ทำเนียบขาว ระบุว่า กำลังหารือร่วมกับประเทศพันธมิตรในยุโรปเพื่อคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม และที่สำคัญคือ กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดปูตินในข้อหาอาชญากรสงคราม โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่า สิ่งที่รัสเซียทำเป็นอาชญากรรมสงคราม เป็นการกระทำแบบจงใจ ไม่ใช่การกระทำที่ตัดสินใจของทหารรัสเซียเพียงไม่กี่คนที่อยู่ในพื้นที่ แต่เป็นการกระทำที่เป็นระบบ เป็นนโยบายที่ถูกสั่งการลงมา อย่างไรก็ตามภาพที่เกิดขึ้นในบูชายังไม่ถึงระดับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
นอกจากสหรัฐฯ และพันธมิตรชาติตะวันตกแล้ว ตอนนี้ในเมืองบูชา มีองค์กรสิทธิมนุษยชนลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในการเอาผิดกับปูตินเช่นกัน
ตัวแทนด้านสิทธิฯ ลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานเมืองบูชา
เมื่อวานนี้ (4 เม.ย.65) ตัวแทนองค์การด้านสิทธิมนุษยชนได้ลงพื้นที่ในเมืองบูชา เพื่อค้นหาหลักฐานในคดีอาชญากรรมสงคราม โดยริชาร์ด เวียร์ ผู้แทนขององค์การสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า สิ่งที่ผู้แทนเห็นในพื้นที่ ชี้ชัดว่าเป็นการจงใจฆ่า และอาจเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม
แล้วอาชญากรรมสงครามที่ผู้นำสหรัฐฯ บรรดาชาติพันมิตรตะวันตกพูด และตัวแทนด้านสิทธิมนุษยชนพูดถึงคืออะไร?
ศาลอาญาระหว่างประเทศนิยามคำว่าอาชญากรรมสงครามไว้ว่า เป็นรูปแบบ “การละเมิดอนุสัญญาเจนีวาปี 1949 อย่างร้ายแรง”
อนุสัญญาเจนีวาที่ว่า เป็นอนุสัญญาที่ถูกนำมาใช้ในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างรัฐ หรือสงครามระหว่างรัฐกับบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐ เช่น กลุ่มก่อการร้าย เป็นต้น
โดย อนุสัญญาเจนีวามีจุดเริ่มต้นครั้งแรกในปี 1864 และถูกปรับปรุงเรื่อยมาตามสภาวะสงครามของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งมีการแก้ไขครั้งล่าสุดในปี 1949 จนกลายเป็นอนุสัญญาเจนีวาปี 1949
อนุสัญญาเจนีวาปี 1949 มีอนุสัญญาย่อย 4 ฉบับคือ
อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 1 ว่าด้วยการคุ้มครองทหารที่บาดเจ็บ หรือป่วยในภาวะสงครามภาคพื้นดิน
อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 2 ว่าด้วยการคุ้มครองทหารที่บาดเจ็บ หรือป่วยในภาวะสงครามทางน้ำ
อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 ว่าด้วยการคุ้มครองเชลยสงคราม ระบุให้บุคคลเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างมีมนุษยธรรม ไม่ถูกทรมาน สังหาร หรือถูกทารุณกรรมทางเพศ
อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ว่าด้วยการคุ้มครองพลเรือน โดยเฉพาะพลเรือนที่อยู่ในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้าม พลเรือนเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลอย่างมีมนุษยธรรม ไม่ถูกทรมาน สังหาร หรือถูกทารุณกรรมทางเพศ
อนุสัญญาเจนีวานี้ได้รับการรับรองและให้สัตยาบันโดยทุกประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ทำให้มีผลผูกพันธ์ทางกฎหมายแก่ทุกประเทศ ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม ซึ่งรัสเซียได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้เมื่อปี 1989 ในสมัยประธานาธิบดีมิคาฮิล กอร์บาชอฟ อย่างไรก็ตาม รัสเซียถอนตัวออกจากอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ที่ว่าด้วยการคุ้มครองเหยื่อไปเมื่อปี 2019
แม้ว่ารัสเซียจะถอนตัวจากอนุสัญญาไป แต่ข้อกฎหมายบางข้อในอนุสัญญาเจนีวามีที่มาจากกฎหมายจารีต (Customary Law) ทำให้ตัวกฎหมายมีผลบังคับผูกพันแม้จะไม่ได้ให้สัตยาบัน
แล้วการกระทำแบบใดที่ถือว่าละเมิดอนุสัญญาเจนีวาและเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามบ้าง
เรื่องนี้ต้องไปพิจารณาจาก มาตรา 8 ของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งระบุว่าอาชญากรรมสงครามคือ การกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา หรือการฆ่าพลเรือนโดยเจตนา การทรมาน การปฏิบัติอันไร้มนุษยธรรม
นอกจากนี้ ยังหมายรวมไปถึงการทำลายทรัพย์สินในวงกว้างซึ่งไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร ตลอดจนการจับเป็นตัวประกัน
ข้อหาอาชญากรรมสงครามดังกล่าวนี้ จะแตกต่างจากอาชญกรรมต่อมนุษยชาติตรงที่ อาชญากรรมสงครามจะเน้นไปที่การสังหารปัจเจกบุคคลกลุ่มต่าง ๆ
ในขณะที่อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ มุ่งเน้นไปที่การสังหารบุคคลจำนวนมากซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เช่น การสังหารชาวยิวของฮิตเลอร์ เป็นต้น
โดยเป้าหมายของกฎหมายสองตัวนี้แตกต่างกันตรงที่ ข้อหาอาชญากรรมสงครามมีไว้เพื่อปกป้องพลเรือนในสงคราม ในขณะที่ข้อหาอาชญกรรมต่อมนุษยชาติ มีไว้เพื่อป้องกันกลุ่มชาติพันธุ์
ตอนนี้ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC อยู่ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสอบการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครนแล้ว
โดยอัยการจาก ICC ให้สัมภาษณ์ว่า จะตรวจสอบทุกฝ่ายย้อนหลังไปตั้งแต่เหตุการณ์ผนวกคาบสมุทรไครเมียปี 2014 เป็นต้นมา แล้วมาตรฐานในการพิสูจน์ว่าการกระทำใด ๆ เป็นการก่ออาชญากรรมสงครามหรือไม่ จะพิจารณาจากอะไร และมีมาตรฐานใดบ้าง
คำตอบคือ ICC จะออกหมายจับ เมื่ออัยการของศาลสามารถ “พิสูจน์เหตุอันควรเชื่อ” ว่ามีการก่ออาชญากรรมสงครามจริง และอัยการต้องพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้ได้ โดยห้ามมีข้อครหาหรือข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น วิธีการที่อัยการทำคือ การลงไปในพื้นที่เพื่อพิสูจน์และเก็บหลักฐาน นำมาแสดงต่อศาลว่าในพื้นที่การโจมตีไม่มีเป้าหมายทางการทหารอยู่ และการโจมตีพื้นที่ดังกล่าวเป็นการจงใจโจมตีไม่ใช่อุบัติเหตุ
คำถามต่อมาคือ หากอัยการของ ICC พิสูจน์ได้ ใครจะเป็นคนที่ต้องถูกจับและต้องขึ้นศาล คำตอบคือ ทหาร ผู้บังคับบัญชา และประมุขของรัฐซึ่งอาจเป็นกษัตริย์ ประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี ตามรูปแบบการปกครองของประเทศที่ก่ออาชญากรรมสงคราม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยากที่สุดของการทำคดีอาชญากรรมสงครามในยูเครนนั้น ไม่ได้อยู่ที่การหาหลักฐาน เพราะเหตุการณ์ระเบิดที่โรงละคร หรือโรงพยาบาลแม่และเด็กในมาริอูปอลมีหลักฐานที่ชัดเจนอยู่แล้ว สิ่งที่ยากคือ การนำตัวผู้กระทำผิดมาขึ้นศาล เพราะรัสเซียไม่ปฏิบัติตามหมายจับของ ICC แน่นอน ICC อาจต้องใช้วิธีการจับกุมผู้นำรัสเซีย ในขณะที่ไปเยือนประเทศที่ ICC สามารถจับกุมตัวได้แทน
อาจออกหมายจับผู้นำรัสเซียคดีอาชญากรรมสงคราม
รีเบคกา ฮามิลตัน อาจารย์ด้านกฎหมายจาก AMERICAN UNIVERSITY WASHINGTON COLLEGE OF LAW กล่าวว่า ในกรณีของยูเครน ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งศาลพิเศษขึ้นมาใหม่
เนื่องจาก ICC มีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้แม้รัสเซียจะปฏิเสธอำนาจของศาล และในตอนนี้อัยการของ ICC ก็กำลังรวบรวมหลักฐานในพื้นที่อยู่
ทั้งนี้ ICC มีอำนาจที่จะส่งอัยการไปสำรวจเรื่องนี้ในยูเครน เพราะยูเครนยินยอม อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งของ ICC คือไม่มีตำรวจของตนเองเหมือนศาลภายในประเทศ
การจะนำจำเลยมาขึ้นศาลได้ จึงต้องอาศัยความยินยอมของตัวจำเลยเองหรือจับกุมจำเลยในประเทศที่ให้ความร่วมมือ แน่นอนว่าผู้นำรัสเซียคงไม่ยอมให้ตัวเองถูกจับได้ง่าย ๆ
ฮามิลตัน ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการของ ICC ในการทำคดีค่อนข้างใช้เวลานาน และส่วนที่นานคือ การนำตัวผู้กระทำผิดมาขึ้นศาล บางกรณีใช้เวลายาวนานหลายสิบปี เช่น กรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวดาร์ฟูร์ซึ่งใช้เวลาถึง 20 ปีกว่าจะมีการเริ่มสะสางคดีได้