นอกจากนี้ มีการตั้งผู้บังคับบัญชาการทำสงครามคนใหม่ ที่มีประสบการณ์ในการคุมการทำสงครามในซีเรียขึ้นมาแทนคนเดิม ส่วนในภูมิภาคอื่นๆโดยเฉพาะที่เคียฟ ตอนนี้ยูเครนคุมได้โดยสมบูรณ์แล้ว มีความปลอดภัยในระดับที่ผู้นำของชาติยุโรปอย่างออสเตรีย และอังกฤษ ไปเยือนและพบกับผู้นำยูเครนได้ และ ที่ภูมิภาคเคียฟก็มีการพบศพพลเรือนที่ถูกทหารรัสเซียสังหารออกมาอย่างต่อเนื่อง
เมืองในภูมิภาคเคียฟที่เสียหายหนักที่สุดคือเมืองด่านหน้าเช่น เออร์พิน ฮอสโตเมลและบูชา เป็นจุดที่มีการสู้รบอย่างหนักในช่วงที่กองทัพรัสเซียพยายามฝ่าแนวป้องกันของกองทัพยูเครนเข้าไปในกรุงเคียฟ เมืองหลวง
กองกำลังรัสเซียถอนออกจากบริเวณนี้ไปตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นกองกำลังยูเครนเข้ายึดพื้นที่คืน และมีการพบศพผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
โดยเฉพาะที่บูชา ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายของสงคราม เมื่อภาพของไร้วิญญานของพลเรือนจำนวนมากถูกทิ้งไว้ตามถนนและหลุมฝังศพหมู่ ผ่านมาแล้ว 11 วันที่กองทัพยูเครนเข้ายึดพื้นที่ได้ แต่ยังคงพบศพต่อเนื่อง
หญิงรายนี้ตามหาลูกชายมาหลายวันแล้ว จนกระทั่งเมื่อวานนี้ได้พบร่างของลูกชายที่ถูกทิ้งไว้ในหลุมเล็กๆแห่งหนึ่งเธอแทบจะขาดใจเมื่อเห็นร่างของลูกชาย
ในหลุมนี้มีร่างของชายอีกคน รวมทั้งหมดเป็น 2 คน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ทั้งสองคนเป็นอาสาสมัครของกองกำลังป้องกันตนเองของยูเครนที่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายดังกล่าวระบุด้วยว่า มีการพบศพมากกว่า 50 ศพในบริเวณดังกล่าวของเมือง
คนในเมืองเล่าว่า นอกเหนือจากเสียชีวิตจากการถูกยิงด้วยอาวุธ จำนวนหนึ่งเสียชีวิตหลังจากบ้านเรือนหรืออาคารพังถล่มจากการถูกโจมตี
ล่าสุด อิรีนา เวเนดิกโตวา อัยการสูงสุดของยูเครนเปิดเผยว่า พบร่างผู้เสียชีวิตโดยเฉพาะในภูมิภาคเคียฟแล้วทั้งสิ้น 1,222 ศพ จำนวนหนึ่งถูกฝังหมู่หรือถูกทิ้งไว้ตามข้างทาง ถนนหรือหลุมเล็กๆ อีกส่วนติดอยู่ภายใต้ซากปรักหักพัง
โดยเธอระบุว่า ทางการยูเครนได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและชันสูตรร่างผู้เสียชีวิตอย่างละเอียดเพื่อเตรียมไว้เป็นข้อมูลดำเนินคดีกับผู้กระทำและผู้สั่งการในข้อหาอาชญากรรมสงคราม โดยขณะนี้มีผู้ต้องสงสัยกว่า 500 คน ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงเจ้าหน้าที่กองทัพระดับสูงและเจ้าหน้าที่รัฐบาลของรัสเซียด้วย
นั่นคือสถานการณ์ในภูมิภาคเคียฟที่ขณะนี้รัสเซียยุติการโจมตีที่นั่นแล้ว เป้าหมายของรัสเซียขณะนี้คือทางภาควันออก โดยนอกเหนือจากภูมิภาคดอนบาสแล้ว เป้าหมายทางใต้ก็ไม่ทิ้ง
ภาพถ่ายดาวเทียมที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อสุดสัปดาห์เผยให้เห็นถึงขบวนรถยานหุ้มเกราะและรถขนอาวุธรวมถึงกำลังบำรุงความยาวเกือบ 13 กิโลเมตรของกองทัพรัสเซียที่กำลังมุ่งหน้าไปภูมิภาคดอนบาส
นี่คือการตั้งหลักใหม่ของรัสเซีย หลังต้องถอนกำลังออกจากภูมิภาคเคียฟ เมื่อไม่สามารถเข้ายึดเมืองหลวงได้ตามแผน
ทั้งนี้รัสเซียปฏิเสธว่าแผนการทำสงครามไม่ได้ล้มเหลว แต่การเปลี่ยนมาโจมตีทางตะวันออกของยูเครนเพราะนี่แผนเดิมที่รัสเซียวางไว้อยู่แล้ว
ทางตะวันออกของยูเครนเป็นพื้นที่ที่รัสเซียได้เปรียบมากกว่าเพราะนอกเหนือจากติดกับชายแดนรัสเซีย ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องการส่งกำลังบำรุงมากเท่ากับการรบในพื้นที่ด้านในอย่างภูมิภาคเคียฟ
ที่นี่ยังมีกองกำลังของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่สู้รบกับกองกำลังยูเครนมาตั้งแต่ปี 2014 โดยกองกำลังนี้รัสเซียได้ให้การสนับสนุน
กองกำลังนี้ยึดพื้นที่ในแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ได้แล้วกว่าครึ่งหนึ่ง เป้าหมายคือต้องยึดให้ได้ทั้งหมด
ซึ่งคาดว่าการสู้รบจะหนักหน่วงเพราะยูเครนบอกว่าจะไม่ยอมเสียแผ่นดินตรงนี้ไป และขณะนี้ยูเครนก็มีการขนกำลังจากส่วนอื่นๆของประเทศเข้ามาที่นี่อย่างต่อเนื่อง
สงครามที่คาดว่าจะหนักหน่วงทำให้ทางการยูเครนเร่งการอพยพคนออกมาจากที่นั่น โดยวิธีหลักของการอพยพคนคือทางรถไฟ
อย่างไรก็ตามเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สถานีรถไฟในเมืองครามาทอร์สก์ที่ถูกใช้เป็นศูนย์กลางในการอพยพคนออกจากแคว้นโดเนสก์ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 คน ในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย 5 คน และมีผู้บาดเจ็บกว่า 100 คน ทำให้ตอนนี้การอพยพทำได้ลำบากมากขึ้นเพราะคนเลือกการอพยพโดยทางอื่นแทนหลังรถไฟตกเป็นเป้าการโจมตี
การอพยพออกอย่างต่อเนื่องของคน ก่อนสงครามเต็มรูปแบบจะระเบิดขึ้นอีกรอบทำให้หลายเมืองของภาคตะวันออกถูกทิ้งเป็นเมืองร้าง
เช่นที่นี่ เมืองสโลแวนสก์ ตั้งอยู่ห่างจากครามาทอร์สก์เพียงแค่ 20 กิโลเมตร ถนนหนทางเงียบเหงา ผู้คนบางตา
แต่รัสเซียจะไม่หยุดแค่ทางภาคตะวันออก ในเฟสที่ 2 เป้าหมายของรัสเซียคือ ทางภาคใต้เพิ่มขึ้น
ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนแถลงเมื่อวานนี้ว่า การเพิ่มกำลังของรัสเซียรอบใหม่มีการมุ่งไปที่ภาคใต้ของประเทศยูเครนด้วย
จากแผนที่จะเห็นว่า ในภาคตะวันออก มีจุดที่เป็นสีแดงทึบ กินพื้นที่เป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นจุดที่กองทัพรัสเซียเข้ายึดครองอยู่ในขณะนี้ ส่วนจุดสีแดงอ่อนและมีเส้น คือจุดที่กองทัพรัสเซียโจมตี แต่ยังไม่สามารถยึดครองได้ นั่นก็คือ คือมาริอูปอล และเคอร์ซอน
ทั้ง 2 เมืองนี้เป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียที่ต้องการยึดครอง เพื่อเชื่อมต่อแคว้นไครเมียเข้ากับตะวันออกให้ได้
มีรายงานว่า นี่คือเป้าหมายขั้นต่ำที่รัสเซียต้องทำให้ได้ก่อนถึงวันที่ 9 พฤษภาคมที่จะถึงนี้
ทำไมต้องเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม เพราะคือวันที่เรียกว่า วันแห่งชัยชนะหรือ Victory Day
เป็นวันสำคัญประจำปีที่รัสเซียจัดขึ้นเพื่อยกย่องพลเมืองของอดีตสหภาพโซเวียตที่พลีชีพในการทำสงครามต่อต้านกองทัพนาซีเยอรมนีระหว่างปี 1941-1945 ซึ่งตอนนั้นสหภาพโซเวียตสูญเสียพลเมืองของตนไปกว่า 20 ล้านคน มากกว่าชาติใดๆ ในโลก
ทุกๆปีจะมีพิธีสวนสนามอย่างยิ่งใหญ่ที่จตุรัสแดงในกรุงมอสโคว และผู้นำทุกยุคทุกสมัยจะปรากฎตัวในวันแห่งชัยชนะนี้
วันนี้จึงคือหมุดหมายสำคัญที่ประธานาธิบดีหวังไว้ว่าจะเป็นวันที่เขาสามารถประกาศความคืบหน้าหรือชัยชนะของการทำสงครามในยูเครนได้
การมีหมุดหมายเป็นวันนี้ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารัสเซียมีการวางยุทธศาสตร์ใหม่ในการทำสงครามและยุทธศาสตร์ใหม่ของรัสเซียก็จะมีผู้บัญชาการรบคนใหม่ด้วย
เมื่อวานนี้รัฐบาลรัสเซียประกาศแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารคนใหม่ซึ่งจะดูแลปฏิบัติการทหารทางภาคตะวันออกของยูเครน
ผู้บัญชาการกองทัพรัสเซียคนใหม่ในยูเครน คือ พลเอกอเล็กซานเดอร์ ดวอร์นิคอฟ วัย 60 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ทหารที่มีประสบการณ์มากที่สุดของรัสเซีย เป็นคนที่มีบทบาทในการเข้ายึดไครเมียเมื่อปี 2014
อีกหนึ่งปฏิบัติการสำคัญที่นายพลผู้นี้มีส่วนคือ ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในซีเรีย กันยายน 2015 ที่ซีเรียกำลังเดือดจากสงครามกลางเมือง ประธานาธิบดีบาร์ชา อัลอัสซาดกำลังเสียเปรียบการรบกับกองกำลังต่อต้านรัฐบาลที่ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐและซาอุดิอาระเบีย
ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียตัดสินใจเข้าสนับสนุนรัฐบาลอัลอัสซาด ส่วนหนึ่งเพราะผลประโยชน์เนื่องจากซีเรียให้รัสเซียตั้งฐานทัพที่นั่น
ภายใต้การบัญชาการของนายพลดวอร์นิคอฟ ตั้งแต่กันยายน 2015 ถึงมิถุนายน 2016 เครื่องบินของรัสเซียปูพรมโจมตีเมืองอเลปโปซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังต่อต้านรัฐบาลซีเรียอย่างหนัก และมีส่วนที่ทำให้รัฐบาลอัลอัสซาดกลับมาได้เปรียบและยึดเมืองนี้ได้ในที่สุด แต่อเลปโปแหลกราน ประชาชนเสียชีวิตกว่า 50,000 คน
หลังการแต่งตั้งนายพล ดวอร์นิคอฟ เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาวออกมากล่าวว่า พลเอกดวอร์นิคอฟน่าจะปฏิบัติต่อประชาชนในยูเครนไม่ต่างจากกับที่ทำไว้ในซีเรีย
ยูเครนต้องเตรียมรับมือกับการโจมตีรอบใหม่ทางตะวันออกและทางใต้ของรัสเซียอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการขนอาวุธหรือกำลังบำรุง ยูเครนดูเหมือนเสียเปรียบรัสเซีย รัสเซียเคลื่อนอาวุธเข้ามาตะวันออกของยูเครนได้เร็วกว่าเพราะอยู่ติดพรมแดน
แต่ยูเครนต้องขนส่งอาวุธมาจากทางชายแดนที่ติดกับโปแลนด์ เพราะอาวุธที่ตะวันตกส่งจะเข้ามาทางนั้น ระยะทางจากชายแดนโปแลนด์ถึงตะวันออกของยูเครนเกือบ 12,000 กิโลเมตร
นอกเหนือจากระยะทางแล้ว อีกอันหนึ่งที่เป็นอุปสรรคในการขนส่งอาวุธและกำลังของยูเครนคือ กองทัพรัสเซียใช้ขีปนาวุธถล่มจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อตัดเส้นทางการลำเลียง
ล่าสุดคือสนามบินในเมืองดนิโปร ซึ่งเป็นจุดที่จะขนอาวุธเข้าตะวันออกทางแคว้นลูฮันสก์
แรงระเบิดทำให้สนามบินได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน และมีรายงานเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 6 คน ที่โจมตีดนิโปรเพราะจุดนี้คือจุดเชื่อมต่อการขนส่งกำลังบำรุงของยูเครนไปทางตะวันออก
ต้องจับตาดูการทำสงครามด้านตะวันออกและทางใต้ของรัสเซียต่อจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไรในวันที่ปูตินต้องมีอะไรบางอย่างที่ประกาศได้ว่าเป็นชัยชนะ
ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าน่าจะหนักหนาสาหัสมาก รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน คูเลบาพูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ภาพที่ได้เห็นอาจจะเหมือนสงครามโลกครั้งที่ 2