การประท้วงในนครย่างกุ้ง ยังคงลงถนนติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 วัดกันด้วยทางกายภาพ ไม่มีทางชนะ เพราะคนที่ออกมาไม่มีอาวุธ ขณะที่ทางตำรวจ ทหารมีทุกอย่างๆ ถึงแม้จะรู้ว่า เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดอาจจะเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่คนก็ออกมาสู้เพราะไม่มีทางเลือก
ในบรรดาคนที่เสียชีวิตจากการถูกปราปราม มีเรื่องราวของคนๆหนึ่งที่อธิบายข้อเท็จจริงที่น่าเศร้านี้ได้ดี ชิต มิน ธู วัย 25 ปี เป็นผู้ประท้วงที่อยู่แถวหน้าบริเวณ North Dagon ในนครย่างกุ้ง เมื่อวานกระสุนจากตำรวจยิงทะลุโล่ห์ทำเองเข้าที่ศีรษะ ร่างไร้วิญญานของเขาในเสื้อยืดสีขาว สวมหมวกกันน๊อคและโล่ห์ป้องกันตัวเองถูกเพื่อนๆแบกออกมาจากพื้นที่การปะทะ
ครอบครัวของ ชิต มิน ธู รอรับร่างด้วยความเศร้าโศก ภรรยาของเขาซึ่งท้องอยู่เปิดเผยว่า ชิต มิน ธุ ขอให้เธอให้อภัยเขาที่ต้องออกไปประท้วง เพราะนี่คือการต่อสู้ที่คุ้มค่าต่อการสละชีวิตของเขา
นอกเหนือจากชิต มิน ธู เมื่อวานมีผู้ประท้วงอีกอย่างน้อย 11 คนถูกยิงเสียชีวิต เกือบทั้งหมดอยู่ในวัยต่ำกว่า 30 ปี
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองคือ เหตุการณ์ที่ กองกำลังอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) ได้ซุ่มโจมตีค่ายของกองทัพเมียนมาในเขตโมนญีน ของรัฐคะฉิ่น กองทัพเมียนมาตอบโต้กลับด้วยการบินเครื่องบินรบและยิงโจมตี
ตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชาติพันธุ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น เนื่องจากกองกำลังชาติพันธ์หลายกลุ่มไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของทหาร
ตั้งแต่รัฐประหาร เกิดการต่อสู้ระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังกะเหรี่ยง และสภากอบกู้รัฐฉาน
นอกจากนี้กองกำลังกว่า 10 กลุ่มที่เคยลงนามข้อตกลงเจรจากับกองทัพ ได้ตัดสินใจเลื่อนการเจรจาออกไป และประกาศว่าพวกเขาสนับสนุนการประท้วง และการทำอารยขัดขืนของประชาชน
กองกำลังชาติพันธุ์เหล่านี้จึงจะเป็นตัวแปรสำคัญในวิกฤตการเมืองเมียนมารอบนี้
ในส่วนของท่าทีจากกองทัพเมียนมา หลังจากเมื่อวานออกมากล่าวหานางซูจีว่ารับเงินรับเงินใต้โต๊ะหรือเงินอย่างผิดกฎหมายจำนวน 6 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 18 ล้านบาท รวมถึงทองอีกจำนวนหนึ่ง ในระหว่างที่เธอดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ
หลังจากนั้นก็มีการออกมาแถลงเพิ่มเติมคราวนี้พูดถึงท่าทีของประชาคมโลกหลังจากคณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็นและอาเซียนออกแถลงการณ์ให้ยุติการใช้ความรุนแรง
โฆษกกองทัพเมียนมาร์โต้ว่า กองทัพเมียนมาเคารพความเป็นห่วงของประชาคมโลกต่อสันติภาพเมียนมา แต่กองทัพจะดำเนินการตามเป้าหมายของตัวเองต่อไป
โฆษกกองทัพเมียนมาร์ยังระบุด้วยว่า พวกเขาจะอยู่ไม่นาน การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แถลงการณ์ล่าสุดของของกองทัพเมียนมาสะท้อนว่า กองทัพไม่ตอบรับต่อข้อเรียกร้องของประชาคมโลก ที่ขอให้หยุดใช้ความรุนแรง
กองทัพเมียนมาเคลื่อนรถหุ้มเกราะคุมเมือง-ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต
จนล่าสุดสถานทูตอังกฤษในเมียนมาแนะนำให้คนอังกฤษเดินทางออกจากเมียนมา ยกเว้นมีเหตุจำเป็นจริงๆ โดยสหประชาชาติที่คอยเป็นผู้รวบรวมหลักฐานเปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดรัฐประหารมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 70 ราย
นายโธมัส แอนดริว ผู้รายงานการสืบสวนเกี่ยวกับสถานการณ์เมียนมาประจำคณะสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รายงานผลการสืบสวนต่อสหประชาชาติในกรุงเจนีว่า สวิตเซอร์แลนด์ว่า กองทัพเมียนมาได้สังหารประชาชนไปอย่างน้อย 70 ราย ตั้งแต่ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมากกว่าครึ่งเป็นประชาชนอายุต่ำกว่า 25 ปี และอีกมากกว่า 2,000 คนถูกจับโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นายแอนดริว ระบุว่า กองทัพเมียนมาได้สังหาร ทรมาน และลงโทษประชาชน ที่อาจเข้าข่ายว่าเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
โดยเขาย้ำกับคณะสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า ประชาชนชาวเมียนมากำลังถูกปกครองด้วยรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม และดำเนินการสังหารประชาชน
นายแอนดริว คือเจ้าหน้าที่เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติดำเนินการคว่ำบาตรกองทัพเมียนมามาโดยตลอด
ล่าสุดเขาเสนอว่า ประชาคมนานาชาติควรจะคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของกองทัพเมียนมา ที่มีรายได้ราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
ด้านชาน เอ้ ปลัดกระทรวงต่างประเทศของเมียนมาออกมาโต้แย้งทันทีว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากผู้ประท้วง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ และสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือการจัดการกับคนที่ใช้ความรุนแรง
โดยล่าสุดเกาหลีใต้เป็นประเทศล่าสุดที่เตรียมระงับความช่วยเหลือทางทหาร และความช่วยเหลือด้านอื่นๆ กับเมียนมา