แม้เหตุการณ์รัฐประหารในเมียนมาจะผ่านมากว่า 24 ชั่วโมงแล้ว แต่หญิงชาวเมียนมารายนี้ก็ยังไม่คลายความกังวลใจที่มีต่อลูกชายและญาติพี่น้องที่อาศัยอยู่ที่ประเทศเมียนมา
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2000 ช่วงที่เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองแบบเบ็ดเสร็จโดยทหาร เธอตัดสินใจข้ามพรมแดนมาหางานทำที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก
ถือเป็นการมาตายเอาดาบหน้า เพราะยังไม่รู้ว่าจะได้งานหรือไม่ ยังไม่นับการที่พูดภาษาไทยไม่ได้เลย 2-3 ปีหลังจากนั้น เธอกลับไปบ้านเกิดที่เมียนมาร์ทุกอย่างที่นั่นแทบไม่เปลี่ยนแปลง กาลเวลาหมุนช้ากว่าที่ไทยมาก
จนกระทั่งปี 2011 รัฐบาลทหารที่นำโดยนายพลตันฉ่วยเริ่มถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลกึ่งพลเรือนที่นำโดยนายพลเต็งเส่งเมียนมาร์เริ่มเปิดตัวกับโลกภายนอก
แต่สำหรับซัง ซัง วิน การเปลี่ยนแปลงที่เธอเห็นก็ยัวไม่มากนัก จนกระทั่งอีก 4 ปีต่อมาพฤศจิกายน 2015 เมียนมาร์บอกชาวโลกว่า พร้อมให้พลเรือนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ การจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปีนั้นถือเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่มีพรรคการเมืองของพลเรือนเข้าร่วมอย่างเต็มรูปแบบ
ผลการเลือกตั้งออกมา พรรค NLD ของนางอองซานซูจีชนะอย่างขาดลอย และนางซูจีได้เข้ามามีบทบาทในการปกครองประเทศในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐเป็นช่วงเวลาที่ซังซังวินบอกว่า เห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่จากบ้านเกิดมาเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
ถูกจำกัดอำนาจบริหารด้านความมั่นคง กระทรวงที่อยู่ในความดูแลของนางซูจีให้ความสำคัญกับการสร้างสาธารณูปโภคและสาธารณสุข ความเจริญของบ้านเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความหวังกับชาวเมียนมาว่าชีวิตของพวกเขาจะดียิ่งขึ้นในอนาคต ความหวังแจ่มชัดขึ้นทุกวัน จนกระทั่งการประกาศยึดอำนาจจากทหารเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา