ล่าสุดคือคำประกาศของ วาฮีดุลเลาะห์ ฮาชิมี สมาชิกอาวุโสของตาลีบัน ออกมาพูดชัดเจนเป็นครั้งแรกถึงสิทธิของผู้หญิงอัฟกันนับต่อจากนี้ไป นั่นก็คือ พวกเธอจะไม่มีสิทธิเรียนหรือทำงานภายในสถานที่เดียวกันกับผู้ชาย ไม่มีสิทธิทำงานร่วมกับผู้ชาย โดยข้อกำหนดนี้จะถูกบังคับใช้ในเกือบทุกอาชีพ รวมถึงภาคธนาคารและสื่อมวลชน
สมาชิกอาวุโสของตาลีบัน รายนี้อธิบายว่า ตาลีบันต่อสู้มากว่า 40 ปีแล้ว เพื่อนำกฏหมายชารีอะห์เข้ามาปกครองในอัฟกานิสถาน ชารีอะห์ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงและผู้ชายอยู่รวมกัน หรือนั่งอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน
ผู้หญิงและผู้ชายจึงไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ สิ่งนี้ชัดเจน พวกเขาจึงจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในที่ทำงานเดียวกับเรา หรือเข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรี หรือทำงานกระทรวงเดียวกับเราได้
คำประกาศของวาฮีดุลเลาะห์ ฮาชิมี สมาชิกอาวุโสของตาลีบัน ออกมาหลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องการศึกษา อับดุล บาคี ฮักกานี ประกาศกฎใหม่ที่ห้ามผู้หญิงและผู้ชายเรียนในห้องเดียวกัน รวมถึงจะมีการออกกฏใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้นในเรื่องการแต่งกายของผู้หญิงอีกด้วย และนี่ถูกมองว่า ตาลีบันจงใจกีดกันไม่ให้ผู้หญิงเข้ารับการศึกษา เพราะในทางปฏิบัติแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการแบ่งห้องเรียนหญิงและชายเนื่องจากทรัพยากรที่มีจำกัด ตั้งแต่อาคารเรียน ห้องเรียน ไปจนถึงอาจารย์ที่สอน
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงอัฟกันเข้ามามีบทบาทในทางสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ในช่วงปี 1996-2001 ที่ตาลีบันครองอำนาจ สัดส่วนผู้หญิงในพื้นที่ทำงานอยู่ที่ร้อยละ 0 และหลังจากตาลีบันหลุดจากอำนาจเมื่อสหรัฐโจมตีอัฟกานิสถาน สัดส่วนผู้หญิงในพื้นที่ทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาเป็นร้อยละ 23 เมื่อปี 2020
นับจากนี้ไป ภายใต้การปกครองของตาลีบันพื้นที่ของผู้หญิงอัฟกันในสังคมจะถูกบีบให้น้อยลงไปเรื่อยๆจนอาจกลับไปเป็นเหมือน 20 ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตามมีความพยายามของผู้หญิงในการลุกขึ้นมาต่อสู้ ปกป้องสิทธิของตัวเอง เกือบ 2 สัปดาห์แล้วที่มีกลุ่มผู้หญิงออกมาเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนในกรุงคาบูล และอีกหลายเมือง เช่นเมืองมาซาร์ ไอชาราฟ เมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือ
กองกำลังตาลีบันพยายามสลายการชุมนุม ห้ามไม่ให้บรรดาผู้หญิงออกมาประท้วง มีการยิงปืนขึ้นฟ้า บางคนใช้วิธีจ่อปืนขู่ ก่อนจะออกประกาศเมื่อวันที่ 8 กันยายนว่า จากนี้ไป การประท้วงต้องได้รับอนุญาตจากทางรัฐบาลก่อน
ล่าสุดมีคลิปวีดีโอคลิปหนึ่งที่ถูกเผยแพร่ โดยคลิปนี้ถูกถ่ายไว้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนซึ่งเป็นวันที่ตาลีบันออกประกาศห้ามผู้หญิงชุมนุม ปรากฏว่ามีผู้หญิงจำนวนหนึ่งออกมารวมตัวกันในกรุงคาบูลเพื่อประท้วงคำสั่งนี้ และเพื่อเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ สมาชิกตาลีบันได้ใช้แส้หวดเข้าไปที่หลังของหญิงรายหนึ่งอย่างหนัก จนเธอต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด
ภาพเหล่านี้ไปกระตุกเตือนความทรงจำของคนเมื่อ 20 ปีก่อน ที่ตาลีบันปฏิบัติกับผู้หญิงอย่างโหดร้าย ด้วยการเฆี่ยนตีหรือฆ่าพวกเธอในที่สาธารณะ
การปฏิบัติต่อผู้หญิงและการออกประกาศต่าง ๆ ของตาลีบันทำให้ตอนนี้องค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติออกมาแสดงความกังวล
กาตาร์ ขอตาลีบันเคารพสิทธิและบทบาทของผู้หญิง
กาตาร์มีบทบาทอย่างมากในอัฟกานิสถานขณะนี้ นอกเหนือจากรับบทประเทศตัวกลางในการเจรจาระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับตาลีบันจนสหรัฐยอมถอนทหารออกไปแล้ว ขณะนี้อีกบทที่กาตาร์เล่นคือ การเข้าช่วยรัฐบาลตาลีบันฟื้นฟูอัฟกานิสถานที่ยับเยินจากสงคราม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เช็ค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลลาห์มาน อัล-ทานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ เดินทางถึงกรุงคาบูลเพื่อหารือกับรัฐบาลตาลีบันเรื่องแผนฟื้นฟูประเทศ
อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนึ่งที่รัฐมนตรีต่างประเทศการ์ตาได้ขอร้อง นั่นคือให้ตาลีบันรักษาสัญญาในการเคารพสิทธิและบทบาทของผู้หญิงในการช่วยฟื้นฟูอัฟกานิสถาน
แม้ปัจจุบันจะมีเพียงกาตาร์ที่ออกหน้าสนับสนุนตาลีบัน และยังไม่มีชาติใดรับรองรัฐบาลตาลีบัน แต่หลายประเทศได้เล็งเห็นถึงความยากลำบากในอัฟกานิสถาน นำมาสู่การระดมเงินบริจาคมากถึง 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 36,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
ผู้แถลงความช่วยเหลือล่าสุดนี้ คือ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่า เกิดขึ้นจากการตกลงร่วมกันของนานาชาติ เพราะขณะนี้ประชาชนในอัฟกานิสถานกำลังยากจนและยากลำบากกันมากขึ้น รวมถึงก่อนหน้านี้มีรายงานบ่งชี้ว่า ด้วยเงินทุนต่างๆ ที่ถูกระงับไป หากไม่มีความช่วยเหลือ ในครึ่งปีหน้า ประชาชนราวร้อยละ 97 ของอัฟกานิสถานจะมีคุณภาพชีวิตที่ตกลงไปต่ำกว่าเส้นความยากจน
เผยการปะทะในปัญจชีร์ มีประชาชนถูกลูกหลงเสียชีวิต
ส่วนความคืบหน้าของสถานการณ์ในจังหวัดปัญจชีร์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มสุดท้ายที่ไม่ยอมแพ้ตาลีบัน นั่นก็คือ กองกำลัง NRF หรือกลุ่มกองกำลังแนวหน้าต่อต้านอัฟกานิสถานแห่งชาติ เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของพันธมิตรฝ่ายเหนือที่นำโดยอาหมัด มาซุด และรองประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน อัมรุลลาห์ ซาเลห์ พร้อมด้วยทหารอัฟกันอีกจำนวนหนึ่ง
การสู้รบเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงในหุบเขาปัญจชีร์ ฐานที่มั่นของ NRF จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ตาลีบันประกาศเอาชนะ NRF และยึดจังหวัดปัญจชีร์ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และเราได้เห็นบทบาทของอีกประเทศที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลในอัฟกานิสถาน นอกเหนือจากกาตาร์ นั่นคือ ปากีสถาน
ล่าสุดมีรายงานว่า กองกำลังตาลีบันได้ใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่นั่น ซึ่งจำนวนมากเป็นชาติพันธุ์ทาจิก
สำนักข่าว BBC รายงาน พบประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย ในหุบเขาปัญจชีร์ จากการสู้รบระหว่างตาลีบันและกลุ่มต่อต้าน โดยยังไม่ชัดเจนว่าประชาชนที่เสียชีวิตนั้นอยู่ข้างฝ่ายไหน
ส่วนบนโลกออนไลน์ มีภาพของตาลีบันจับกุมประชาชน โดยบังคับให้คนที่ถูกจับเข้าไปอยู่ในส่วนท้ายของรถยนต์ เหตุการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่า เกิดขึ้นในเขตของชาวทาจิก ที่หุบเขาปัญจชีร์
แล้วปากีสถานมาเกี่ยวอะไร? ปากีสถานถูกมองว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนเครือข่ายฮักกานี กองกำลังที่อยู่ภายใต้ร่มธงของตาลีบัน ที่ถูกสหรัฐขึ้นบัญชีว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย ตอนนี้สมาชิกหลักของเครือข่ายนี้ถึง 4 คนได้รับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลตาลีบัน รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซิราจุดิน ฮักกานี ซึ่งเป็นคนที่ FBI ของสหรัฐต้องการตัว ถึงปากีสถานปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่เคยสนับสนุนกลุ่มฮักกานี และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายในอัฟกานิสถาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของปากีสถานหรือ ISI ได้เดินทางมาที่อัฟกานิสถานเพื่อพบกับนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลตาลีบัน โดยระบุว่าเพื่อหารือและช่วยเหลือตาลีบันในการปรับโครงสร้างของกองทัพอัฟกานิสถาน ไม่กี่วันถัดมา ปรากฏภาพของชาวอัฟกันในคาบูลออกมาประท้วง เรียกร้องให้ปากีสถานเลิกส่งหน่วยข่าวกรอง ISI เข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในของพวกเขา
เป็นที่น่าสังเกตุว่า การเดินทางมาของหัวหน้าหน่วยข่าวกรองปากีสถานเกิดขึ้นในช่วงที่ตาลีบันกำลังต่อสู้กับกลุ่ม NRF ในหุบเขาปัญจชีร์และได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย นักวิเคราะห์บางคนระบุว่า อาจเป็นเพราะทางปากีสถานได้ส่งการสนับสนุนการต่อสู้ของตาลีบันด้วยการส่งโดรนเข้าโจมตีทางอากาศ จนทำให้กองกำลังตาลีบันสามารถเอาชนะ NRF ได้
ISI หรือหน่วยสืบราชการลับปากีสถานก่อตั้งขึ้นเมื่อ 63 ปีก่อนโดยกองทัพอังกฤษ หลังการแบ่งแยกอินเดียกับปากีสถาน ISI ทรงอิทธิพลและมีบทบาทมาก ในช่วงสหภาพโซเวียตบุกอัฟกานิสถาน CIA ของสหรัฐใช้หน่วยสืบราชการลับนี้ในการเป็นตัวเชื่อมต่อกับกองกำลังมูจาฮิดีน ในช่วงนั้น CIA ให้อำนาจกับหน่วยสืบราชการลับปากีสถานในการตัดสินใจเรื่องการให้เงินช่วยเหลือและอาวุธกับกลุ่มมูจาฮิดีนที่ต่อสู้กับสหภาพโซเวียต หลังสหภาพโซเวียตถอนทหาร สหรัฐปล่อยมือจากอัฟกานิสถาน และ ISI ก็มีบทบาทในทางการเมืองของอัฟกานิสถานนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทั้งทางตรงและทางอ้อม
คนอัฟกันขายของเก่าประทังชีวิต ตาลีบันเล่นสวนสนุก
ด้านชีวิตของชาวอัฟกันเป็นอย่างไร? หลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของตาลีบันอย่างสมบูรณ์ มีรายงานว่า ที่ตลาดหลายแห่งของอัฟกานิสถาน ชาวบ้านจำนวนมากขนเอาข้าวของเครื่องใช้ในบ้านออกมาขาย เพื่อหารายได้
สำนักข่าวอัลจาซีราระบุว่า ช้าวของที่ขนมาขายนั้นมีตั้งแต่ตู้เย็น พัดลม หมอน ผ้าห่ม พรม ไปจนถึงจานชาม เกิดขึ้นเพราะนับตั้งแต่ตาลีบันยึดอำนาจ เศรษฐกิจของอัฟกานิสถานย่ำแย่ลงมากจากหลายปัจจัย หนึ่งคือเงินสนับสนุนจากต่างชาติหดหาย เพราะหลายชาติไม่ต้องการสนับสนุนตาลีบัน ตามมาด้วยปัญหาธุรกิจต่างๆ ปิดตัว ส่งผลให้ผู้คนตกงานเพิ่มขึ้น และซ้ำเติมด้วยปัญหาค่าครองชีพที่แพงขึ้น มีเสียงจากชาวบ้านที่วิงวอนขอให้รัฐบาลใหม่สร้างงานให้พวกเขา
ปิดท้ายด้วยภาพแปลกของสมาชิกตาลีบันที่อยู่ในเมือง คือ บรรยากาศของสวนสนุกในกรุงคาบูล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ความสนุกถูกจับจองโดยตาลีบัน พวกเขาขับรถบั๊มชนกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงใช้บริการเครื่องเล่นอื่น ๆ ในสวนสนุก นับเป็นภาพแปลก เพราะในช่วงปี 1996 - 2001 สมัยที่ตาลีบันเคยปกครองอัฟกานิสถาน ความบันเทิงเหล่านี้ถูกแบนทั้งหมด นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ภาพของตาลีบันยุคใหม่ที่ผ่อนปรนความเคร่งศาสนามากขึ้น อย่างไรก็ตามอาจเป็นเพียงการพักผ่อนประจำวันของสมาชิกตาลีบันกลุ่มนี้ก็ได้เช่นกัน