สหรัฐฯชี้ “ปูติน” ก่ออาชญากรรมสงคราม เร่งรวบรวมหลักฐานเอาผิด


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ภาพที่เกิดขึ้นในเมืองบูชาทำให้ผู้นำหลายคนทั่วโลกออกมาประณามความโหดร้ายทารุณที่เกิดขึ้น หลายฝ่ายพูดไปในทำนองเดียวกันว่านี่เป็นอาชญากรรมสงคราม

สหรัฐฯ แอบทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง เกรงรัสเซียเข้าใจผิด

ยูเครนพบศพนายกเทศมนตรีถูกฝังอยู่ หลังถูกลักพาตัวไปเกือบ 2 สัปดาห์

ทำเนียบขาว ระบุว่า กำลังหารือร่วมกับประเทศพันธมิตรในยุโรปเพื่อคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม และที่สำคัญคือ กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดปูตินในข้อหาอาชญากรสงคราม โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่า สิ่งที่รัสเซียทำเป็นอาชญากรรมสงคราม เป็นการกระทำแบบจงใจ ไม่ใช่การกระทำที่ตัดสินใจของทหารรัสเซียเพียงไม่กี่คนที่อยู่ในพื้นที่ แต่เป็นการกระทำที่เป็นระบบ เป็นนโยบายที่ถูกสั่งการลงมา อย่างไรก็ตามภาพที่เกิดขึ้นในบูชายังไม่ถึงระดับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

นอกจากสหรัฐฯ และพันธมิตรชาติตะวันตกแล้ว  ตอนนี้ในเมืองบูชา มีองค์กรสิทธิมนุษยชนลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในการเอาผิดกับปูตินเช่นกัน

 

ตัวแทนด้านสิทธิฯ ลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานเมืองบูชา

เมื่อวานนี้ (4 เม.ย.65) ตัวแทนองค์การด้านสิทธิมนุษยชนได้ลงพื้นที่ในเมืองบูชา เพื่อค้นหาหลักฐานในคดีอาชญากรรมสงคราม โดยริชาร์ด เวียร์ ผู้แทนขององค์การสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า สิ่งที่ผู้แทนเห็นในพื้นที่ ชี้ชัดว่าเป็นการจงใจฆ่า และอาจเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม

แล้วอาชญากรรมสงครามที่ผู้นำสหรัฐฯ บรรดาชาติพันมิตรตะวันตกพูด และตัวแทนด้านสิทธิมนุษยชนพูดถึงคืออะไร?

ศาลอาญาระหว่างประเทศนิยามคำว่าอาชญากรรมสงครามไว้ว่า เป็นรูปแบบ “การละเมิดอนุสัญญาเจนีวาปี 1949 อย่างร้ายแรง”

 

อนุสัญญาเจนีวาที่ว่า เป็นอนุสัญญาที่ถูกนำมาใช้ในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างรัฐ หรือสงครามระหว่างรัฐกับบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐ เช่น กลุ่มก่อการร้าย เป็นต้น

โดย อนุสัญญาเจนีวามีจุดเริ่มต้นครั้งแรกในปี 1864 และถูกปรับปรุงเรื่อยมาตามสภาวะสงครามของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งมีการแก้ไขครั้งล่าสุดในปี 1949 จนกลายเป็นอนุสัญญาเจนีวาปี 1949

 

อนุสัญญาเจนีวาปี 1949 มีอนุสัญญาย่อย 4 ฉบับคือ

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 1 ว่าด้วยการคุ้มครองทหารที่บาดเจ็บ หรือป่วยในภาวะสงครามภาคพื้นดิน

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 2 ว่าด้วยการคุ้มครองทหารที่บาดเจ็บ หรือป่วยในภาวะสงครามทางน้ำ

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 ว่าด้วยการคุ้มครองเชลยสงคราม ระบุให้บุคคลเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างมีมนุษยธรรม ไม่ถูกทรมาน สังหาร หรือถูกทารุณกรรมทางเพศ

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ว่าด้วยการคุ้มครองพลเรือน โดยเฉพาะพลเรือนที่อยู่ในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้าม พลเรือนเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลอย่างมีมนุษยธรรม ไม่ถูกทรมาน สังหาร หรือถูกทารุณกรรมทางเพศ

อนุสัญญาเจนีวานี้ได้รับการรับรองและให้สัตยาบันโดยทุกประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ทำให้มีผลผูกพันธ์ทางกฎหมายแก่ทุกประเทศ ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม  ซึ่งรัสเซียได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้เมื่อปี 1989 ในสมัยประธานาธิบดีมิคาฮิล กอร์บาชอฟ อย่างไรก็ตาม รัสเซียถอนตัวออกจากอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ที่ว่าด้วยการคุ้มครองเหยื่อไปเมื่อปี 2019

แม้ว่ารัสเซียจะถอนตัวจากอนุสัญญาไป แต่ข้อกฎหมายบางข้อในอนุสัญญาเจนีวามีที่มาจากกฎหมายจารีต (Customary Law) ทำให้ตัวกฎหมายมีผลบังคับผูกพันแม้จะไม่ได้ให้สัตยาบัน

 

แล้วการกระทำแบบใดที่ถือว่าละเมิดอนุสัญญาเจนีวาและเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามบ้าง

เรื่องนี้ต้องไปพิจารณาจาก มาตรา 8 ของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งระบุว่าอาชญากรรมสงครามคือ การกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา หรือการฆ่าพลเรือนโดยเจตนา การทรมาน การปฏิบัติอันไร้มนุษยธรรม

นอกจากนี้ ยังหมายรวมไปถึงการทำลายทรัพย์สินในวงกว้างซึ่งไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร ตลอดจนการจับเป็นตัวประกัน

ข้อหาอาชญากรรมสงครามดังกล่าวนี้ จะแตกต่างจากอาชญกรรมต่อมนุษยชาติตรงที่ อาชญากรรมสงครามจะเน้นไปที่การสังหารปัจเจกบุคคลกลุ่มต่าง ๆ

ในขณะที่อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ มุ่งเน้นไปที่การสังหารบุคคลจำนวนมากซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เช่น การสังหารชาวยิวของฮิตเลอร์ เป็นต้น

โดยเป้าหมายของกฎหมายสองตัวนี้แตกต่างกันตรงที่ ข้อหาอาชญากรรมสงครามมีไว้เพื่อปกป้องพลเรือนในสงคราม ในขณะที่ข้อหาอาชญกรรมต่อมนุษยชาติ มีไว้เพื่อป้องกันกลุ่มชาติพันธุ์

 

ตอนนี้ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC อยู่ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสอบการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครนแล้ว

โดยอัยการจาก ICC ให้สัมภาษณ์ว่า จะตรวจสอบทุกฝ่ายย้อนหลังไปตั้งแต่เหตุการณ์ผนวกคาบสมุทรไครเมียปี 2014 เป็นต้นมา แล้วมาตรฐานในการพิสูจน์ว่าการกระทำใด ๆ เป็นการก่ออาชญากรรมสงครามหรือไม่ จะพิจารณาจากอะไร และมีมาตรฐานใดบ้าง

คำตอบคือ ICC จะออกหมายจับ เมื่ออัยการของศาลสามารถ “พิสูจน์เหตุอันควรเชื่อ” ว่ามีการก่ออาชญากรรมสงครามจริง และอัยการต้องพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้ได้ โดยห้ามมีข้อครหาหรือข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น  วิธีการที่อัยการทำคือ  การลงไปในพื้นที่เพื่อพิสูจน์และเก็บหลักฐาน นำมาแสดงต่อศาลว่าในพื้นที่การโจมตีไม่มีเป้าหมายทางการทหารอยู่ และการโจมตีพื้นที่ดังกล่าวเป็นการจงใจโจมตีไม่ใช่อุบัติเหตุ

คำถามต่อมาคือ หากอัยการของ ICC พิสูจน์ได้ ใครจะเป็นคนที่ต้องถูกจับและต้องขึ้นศาล  คำตอบคือ ทหาร ผู้บังคับบัญชา และประมุขของรัฐซึ่งอาจเป็นกษัตริย์ ประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี ตามรูปแบบการปกครองของประเทศที่ก่ออาชญากรรมสงคราม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยากที่สุดของการทำคดีอาชญากรรมสงครามในยูเครนนั้น ไม่ได้อยู่ที่การหาหลักฐาน เพราะเหตุการณ์ระเบิดที่โรงละคร หรือโรงพยาบาลแม่และเด็กในมาริอูปอลมีหลักฐานที่ชัดเจนอยู่แล้ว สิ่งที่ยากคือ การนำตัวผู้กระทำผิดมาขึ้นศาล เพราะรัสเซียไม่ปฏิบัติตามหมายจับของ ICC แน่นอน  ICC อาจต้องใช้วิธีการจับกุมผู้นำรัสเซีย ในขณะที่ไปเยือนประเทศที่ ICC สามารถจับกุมตัวได้แทน

 

อาจออกหมายจับผู้นำรัสเซียคดีอาชญากรรมสงคราม

รีเบคกา ฮามิลตัน อาจารย์ด้านกฎหมายจาก AMERICAN UNIVERSITY WASHINGTON COLLEGE OF LAW กล่าวว่า ในกรณีของยูเครน ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งศาลพิเศษขึ้นมาใหม่

เนื่องจาก ICC มีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้แม้รัสเซียจะปฏิเสธอำนาจของศาล และในตอนนี้อัยการของ ICC ก็กำลังรวบรวมหลักฐานในพื้นที่อยู่

ทั้งนี้ ICC มีอำนาจที่จะส่งอัยการไปสำรวจเรื่องนี้ในยูเครน เพราะยูเครนยินยอม อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งของ ICC คือไม่มีตำรวจของตนเองเหมือนศาลภายในประเทศ

การจะนำจำเลยมาขึ้นศาลได้ จึงต้องอาศัยความยินยอมของตัวจำเลยเองหรือจับกุมจำเลยในประเทศที่ให้ความร่วมมือ แน่นอนว่าผู้นำรัสเซียคงไม่ยอมให้ตัวเองถูกจับได้ง่าย ๆ

ฮามิลตัน  ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการของ ICC ในการทำคดีค่อนข้างใช้เวลานาน และส่วนที่นานคือ การนำตัวผู้กระทำผิดมาขึ้นศาล  บางกรณีใช้เวลายาวนานหลายสิบปี เช่น กรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวดาร์ฟูร์ซึ่งใช้เวลาถึง 20 ปีกว่าจะมีการเริ่มสะสางคดีได้

LPGA2024_22B LPGA2024_22B
TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

HONDA LPGA THAILAND 2024

HONDA LPGA THAILAND 2024

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ