เมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับท่าทีของผู้นำรัสเซียในระหว่างหารือกันเมื่อวานนี้ว่า การพูดคุยเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการสงวนท่าทีแต่สุภาพ โดยเขาได้บอกผู้นำรัสเซียว่า ถ้ารัสเซียบุกยูเครน จะได้รับการตอบกลับอย่างรุนแรงอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามมีข้อที่น่าเกตุว่า การตอบกลับอย่างรุนแรงที่ผู้นำสหรัฐพูดจะไม่ใช่ด้วยกำลังหรือทางการทหาร ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ หลังการหารือกับประธานาธิบดี ปูติน เมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.64)
โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้กล่าวกับสื่อมวลชน และพูดถึงการประชุมกับประธานาธิบดีไบเดนว่า ทั้งสองฝ่ายมีการถกเถียงประเด็นอ่อนไหวอย่างแนวโน้มการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ยูเครนและรัสเซียบริเวณชายแดน แต่อย่างไรก็ตาม ปูตินยืนยันว่ารัสเซียเพียงแต่วางกำลังป้องกันตนเองเท่านั้น และจะไม่รุกล้ำเขตแดนประเทศเพื่อนบ้าน
ผู้นำรัสเซีย ระบุว่า ที่ต้องเคลื่อนกำลังเพราะความกังวลเรื่องการขยายเขตอำนาจขององค์การสันธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือ นาโต โดยเฉพาะการที่นาโตกำลังพิจารณาจะรับยูเครนเป็นสมาชิก
ทั้งนี้ยูเครนมีความร่วมมือกับนาโตมาตั้งแต่ปี 1994 และได้เริ่มดำเนินการแผนเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตในปี 2014 แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีการรับรองฐานะสมาชิกให้กับยูเครนอย่างเป็นทางการ เพราะรัสเซียพยายามขวาง นาโตเองก็มีสมาชิกที่เคยเป็นประเทศในสหภาพโซเวียตแล้ว นั่นก็คือ เอสโตเนีย ลิทัวเนีย ลัตเวีย ถ้าหากยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโตอีกประเทศ นั่นแปลว่านาโตจะมีประเทศสมาชิกที่มีพรมแดนประชิดรัสเซียเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นทำให้รัสเซียต้องส่งกองกำลังทหารกว่าแสนนาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยรบทางอากาศและนาวิกโยธิน เข้าประจำพื้นที่ชายแดน ใกล้กับภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน
ผู้นำรัสเซีย ระบุชัดเจนว่า การแผ่อำนาจของนาโตจะกระทบนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย แต่ถึงอย่างนั้น ปูติน ก็ยอมรับว่าทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ จะดำเนินการพูดคุยต่อไป แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีการตัดสินใจอะไรเกิดขึ้น มหาอำนาจทั้งสองประเทศจะร่วมมือหาข้อตกลงอย่างมืออาชีพต่อไป
ทางด้านยูเครนซึ่งอาจตกเป็นเป้าการบุกรุกของรัสเซีย เมื่อวานนี้ โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ได้บอกกับสื่อมวลชนว่าเขายินดีเป็นอย่างมากที่ประธานาธิบดีไบเดนยื่นมือเข้ามาเจรจาประเด็นความขัดแย้งระหว่าง ยูเครน-รัสเซีย ด้วยตนเอง
รัสเซียเร่งรวบรวมกำลังชายแดนยูเครน อาจปะทะในไม่ช้า
ในทางยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ สำคัญอย่างยิ่งต่อยูเครน เพราะศักยภาพทางการทหารที่น้อยกว่ารัสเซียมาก หากเกิดการปะทะขึ้น ยูเครนจะไม่สามารถต้านรัสเซียได้เลย ความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนกับรัสเซียตกต่ำมาตั้งแต่ปี 2014 เมื่อรัสเซียผนวกดินแดนไครเมียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยูเครนมาเป็นของตนเอง ตามมาด้วยการที่รัสเซียให้การสนับสนุนกบฏแบ่งแยกดินแดนทางชายแดนด้านตะวันออกของยูเครน เกิดสงครามสู้รบกันอย่างหนักกับกองกำลังรัฐบาลยูเครน
ยูเครน มองว่า นี่คือหนึ่งในแผนของรัสเซียที่จะยึดบางส่วนของยูเครนเพิ่มเติม ทำให้ยูเครนเริ่มความพยายามในการขอเข้าเป็นสมชิกนาโตเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือด้านกำลังหทารหากถูกรัสเซียบุก
ท่ามกลางกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังของทหารัสเซีย หลายพื้นที่ทั้งในเมืองหลวงและชายแดนยูเครนต่างเตรียมตัวรับมือกับสงครามที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เมื่อวานนี้ที่กรุงเคียฟ ผู้อำนวยการแผนกความปลอดภัยของรัฐบาลท้องถิ่นเคียฟ ได้พาสื่อมวลชนเข้าชมสถานที่หลบภัยในเมืองหลวง นี่คือบรรยากาศของหลุมหลบระเบิดและสถานที่หลบภัยต่าง ๆ อย่างเช่น ที่จอดรถใต้ดิน จะช่วยเป็นเกราะกำบังให้กับผู้อาศัยในกรุงเคียฟได้ถึง 2 ล้านคน เจ้าหน้าที่กล่าวว่า การโจมตีจากรัสเซียอาจเกิดขึ้นได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน หรืออาวุธของกองกำลังทางบกซึ่งจะข้ามผ่านชายแดนภาคตะวันออกของยูเครน
ส่วนอีกทางมาจากพรมแดนเบลารุส และทางสุดท้ายคือกองกำลังทหารเรือ หลายฝ่ายคาดว่าคงจะไม่เกินความเป็นจริงที่จะเกิดการปะทะขึ้น เพราะสถานการณ์ที่ชายแดนยูเครนและรัสเซียนับว่าเสี่ยงต่อการปะทะอยู่เนือง ๆ
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมยูเคร นรายงานว่า รัสเซียได้ส่งรถถังและเจ้าหน้าที่หน่วยซุ่มยิงเข้ามาประจำการที่แนวชายแดนภาคตะวันออกของยูเครน ทางการยูเครน กล่าวว่า การส่งกองกำลังเข้ามาแบบนี้ เท่ากับเป็นการมุ่งโจมตีทหารยูเครน รวมถึงเป็นแผนที่คาดหวังว่าจะเกิดการปะทะจนผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ดังนั้นนี่จึงเป็นการยุยงให้ทหารยูเครนต้องตอบโต้
พ้องกับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครนได้ออกมาพูดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ว่ามีรายงานจากหน่วยข่าวกรอง ระบุว่ารัสเซียกำลังเร่งสะสมกำลังบริเวณชายแดน เตรียมการสำหรับการรุกรานในวงกว้าง
ทั้งยูเครนและนาโตต่างก็ตกใจกับการเคลื่อนไหวของยูเครน และหากพิจารณาจากการวางกำลังแล้ว คาดว่ารัสเซียจะพร้อมยกระดับสถานการณ์เข้าสู่สงครามอย่างเต็มตัวในปลายเดือนมกราคมปีหน้า