ภาพการประท้วงต่อต้านรัฐประหารยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา แม้ในช่วงหลังข่าวสารจะถูกลดทอนความสำคัญลงและหายไปจากสื่อบ้าง นี่คือบรรยากาศของการประท้วงที่นครย่างกุ้งในวันนี้ เมื่อเวลา 8 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น ผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวใช้กลยุทธ์ “Hit and Run” คือนัดชุมนุมและสลายตัวกันแบบรวดเร็วหรือที่เรียกว่า แฟล็ชม็อบ
จากภาพจะเห็นผู้ประท้วงกรูกันเข้าไปยังจุดนัด ก่อนจะรีบวิ่งหนีออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองโดนจับ อย่างไรก็ตามมีรายงานว่ามีผู้ประท้วง 1 คนถูกจับกุม ภาพจากอีกมุมหนึ่งที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เผยให้เห็น นาทีที่ชายชาวเมียนมาคนหนึ่งถูกจับกุมระหว่างการประท้วงในนครย่างกุ้ง รายงานจากผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ชายคนดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายก่อนจะพาตัวไปด้วย
ส่วนในเมืองอื่นๆ ของเมียนมา การประท้วงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จากภาพคือบรรยากาศของเมืองโมนยะวา ที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ผู้ประท้วงกลุ่มนี้นัดรวมตัวที่ตลาดซึ่งแออัดไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของในตอนเช้า
พวกเขาชูป้ายต่อต้านรัฐประหาร รวมถึงชูธงสีแดง สัญลักษณ์ของพรรค NLD และไม่ไกลจากกัน ที่เมืองมัณฑะเลย์ มีการประท้วงที่ตลาดเช่นกัน โดยเป็นกิจกรรมยืนชูสามนิ้วและแจกดอกไม้ต้านรัฐประหาร ในภาพรวมจะเห็นว่า แม้จะผ่านเวลามา 4 เดือนแล้ว แต่ชาวเมียนมายังคงออกมาต่อสู้ และเดินหน้าประท้วงอย่างต่อเนื่อง
ด้านความเสียหายที่เกิดขึ้น ข้อมูลจาก AAPP องค์กรช่วยเหลือนักโทษการเมืองที่เก็บข้อมูลตั้งแต่เกิดรัฐประหารระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนวันนี้ เมียนมามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 842 ราย /ส่วนคนที่ถูกจับกุมมีมากถึง 4,468 ราย
ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 842 ราย มีข้อมูลน่าสนใจว่า 73 รายเป็นเยาวชน สำนักข่าวอิรวดีรายงาน พร้อมเผยภาพถ่ายของบรรดาเด็กๆ ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา
เด็กที่สุดมีอายุราว 6 ขวบ ไปจนถึงอายุ 13 ปี โดยการเสียชีวิตของเด็กๆ ที่มากที่สุดเกิดขึ้นในเมืองมัณฑะเลย์ คือมากถึง 26 ราย ส่วนในนครย่างกุ้งมี 13 ราย และความปลอดภัยของบรรดาเด็กๆ เหล่านี้คือประเด็นที่ชาวเมียนมากังวลกันมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อช่วงเวลาเปิดปีการศึกษาใหม่มาถึง
โรงเรียนในเมียนมาเพิ่งจะเปิดเทอมไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่จนถึงวันนี้ปรากฏว่ามีนักเรียนมาเข้าเรียนน้อยมาก โดยรายงานข่าวระบุว่า มีนักเรียนเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ไปโรงเรียน หรือเพียง 900,000 ราย จากจำนวนที่ควรจะเป็นคือ 9 ล้านคน
มีสองเหตุผล หนึ่งคือความปลอดภัย เนื่องจากผู้ปกครองจำนวนมากยังกลัวว่า ท่ามกลางสถานการณ์วุ่นวายของการประท้วงและการปราบปราม เด็กๆ อาจได้รับลูกหลงไปด้วย และสอง การโดดเรียนได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกว่า ชาวเมียนมาจำนวนมากไม่ต้องการรัฐประหาร และไม่ต้องการการศึกษาที่อยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพ. แม้จะเงียบเหงาลง แต่ยังพอมีเด็กๆ ที่มาโรงเรียนอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามหนึ่งในผู้ปกครองเล่าว่า เธอค่อนข้างกังวลใจต่ออนาคตของลูก
สำนักข่าว Myanmar Now เผยภาพของทหารเมียนมาที่ออกมาคุมเข้มตามท้องถนน หรือแม้แต่โดยสารรถบัสไปพร้อมกับเด็กๆ ด้วย โดยระบุว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย
เนื่องจากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏเหตุระเบิดปริศนาขึ้นหลายจุด โดยยังไม่ชัดเจนว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือใคร แต่เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทางรัฐบาลคู่ขนานมีการจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง หรือที่เรียกว่า PDF ส่วนบนโลกออนไลน์ก็เผยภาพบรรยากาศของห้องเรียนอันเงียบเหงา
จากภาพจะเห็นว่ามีเด็กๆ มาเข้าเรียนไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่รายงานข่าวระบุว่า โรงเรียนบางแห่งโดยเฉพาะตามพื้นที่ห่างไกล ไม่มีนักเรียนมาเลย ส่งผลให้คุณครูต้องเลิกสอนไปด้วย
จำนวนหนึ่งไม่ไปโรงเรียน แต่ออกมาประท้วงต้านรัฐประหารกันแบบนี้ โดยจากภาพจะเห็นว่าพวกเขานัดกันสวมใส่เครื่องแบบนักเรียน ในขณะเดียวกันชาวบ้านจำนวนไม่น้อยก็สนับสนุนการแสดงออกของนักเรียน และออกมาร่วมประท้วงด้วย
นอกเหนือจากนักเรียนจะใช้การโดดเรียนเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านรัฐประหารแล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้สถานะของตนในการประท้วงเช่นกัน นั่นก็คือ บรรดานักกีฬา อารยะขัดขืนวิธีนี้เกิดขึ้นเรื่อยมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่แต่ละชาติกำลังคัดตัวไปแข่งขันบอลโลก ปี 2022
ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 พฤษาภาคม ทีมเมียนมาเจอกับทีมญี่ปุ่น โดยรายงานระบุว่า นักกีฬาเหล่านี้ไม่เต็มใจลงแข่ง เพราะไม่อยากเป็นตัวแทนของคณะรัฐประหาร จากภาพจะเห็นว่า หนึ่งในนักกีฬาชูสามนิ้วให้กับกล้อง สัญลักษณ์ของการประท้วง ก่อนที่ผลการแข่งขันจะออกมาว่า ญี่ปุ่นชนะเมียนมาไป 10 ต่อ 0 ลูก ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการตั้งใจพ่ายแพ้หรือไม่
อีกหนึ่งอีเว้นใหญ่ก็คือ การแข่งขันโอลิมปิก ก่อนหน้านี้ วิน เท็ด อู นักกีฬาว่ายน้ำเมียนมาออกมาปฏิเสธการเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นในญี่ปุ่น โดยระบุว่า ไม่ต้องการให้ตัวเองกลายมาเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลทหารใช้บอกกับนานาชาติว่าเมียนมาปกติดี ผ่านการแข่งขันกีฬาแบบประเทศอื่น
เรื่องราวของเขากลายเป็นไวรัล เพราะเจ้าตัวยอมละทิ้งความฝันเพื่อต่อสู้ทวงคืนประชาธิปไตย ล่าสุด วิน เท็ด อู ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวนิเคอิเอเชียว่า บรรดานักกีฬากำลังตกเป็นเป้าและถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยทหาร
ก่อนหน้านี้เจ้าตัวส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ให้แบนนักกีฬาจากเมียนมา เนื่องจากเป็นการไม่เคารพต่อการแข่งขันระดับโลก ยังไม่มีความคืบหน้าจากคณะกรรมการโอลิมปิก แต่คาดกันว่าหากการแข่งขันยังคงดำเนินไป คาดว่าจะมีนักกีฬาจำนวนมากที่ถูกบังคับให้ลงแข่ง และโลกอาจจะได้เห็นการประท้วงหรือแกล้งแพ้จากนักกีฬาเมียนมาแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในการคัดตัวบอลโลก
ในขณะที่ความพยายามในการประท้วงด้วยสันติวิธียังคงดำเนินต่อไป แต่ที่เมียนมาการตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรงก็ดำเนินควบคู่ไปเช่นกัน
4 เดือนที่ผ่านมาของรัฐประหาร ทหารเมียนมาและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงมีรายงานการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกับชาวกะเหรี่ยง ชาวไทยใหญ่ ไปจนถึงชาวคะฉิ่น และล่าสุดมีเหตุปะทะเกิดขึ้นระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลังกะเหรี่ยงชาวพุทธที่มีชื่อย่อว่า DKBA ด้วย. ภาพจากกองกำลังกะเหรี่ยงชาวพุทธ หรือ DKBA เผยให้เห็นการเตรียมพร้อมสู้รบเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา
การปะทะเกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองเมียววดี รัฐกะเหรี่ยง โดยทาง DKBA ระบุว่า พวกเขาร่วมมือกับกองกำลังป้องกันตนเอง หรือที่เรียกว่า PDF กองกำลังติดอาวุธที่รัฐบาลคู่ขนานจัดตั้งขึ้น ส่งผลให้สามารถสังหารทหารเมียนมาไปได้ 32 นาย
รายงานระบุว่า การปะทะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม และยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ โดยในช่วงสามวันที่ผ่านมาเสียงปืนดังสนั่นจนได้ยินมาถึงอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก รวมถึงมีชาวบ้านอพยพหนีการต่อสู้ข้ามมาฝั่งไทยด้วยจำนวนราว 400 คน สำนักข่าว The Karen News เผยภาพของบรรดาชาวบ้านที่ลี้ภัยจากการต่อสู้ โดยระบุว่า ขณะนี้ในเมืองเมียวดีมีชาวบ้านราว 600 รายที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น
พร้อมเผยภาพศพของทหารเมียนมาที่ถูกโจมตีจนเสียชีวิต เพื่อยืนยันถึงชัยชนะของกองกำลังชาวกะเหรี่ยง ทหารที่เข้ามาร่วมกับกองกำลังชาติพันธุ์เหล่านี้คือ บรรดาหนุ่มสาวที่ออกมาประท้วง แต่ในท้ายที่เมื่อสันติวิธีใช้ไม่ได้ผล พวกเขาเลือกต่อสู้ด้วยการจับอาวุธ
เมื่อเดือนเมษายน รัฐบาลคู่ขนานประกาศจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเองขึ้น โดยระบุว่า เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยและปกป้องผู้ประท้วง ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยภาพของนักเรียนรุ่นแรกใน PDF ที่สำเร็จการฝึกฝนหลักสูตรการใช้อาวุธต่างๆ กับบรรดากองกำลังชาติพันธุ์แล้ว
จากภาพจะเห็นคนหนุ่มราว 100 คนในชุดเครื่องแบบทหาร เข้าร่วมขบวนพาเหรด โดยพวกเขาเคยเป็นแนวหน้าของการประท้วงมาก่อน ยังไม่ชัดเจนว่าจากนี้บรรดาทหารของ PDF จะทำอย่างไรต่อ
แต่ล่าสุดสำนักข่าว Myanmar Now รายงานบทสัมภาษณ์หนึ่งในสมาชิก PDF ที่อาศัยอยู่ในเมืองมัณฑะเลย์ ระบุว่า ขณะนี้มีสมาชิกติดอาวุธคอยลาดตระเวนตามพื้นที่ต่างๆ ของเมือง
พร้อมกันนั้นยังอ้างว่า พวกเขาอยู่เบื้องหลังของเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยระบุว่ามุ่งเป้าโจมตีไปที่ทหารของกองทัพเมียนมา สถานการณ์ในเมียนมากำลังเข้าใกล้การเกิดสงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที และหลายฝ่ายยังคงคาดหวังว่า นานาชาติจะยังเดินหน้าแก้ปัญหาในเมียนมา โดยเฉพาะอาเซียน
เมื่อวานนี้มีรายงานว่า ผู้แทนจากอาเซียนได้แก่ นายลิ้ม จ็อก ฮอย เลขาธิการอาเซียนชาวบรูไน และนายอีริวาน ยูซอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศบรูไน เตรียมเดินทางไปเยือนเมียนมาในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือกับคณะรัฐบาลทหาร คาดกันว่าประเด็นหลักยังคงเป็นไปตามฉันทามติที่อาเซียนตกลงกันล่าสุด คือต้องยุติความรุนแรง และแต่งตั้งคณะผู้แทนเพื่อเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างฝ่ายทหารและฝ่ายประชาชน
อย่างไรก็ตามรายงานข่าวระบุว่า การเดินทางครั้งนี้อาจถูกยกเลิกได้ทุกเมื่อ
รวมถึงความคืบหน้าล่าสุดของอาเซียนในการแก้ไขวิกฤตนี้ เกิดขึ้นหลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อาเซียนเพิ่งจะถูกโจมตีอย่างหนัก หลังมีรายงานข่าวเปิดเผยจดหมายที่อาเซียนส่งให้ทางสหประชาชาติคัดค้านไม่ให้ทางสหประชาชาติคว่ำบาตรนานาชาติไม่ให้ขายอาวุธให้เมียนมา
โดยเนื้อความในจดหมายระบุว่า ทางอาเซียนร้องขอให้ประเทศที่สนับสนุนมตินี้ ตัดถ้อยคำที่ระบุให้ระงับการจำหน่าย หรือ ส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ทุกชนิดให้กับเมียนมาออกไปจากร่างข้อมติดังกล่าว โดยไม่ระบุเหตุผล ประเด็นดังนี้ถูกวิจารณ์ เนื่งอจากปัจจุบันยอดผู้เสียชีวิตในเมียนมามีมากถึง 800 ราย ในขณะเดียวกันความล่าช้าของอาเซียนก็ถูกพูดถึง
ล่าสุดบนโลกออนไลน์จึงเกิดแฮชแทก Less Talk More Actions ASEAN ขึ้น มากกว่านั้นบรรดาคนรุ่นใหม่ก็พร้อมใจกันออกมาร้องขอให้อาเซียนทำมากกว่านี้ในการหยุดยั้งวิกฤต