งเป็นที่ประทับเปลื้องเครื่องหรือเปลื้องพระชฎามหากฐินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จขึ้น หรือลงเรือพระที่นั่งอีกลำ ตัวเรือมีความยาว 45.67 เมตร กว้าง 2.91 เมตร ลึก 0.91 เมตร ใช้กำลังพลรวม 82 นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ 75 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 61 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนถือฉัตร 7 นาย คนขานยาว 1 นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง 7 นาย

โดยปกติเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราใหญ่ จะทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์ และทรงพระมหามงกุฏ หรือ พระชฎามหากฐินทรงพระมาลาเส้าสูง เรือที่ใช้ทรงเปลื้องเครื่องนี้เรียกว่า เรือพลับพลา เรือนี้จะเข้าเทียบท่าก่อนแล้วเรือพระที่นั่งลำทรง เทียบด้านนอกเรือพลับพลา เมื่อเสด็จสู่พลับพลาเปลื้องพระมหามงกุฏ หรือ พระชฎามหากฐินแล้ว จึงเสด็จขึ้น เช่นเดียวกันในการเสด็จกลับ จะเสด็จลงเรือพลับพลาทรงพระมหามงกุฏ หรือพระชฎามหากฐินก่อน แล้วจึงเสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่ง

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่เริ่มใช้ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยรัชกาลที่ 4ส่วนลำปัจจุบันนั้น เป็นเรือที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 เมษายน พุทธศักราช 2457

คำว่า “อนันตนาคราช” มาจากภาษาสันสกฤต 3 คำ คือ อนันตะ แปลว่า ไม่สิ้นสุด–นิรันดร นาคะ แปลว่า นาค หรืองู ราชะ แปลว่า เจ้านาย หรือพระราชา รวมความได้ว่า ราชาแห่งนาคที่ไม่สิ้นสุด

ลำเรือภายนอกทาสีเขียว ลวดลายไม้จำหลักของเรือเป็นลายก้านขดปิดทองประดับกระจกสีเขียว ตลอดทั้งลำเรือยังประดับลวดลายพญานาคเคลื่อนไหวอย่างพริ้วไหวและทรงพลัง หันเศียรไปยังโขนเรือ สีพื้นภายนอกของเรือประดับกระจกสีน้ำเงิน สื่อความหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ท้องเรือภายในทาสีแดง โขนเรือปิดทองประดับกระจกเป็นรูปพญาอนันตนาคราช หรือพญานาค 7 เศียร บริเวณรัดอกประดับลายกระจังปฏิญาณ มีเทพพนมประดับอยู่ภายในไส้ในรอบเข็มขัดรัด

กลางลำเรือทอดบุษบก ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป หรือผ้าพระกฐิน เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชนี้ ปกติจะใช้เป็นเรือพระที่นั่งรอง หรือเรือเชิญผ้าพระกฐิน และประดิษฐานบุษบกสำหรับพระพุทธรูปสำคัญ ในสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7

เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางชลมารค เส้นทางท่าราชวรดิฐ–ท่าพระฉนวน วัดอรุณราชวราราม ได้ทรงเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ในการเสด็จพระราชดำเนินไป และทรงเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชในการเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เรือพระที่นั่งลำนี้ มีความยาว 44.85 เมตร กว้าง 2.58 เมตร ลึก 0.87 เมตร ใช้กำลังพลรวมจำนวน 72 นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ 69 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 54 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนถือฉัตร 7 นาย คนขานยาว 1 นาย พนักงานเห่เรือ 1 นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง 3 นาย

เรืออสุรวายุภักษ์

เป็นเรือรูปสัตว์ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก ส่วนบนเป็นยัก์ ส่วนล่างเป็นนก มีองค์เป็นสีม่วง หัวเรือมีช่องสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ 1 กระบอก ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และถูกระเบิดทำลายลงในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 9

เรืออสุรปักษี

เป็นเรือรูปสัตว์ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก ส่วนบนเป็นยัก์ ส่วนล่างเป็นนก มีองค์เป็นสีเขียว ปิดทองประดับกระจกภายนอกทาสีดำ เขียนลวดลายดอกพุตตานสีทอง หัวเรือมีช่องสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ 1 กระบอก ถูกสร้างขึ้นในสัมยรัชกาลที่ 1 และได้รับการซ่อมแซมในสมัยรัชกาลที่ 9

เรือกระบี่ปราบเมืองมาร 

เป็นเรือรูปสัตว์ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร โขนเรือเป็นวานรกายสีขาว เครื่องประดับกายและผ้านุ่งลงรักปิดทองประดับกระจก หัวเรืมีช่องสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ 1 กระบอก ถูกสร้างขึ้นในสัมยรัชการที่ 1 ก่อนจะถูกระเบิดเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหลือเพียงโขนเรือ โดยซ่อมแซมโขนและสร้างตัวเรือขึ้นใหม่ใน พ.ศ.2510

เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ 

เป็นเรือรูปสัตว์ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร โขนเรือเป็นวานรกายสีดำ เครื่องประดับกายและผ้านุ่งลงรักปิดทองประดับกระจก หัวเรือมีช่องสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ 1 กระบอก

เรือครุฑเหินเห็จ

เป็นเรือรูปสัตว์ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร โขนเรือเป็นรูปครุฑยุดนาคมีกายสีแดง หัวเรือมีช่องสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ 1 กระบอก เดิมเรียกกันว่า "เรือครฑเหิรระเท็จ" สร้างขึ้นครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 1 และบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2505

เรือครุฑเตร็จไตรจักร

เป็นเรือรูปสัตว์ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร โชนเรือเป็นรูปครุฑยุดนาคมีกายสีชมพู หัวเรือมีช่องสำหรับติดตั้งในใหญ่ 1 กระบอก สร้างครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 1 ก่อน ถูกระเบิดขำรุดซึ่งกรมศิลปากรเก็บหัวเรือและท้ายเรือไว้ โดยลำปัจจุบันสร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. 2511

เรือพาลีรั้งทวีป

เป็นเรือรูปสัตว์ในประนาทเรือเหล่าแสนยากร โชนเป็นรูปพาลี (ลิงมีฤทธิ์กายสีเขียว ตัวละครจากรามเกียรติ์เป็นพี่ชายของสุครีพ) ปิดทองประดับกระจก ภายในเรือมีสีแดง ภายนอกทาสีดำ เขียนลวดลายดอกพุตตานสีทอง หัวเรือมีช่องสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ 1 กระบอก สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 1

เรือสุครีพครองเมือง

เป็นเรือรูปสัตว์ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร โขนเรือเป็นสุครีพ (ลิงมีฤทธิ์กายสีแดง ตัวละครจากรามเกียรติ์ เป็นน้องชายของพาลี) ปิดทองประดับกระจก ภายในเรือมีสีแดง ภายนอกทาสีดำสีดำ เขียนลวดลายดอกพุตตตานสีทอง หัวเรือมีช่องสำหรับ ติดตั้งปืนใหญ่ 1 กระบอก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ซ่อมแชมอีกครั้งในรัชกาลที่ 9 เมื่อ พ.ศ. 2514

เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์

ทั้ง 2 ลำหัวเรือเป็นรูปเสือ มีปืนจ่ารง 1 กระบอก จัดเป็นเรือรบโบราณประเภทเรือพิฆาตในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ทั้ง 2 ลำจะแล่นส่าย โดยเรือเสือทยานชลแล่นส่ายนอกด้านขวา และเรือคำรณสินธุ์แล่นส่ายนอกด้านซ้าย แม้ไม่ปรากฎหลักฐานที่สร้าง แต่พบว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับรูปวาดเรือพิฆาตในริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง

เป็นเรือคู่ชัก สำหรับใช้ช่วยชักลากเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ในงานพระราชพิธีเมื่อน้ำเชี่ยว หรือต้องการให้เรือแล่นเร็วขึ้น ตลอดจนในกรณีที่ฝีพายไม่เพียงพอ ด้านข้างเรือทั้ง 2 ลำวาดลวดลายเป็นตัวเหราสัตว์ในป่าหิมพานต์ที่มีรูปร่างส่วนบนเป็นนาค ส่วนล่างเป็นมังกร สำหรับเรือเอกไชยเหินหาว สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ก่อนถูกระเบิดได้รับความเสียหายในสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือลำปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2508 ส่วนเรือเรือเอกไขยหลาวทองลำเดิมไม่พบหลักฐานการสร้าง โดยลำปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2508

เรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น

เป็นเรือประตูหน้าคู่แรกในขบวนพยุหยาตราชลมารค เรือลำเดิมทั้ง 2 ลำ ไม่พบหลักฐานการสร้าง แต่ตัวเรือได้รับความเสียหายจากระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 กรมศิลปากรได้เก็บหัวเรือ และท้ายเรือรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ ก่อนที่จะสร้างตัวเรือขึ้นใหมใน พ.ศ. 2507 โดยใช้หัวเรือเดิมและได้แกะสลัก ลวดลาย คาดหัว-ท้ายเรือ ปิดทองประดับกระจกพร้อมกับจัดทำเครื่องตกแต่งเรือใหม่

เรืออีเหลือง และเรือแตงโม

จัดเป็นเรือกลองในขบวนพยุหยาตราชลมารค มีปี่ชวาและกลองแขกสำหรับบรรเลงลำละ 6 นาย โดยเรืออีเหลืองจะอยู่หน้าสุดของริ้วสายกลาง เป็นเรือสำหรับรองผู้บัญชาการของขบวนเรือ ส่วนเรือแตงโม อยู่ในริ้วกลางหรือริ้วที่ 3 หน้าเรือพระที่นั่ง เป็นเรือสำหรับผู้บัญชาการของขบวนเรือ

เรือตำรวจ

มีลักษณะคล้ายเรือแตงโมและเรือดั้ง ไม่ปรากฎหลักฐานที่สร้าง มีพระตำรวจหลางชั้นปลัดกรมหรือข้าราชการในพระราชสำนักที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ นังประจำ 3 ลำ

เรือดั้ง

ทำหน้าที่ป้องกันกระบวนเรือหน้า ไม่พบหลักฐานที่สร้าง ในปี พ.ศ. 2506 กรมอู่ทหารเรือต่อเรือดั้ง 6 ขึ้นใหม่ มีการซ่อมใหญ่ในปี พ.ศ. 2524 เรือดั้ง เป็นเรือไม้ทาสีน้ำมัน ไม่มีลวดลาย ปัจจุบันหัวเรือปิดทอง ลำมีชื่อเรียกตามลำดับตั้งแต่ เรือดั้ง 1 ถึงเรือดั้ง 22

เรือแซง

คือเรือกราบ เป็นเรือเล็กและเร็ว จัดเป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์ ไม่พบหลักฐานที่สร้าง มี 7 ลำ มีชื่อเรียกตามลำดับตั้งแต่ เรือแชง 1 ถึงเรือแซง 7

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ