ล่าสุดอินโดนีเซียตั้งเป้าเปิดประเทศต้อนรับชาวต่างชาติภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากร้อยละ 70 ของประชาชนได้รับวัคซีนโดสแรก
บูดี กูนาดี ซาดิคิน รัฐมนตรีสาธารณสุขของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า อินโดนีเซียตั้งเป้าเปิดพรมแดนต้อนรับชาวต่างชาติ ทันทีที่อินโดนีเซียสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดสแรกให้ร้อยละ 70 ของประชากรได้สำเร็จ โดยอินโดนีเซียได้นำกลยุทธ์นี้มาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งสหราชอาณาจักรเองได้เน้นฉีดวัคซีนโดสแรกให้ประชากรส่วนใหญ่ก่อน เพื่อลดอัตราการป่วยหนักและการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19
ซึ่งหากฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนร้อยละ 70 ได้ อินโดนีเซียก็จะสามารถทยอยเปิดประเทศได้ ทางการอินโดนีเซียคาดการณ์ว่าจะสามารถฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมายภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่เบื้องต้นจะเปิดประเทศให้เฉพาะชาวต่างชาติที่มีวีซ่าทางการทูตหรือวีซ่าทำงาน หรือกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับข้อยกเว้นก่อน
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตอนนี้มีประชาชนที่ได้รับวัคซีนโดสแรกแล้วประมาณ 74 ล้านคน หรือราวร้อยละ 27 ของประชากร หมายความว่าอินโดนีเซียต้องฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนเพิ่มอีกประมาณ 66 ล้านคนภายในระยะเวลาเกือบ 3 เดือน จึงจะสามารถเปิดพรมแดนได้ตามกำหนดการ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากทางการอินโดนีเซียได้ผ่อนปรนมาตรการในเกาะบาหลี โดยปรับจากมาตรการล็อกดาวน์ระดับที่ 4 มาเป็นระดับที่ 3 ซึ่งมีความเข้มงวดน้อยลง
ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ระดับที่ 3 สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในเกาะบาหลี รวมไปถึงโรงภาพยนต์สามารถเปิดให้บริการได้ร้อยละ 50 ของจำนวนพื้นที่
เกาะบาหลีคือสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของอินโดนีเซีย และเคยเป็นศูนย์กลางการระบาดของประเทศเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลตัดสินใจผ่อนปรนมาตรการเกาะบาหลีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว หลังจากยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ลดลง ส่วนประชาชนในเกาะบาหลีที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบสองโดสแล้วก็มีมากกว่าร้อยละ 66
นอกจากนั้น กระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียยังเปิดเผยว่า ตอนนี้อินโดนีเซียอยู่ระหว่างการเจรจากับองค์การอนามัยโลก เพื่อปรับสถานะเป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของโลก
อินโดนีเซียเสนอตัวเป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนโควิด-19
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บูดี กูนาดี ซาดิคิน รัฐมนตรีสาธารณสุขของอินโดนีเซียได้เปิดเผยว่า ขณะนี้อินโดนีเซียกำลังเจรจาร่วมกับองค์การอนามัยโลก หรือ WHO เพื่อให้ได้รับสถานะเป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 แห่งที่ 2 ของโลก ต่อจากแอฟริกาใต้ และอินโดนีเซียกำลังเจรจาร่วมกับบริษัทผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 6 บริษัท เพื่อขอให้บริษัทเหล่านี้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนที่ทันสมัยให้แก่อินโดนีเซีย โดยจะมีสัญญาผูกพันในการจัดซื้อวัคซีนจากบริษัทดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยน
เบื้องต้นอินโดนีเซียตั้งเป้าผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด mRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่บริษัทไฟเซอร์และโมเดอร์นาใช้
รัฐมนตรีสาธารณสุขของอินโดนีเซีย ยังเปิดเผยว่า เขาได้หารือและล็อบบี้เรื่องนี้โดยตรงกับนายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกแล้ว ระหว่างที่เดินทางเยือนยุโรปเมื่อต้นเดือนกันยายน
การสร้างศูนย์ผลิตวัคซีนหรือฮับวัคซีนถือเป็นกลยุทธ์ขององค์การอนามัยโลก ในการผลักดันให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนให้โรงงานผลิตวัคซีนต่างๆ เพื่อเพิ่มการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้เพียงพอต่อความต้องการ
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างศักยภาพให้แก่ประเทศที่กำลังพัฒนาในการผลิตวัคซีนด้วยเทคโนโลยีใหม่ อย่าง mRNA เนื่องจากวัคซีนชนิด mRNA สามารถปรับเพื่อรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ชนิดต่างๆ ได้เร็วกว่า
นอกจากนั้น รัฐมนตรีสาธารณสุขของอินโดนีเซียยังระบุว่า องค์การอนามัยโลกได้เลือกแอฟริกาใต้เป็นฮับวัคซีนแห่งแรกของโลก อินโดนีเซียเองก็เหมาะที่จะเป็นฮับแห่งที่ 2
ด้านโฆษกขององค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า ขณะนี้อินโดนีเซียคือ 1 ใน 25 ประเทศในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางที่แสดงความสนใจการรับสถานะเป็นฮับวัคซีนของโลก แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าอินโดนีเซียมีโอกาสได้รับสถานะนี้มากน้อยขนาดไหน