เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2564 นายธีรศักดิ์ เครือสุวรรณกุล ลูกชายของผู้ติดเชื้อโควิด-19 โพสต์ระบุเล่าเรื่องราวหลังเมื่อเช้ามืดวันนี้(23 เม.ย.) นำพ่อวัย 67 ปี ไปส่งโรงพยาบาลเพื่อขอให้แพทย์รับพ่อไปรักษาโควิด - 19 โดยไปจอดรถใกล้กับห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล แล้วตะโกนบอกว่า พ่อเขาเป็นคนไข้โควิด-19 ที่อาการทรุด จากนั้น ทีมแพทย์พยาบาลจึงเข้ามาดูอาการและนำตัวไปรักษาต่อ
นายธีรศักดิ์ ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า เมื่อ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา พ่อของตนโทรศัพท์มาแจ้งว่า ติดเชื้อโควิด ทันทีที่ทราบเรื่อง ตนพยายามประสานหาเตียงให้พ่อผ่านเบอร์ติดต่อภาครัฐประชาสัมพันธ์ไว้ เพราะพ่อมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงตามที่กำหนด ตั้งแต่ 18 – 21 เม.ย. โทรไปที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าเตียงเต็ม ให้ติดต่อศูนย์เอราวัณ โทรไปที่ 1669 ได้รับแจ้งว่า “เตียงเต็ม รอจนท.ติดต่อกลับ” และโทรไปที่ สายด่วน 1330 เจ้าหน้าที่บอกว่า “มีชื่อในระบบแล้ว เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรัดให้” ตลอดช่วงที่ผ่านมา อาการพ่อเริ่มแย่ลง จนเพื่อนที่ทำงานวงการสาธารณสุข แนะนำให้ซื้อเครื่องวัดออกซิเจนมาวัด พบว่า ออกซิเจนในเลือดต่ำลงเรื่อย ๆ จนเข้าขั้นวิกฤต
เช้ามืดที่ผ่านมา ช่วงตี 2 จึงตัดสินใจ ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านย่านหัวลำโพงที่กักตัวอยู่ ไปหาพ่อและแม่ที่บ้านพักย่านพระราม 2 ก่อนจะขับรถยนต์ พาพ่อและแม่ ไปโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยก่อนออกจากบ้านพบว่า พ่อมีอาการไข้ขึ้นสูง หอบมากขึ้น หายใจติดขัด ระดับออกซิเจนต่ำลงจาก 95 ลดเหลือ 80
เมื่อไปถึงได้ขับรถไปจอดหน้าแผนกฉุกเฉิน นายธีรศักดิ์ ตะโกนขอความช่วยเหลือ บอกให้เจ้าหน้าที่รับพ่อไปรักษาแล้ว โดยแจ้งชัดเจนว่า พ่อเป็นผู้ป่วยโควิด สุดท้ายแพทย์จึงเข้ามาตรวจ และสั่งให้เข้ารักษาตัวในห้องไอซียูทันที พร้อมกับบอกว่า พ่อเขาอาการหนัก ต้องตรวจดูอาการทุกชั่วโมง
ส่วนแม่ซึ่งเป็นผู้ดูแลพ่อ ตอนนี้ต้องรอคิวตรวจหาเชื้อโควิด เพราะเป็นผู้ใกล้ชิด ตอนแรกจะให้แม่ตรวจในเช้าวันนี้เลย แต่ปรากฏว่าคิวที่รับได้ต่อวัน 100 คิว แม้จะพาแม่ไปถึงโรงพยาบาลตั้งแต่เช้ามืด แต่ก็ไม่ทันรับคิว วันพรุ่งนี้จะพาแม่ไปตรวจหาเชื้ออีกครั้ง
“พอมาถึงไมได้เข้า ER เลย ก็จอดรออยู่ข้างนอกแล้วก็บอกเขาก่อนว่าเนี่ย ผู้ป่วยโควิด แต่อาการหนักแล้ว ต้องการ Emergency นะครับ ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน เขาก็เตรียมตัวเค้าก็ออกมารับแล้วก็กันคุณพ่อแยกออกไปต่างหาก เขามีห้องรับรองต่างหากนะครับ ก็เลยกลายเป็นว่า คือมันวิกฤตจริง” นายธีรศักดิ์ กล่าว
นายธีรศักดิ์ กล่าวต่อว่า รู้สึกโล่งใจมาก ที่พ่อเข้าสู่กระบวนการรักษากับทีมแพทย์แล้ว ถ้าพ่อเสียชีวิตระหว่างการรักษา จะไม่เสียใจเพราะอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ และตนก็ทำหน้าที่ลูกอย่างดีที่สุด รวมถึงคิดว่า ตันเองตัดสินใจถูก ที่พาพ่อมาโรงพยาบาลทัน หากไม่ตัดสินใจแบบนี้อาจต้องเสียใจมาก ทั้งนี้เห็นใจและมองว่า ทีมบุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อยากดีมาก แต่ผิดหวังกับระบบการจัดการของภาครัฐ มองว่าควรเร่งแก้ไขโดยเร็ว