เชื่อว่าหลายคนยังจำเหตุการณีเมื่อต้นปีนี้ได้ สำหรับกรณีที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าไปในรัฐสภาสหรัฐฯ จากชนวนเหตุความไม่พอใจในผลการเลือกตั้งที่ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไป
เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 6 ม.ค. ซึ่งตรงกับวันที่สภาคองเกรสจะรับรองคะแนนเสียงเพื่อให้ไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุบุกรัฐสภา ก็ทำให้ขั้นตอนการรับรองต้องหยุดชะงักลง จนท้ายที่สุดมีการรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการล่าช้าไป 1 วัน เป็นวันที่ 7 ม.ค. แทน
ไล่ลำดับเหตุการณ์บุกรัฐสภาสหรัฐฯ ความรุนแรงครั้งใหญ่ในดินแดนแห่งเสรีภาพ
อย่างไรก็ตาม มีสมมติฐานหลายอย่างเกี่ยวกับการก่อเหตุจลาจลบุกรัฐสภาสหรัฐฯ ในครั้งนั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสมมติฐานที่ว่า “ทรัมป์มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการจลาจลดังกล่าว”
ทางการสหรัฐฯ จึงได้จัดตั้ง คณะกรรมการสอบสวนคดีก่อจลาจล 6 ม.ค. ขึ้นมาเพื่อสืบหาข้อเท็จจริง และที่ผ่านมาก็ได้มีความพยายามสืบหาข้อมูลมาโดยตลอด มีการเรียกพยานต่าง ๆ ไปสอบสวน รวมถึงสืบค้นเอกสารต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง
กระทั่งล่าสุด รองคณะกรรมการสอบสวน ลิซ เชอนี ทวีตข้อความว่า “คณะกรรมการสอบสวนได้รับเอกสารสำคัญที่น่าสนใจเป็นพิเศษจากพยานจำนวนหนึ่ง” จุดกระแสความสนใจว่า หลักฐานดังกล่าวคืออะไร
จนมีข่าวว่า มาร์ก มีโดว์ส อดีตหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาวของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งไฟล์พาวเวอร์พอยต์ให้กับคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งมีข้อบ่งชี้ว่า การก่อจลาจลดังกล่าว อาจเป็นแผนของอดีตประธานาธิบดีที่จะอาศัยความจลาจล ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อนำตัวเองกลับคืนสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี
ข้อเท็จจริงที่ว่า ไฟล์พาวเวอร์พอยต์ดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการขัดขวางการรับตำแหน่งของไบเดน อยู่ในความครอบครองของมีโดว์สตั้งแต่ก่อนวันที่มีการบุกรัฐสภา แสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยตัวเขาก็ตระหนักถึงความพยายามของทรัมป์และพันธมิตรในการขัดขวางการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดน
ไฟล์พาวเวอร์พอยต์นั้นมีชื่อว่า “การฉ้อโกงการเลือกตั้ง การแทรกแซงจากต่างประเทศ และทางเลือกสำหรับวันที่ 6 ม.ค. (Election Fraud, Foreign Interference & Options for 6 Jan)” มีเนื้อหา 38 หน้า ซึ่งเสนอแนะแนวทางที่ทรัมป์จะดำเนินการเพื่อรักษาตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของตนไว้ โดยใช้ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการโกงการเลือกตั้ง
สื่อต่างประเทศ ยังได้รับไฟล์พาวเวอร์พอยต์อีกเวอร์ชันหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาเหลือ 36 หน้า น้อยกว่าที่มีโดว์สส่งให้คณะกรรมการสอบสวน และมีความแตกต่างบางประการ แต่หัวข้อและเนื้อหาภายในไฟล์ยังคงเหมือนเดิม
เนื้อหาในไฟล์ตอนหนึ่งระบุว่า วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาคองเกรสควรได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการแทรกแซงการเลือกตั้งจากต่างประเทศ เช่น จีน เพื่อให้ทรัมป์สามารถประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ประกาศให้การลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเป็นโมฆะ และขอให้สภาคองเกรสเห็นชอบกับการแก้ไขการเลือกตั้ง
โดยในไฟล์ยังระบุบทบาททางเลือกให้กับรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ให้ใช้อำนาจของเขาในการประชุมร่วมของสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ขัดขวางการรับรองคะแนนเสียงสภาคองเกรส ไม่ให้ไบเดนได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี เช่น สั่งชะลอการรับรองคะแนนเสียง และยื่นเรื่องขอให้นับคะแนนเฉพาะบัตรเลือกตั้งที่เป็นกระดาษเท่านั้น
แหล่งข่าวซึ่งไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ระบุว่า พาวเวอร์พอยต์ฉบับนี้ถูกนำเสนอต่อวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันและสมาชิกสภาคองเกรสจำนวนหนึ่งในวันก่อนเกิดจลาจลใหญ่
อย่างไรก็ตาม เพนซ์ปฏิเสธที่จะดำเนินตามแผน ทำให้มีรายงานว่า ช่วงระหว่างค่ำวันที่ 5 ม.ค. จนถึงช่วงเช้าวันที่ 6 ม.ค. หลังจากที่เพนซ์ปฏิเสธที่จะดำเนินการตามแผนดังกล่าว ทรัมป์ได้พยายามกดดันคนของเขาไม่ให้มีการรับรองไบเดนเป็นประธานาธิบดีให้ได้
คณะกรรมการสอบสวนกล่าวว่า จากเอกสารมากกว่า 6,000 ฉบับที่มีโดว์สส่งมอบให้ พวกเขาเพิ่งทราบว่ามีไฟล์พาวเวอร์พอยต์ฉบับนี้ถูกส่งมาพร้อมกันด้วย ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการจะต้องนำเสนอพาวเวอร์พอยต์ฉบับนี้ต่อสภาคองเกรสต่อไป
ยังไม่มีความชัดเจนว่า ไฟล์พาวเวอร์พอยต์ฉบับนี้เป็นเอกสารที่ “หลุด” มาโดยไม่ตั้งใจ หรือเป็นความตั้งใจของมีโดว์สที่จะแฉทรัมป์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด และดูมีลับลมคมในที่ต้องรอการเปิดเผยความจริง
เรียบเรียงจาก The Guardian / The Independent
ภาพจาก AFP / Getty Image