"ปูติน" โต้ภาพความโหดร้ายพลเมืองถูกสังหารเป็นการจัดฉาก


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เหมือนว่าสงครามในยูเครนที่ดำเนินมาเกือบ 50 วันแล้วจะไม่มีทีท่าจะจบลงได้ที่การเจรจาเพราะถ้าดูจากท่าทีของรัสเซีย โดยเฉพาะล่าสุดจากผู้นำนั่นก็คือประธานาธิบดีปูตินที่ออกมาบอกว่า การเจรจาถึงทางตันเพราะยูเครนอีกสัญญานหนึ่งที่ชี้ว่า การเจรจาจะไม่คืบหน้าไปไหนคือ การที่ประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐออกมากล่าวหาประธานาธิบดีปูตินว่า ลงมือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครน หลังจากก่อนหน้านี้เรียกปูตินเป็นอาชญากรสงครามมาแล้ว

ผู้นำสหรัฐ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวหาว่าผู้นำรัสเซียลงมือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครน ในระหว่างการชี้แจงนโยบายด้านพลังงานเมื่อคืนที่ผ่านมา เหมือนกับประเทศอื่นๆ สหรัฐกำลังเจอกับปัญหาราคาพลังงานแพงและเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบหลายสิบปี

โดยเขาพูดว่า “งบประมาณรายจ่ายในครัวเรือนของท่าน ความสามารถในการจะเติมน้ำมันให้เต็มถังของท่าน ทั้งหมดนี้ไม่ควรขึ้นอยู่กับผู้นำเผด็จการคนหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปถึงครึ่งโลกที่ทำสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์...”

รัสเซียโจมตีคลังน้ำมันเมืองโอเดสซา

“ปูติน” สั่งกองทัพรัสเซีย ถล่มยูเครนต่อ ชี้เจรจาสันติภาพถึงทางตัน

และเพื่อลดความเดือนร้อนของประชาชนที่ต้องแยกรับภาระค่าพลังงานที่สูงขึ้น ผู้นำสหรัฐบอกว่า สิ่งที่เขาทำไปแล้วเมื่อสองสัปดาห์ก่อนคือ การปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองหรือ(SPR) 180 ล้านบาร์เรลออกมาใช้ซึ่งถือว่าเป็นการนำปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ออมาใช้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

และเพื่อกดราคาน้ำมันลงอีก ผู้นำสหรัฐประกาศการขยายเวลาการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผสมในน้ำมันเชื้อเพลิงจากฟอสซิลออกไปอีก

แต่ที่เป็นประเด็นไม่ใช่เรื่องการประกาศมาตรการพลังงานของผู้นำสหรัฐ แต่เป็นเรื่องที่เขากล่าวหาว่าประธานาธิบดีปูตินทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครน ซึ่งเป็นคำที่หนักมากและอาจปิดโอกาสของการนั่งพูดคุยเจราเพื่อยุติสงคราม

อะไรคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และทำไมจึงเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง?

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ถูกระบุไว้ใน อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับร่างหลักการนี้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 1948

อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 มกราคม ปี 1951 ปัจจุบันมีประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ 152 ประเทศ

ในอนุสัญญาฉบับนี้นิยามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไว้ในมาตรา 2 โดยระบุว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นอาชญากรรมในระดับสากล โดยการกระทำดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่การทำลายกลุ่มชาติพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา ทั้งหมดหรือบางส่วน โดยสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้

1.การฆ่าสมาชิกของกลุ่ม

2.ทำให้สมาชิกของกลุ่มได้รับอันตรายทางกายหรือใจอย่างสาหัส

3.กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้กลุ่มมีสภาพชีวิตที่คาดหมายได้ว่า จะก่อความเสื่อมโทรมทางกายทุกส่วนหรือบางส่วน

4.ใช้มาตรการอันประสงค์จะป้องกันการกำเนิดภายในกลุ่ม

5.ใช้กำลังโยกย้ายเด็กของกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้ มาตรา 3 ของอนุสัญญายังระบุว่าการกระทำเหล่านี้ต้องรับโทษฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ดังนี้

1.ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

2.สมคบคิดเพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

3.ปลุกปั่นยุยงโดยตรงและประชาสัมพันธ์เพื่อการฆ่าล้างพันธุ์

4.พยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

5.มีส่วนร่วมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

หากการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดเข้าข่ายการกระทำที่ได้กล่าวไป ก็มีสิทธิ์ที่จะโดนดำเนินคดีในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICJ จะเป็นผู้พิจารณาคดี

คดีที่เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ การพิจารณาคดีที่ศาลนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 12 คนที่มีส่วนร่วมกับขบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทั้ง 12 คนที่ถูกนำมาขึ้นศาลนูเรมเบิร์กนั้น มีตั้งแต่เจ้าหน้าที่พรรคนาซี นายทหารระดับสูง นักกฎหมาย ตลอดจนแพทย์

การตั้งศาลในครั้งนี้ มีผู้พิพากษาจากสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส และโซเวียตเป็นผู้พิจารณาคดี ผลการพิจารณาคดีมีทั้งโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ และจำคุกตลอดชีวิต

คดีที่สองที่มีชื่อเสียงและเพิ่งตัดสินเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานนี้คือ คดีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยมีชาวกัมพูชาเสียชีวิตราว 1 ล้าน 8 แสนคน

คดีนี้มีการจัดตั้งศาลพิเศษที่เรียกว่าองค์ชุมนุมชำระวิสามัญแห่งตุลาการกัมพูชา หรือ ECCC ซึ่งเป็นศาลที่ใช้กฎหมายกัมพูชาและกฎหมายระหว่างประเทศผสมผสานกัน ภายใต้การดูแลของยูเอ็น

ปลายปี 2018  ECCC ได้ตัดสินให้ เขียว สัมพัน และนวน เจีย ผู้นำลำดับ 2 ของเขมรแดง มีความผิดในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริง และสั่งจำคุกตลอดชีวิต

และความรุนแรงของข้อกล่าวหา ทำให้นักข่าวต้องไปตามถามผู้นำสหรัฐว่า หมายความตามที่พูดใช่หรือไม่ ที่บอกว่า ประธานาธิบดีปูตินทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ซึ่งผู้นำสหรัฐได้ยืนยันคำเดิม โดยเขาระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีความชัดเจนมาก ประธานาธิบดีปูตินต้องการลบความเป็นยูเครนออกไปให้หมด และสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยขณะนี้กำลังมีการเก็บหลักฐานเพื่อเอาผิด

หลักฐานที่ผู้นำสหรัฐพูดถึงคือ ภาพหลายเมืองยูเครนที่ถูกรัสเซียโจมตีอย่างหนักและมีการสังหารพลเรือน โดยเฉพาะที่เมืองบูชา ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของหายนะจากสงคราม เมื่อร่างของพลเรือนจำนวนมากที่ถูกสังหารถูกทิ้งไว้ตามถนนและในหลุม

และขณะนี้องค์กรต่างๆ รวมถึงศาลอาญาระหว่าประเทศกำลังลงพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานในการตั้งข้อหาอาชญากรรมสงครามกับคนที่เกี่ยวข้อง

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีไบเดนเคยเรียกผู้นำรัสเซียว่าอาชกรสงครามมาแล้ว ซึ่งทำให้รัฐบาลรัสเซียไม่พอใจมาก และคราวนี้น่าจะไม่พอใจหนักกว่าเดิมเพราะคำว่า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความหมายหนักกว่าทั้งในทางการเมืองและความผิดในข้อกฎหมาย

ชัดเจนว่าสิ่งนี้จะทำให้การเจรจายากขึ้น และประธานาธิบดีปูตินก็ออกมาพูดเช่นนั้นแล้ว

เมื่อวานนี้ในระหว่างที่ประธานาธิบดีปูตินไปเยือนศูนย์อวกาศของรัสเซียในแคว้นอามูร์ ในภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย เพื่อฉลองการครอบรอบ 61 ปี ที่ยูริ กาการิน ชาวรัสเซียสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นมนุษย์คนแรกที่ขึ้นสู่อวกาศ

ประธานาธิบดีปูตินพูดถึงเรื่องปฏิบัติการทางการทหารในยูเครนว่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการยกกำลังเข้ายูเครน โดยระบุว่า ปฏิบัติการทางการทหารในยูเครน เป็นปฏิบัติการที่ชัดเจนและสูงส่ง และสามารถบรรลุผลได้อย่างแน่นอน

ผู้นำรัสเซียระบุว่า ทหารรัสเซียไม่ได้ใช้ความโหดร้ายและรุนแรงต่อพลเรือนในเมืองบูชา โดยภาพถ่ายที่น่าหวาดกลัวและตกตะลึงจากเมืองนี้เป็นข่าวปลอมและการจัดฉาก

ผู้นำรัสเซียบอกด้วยว่า การกุข่าวปลอมๆและข้อหาอาชญากรรมสงคราม รวมถึงการที่ยูเครนไม่รับรองสถานะของดอนบาสและไครเมีย ทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนมาถึงทางตัน และตราบใดที่เคลียร์เรื่องนี้ไม่ได้ รัสเซียจะไม่หยุดปฏิบัติการทางการทหารอย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกันประธานาธิบดี เซเลนสกี ของยูเครนก็ได้ระบุในการพูดคุยกับสภาของลิทัวเนียผ่านระบบคอนเฟอเรนซ์เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ว่า กองทัพรัสเซียได้ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสในการโจมตียูเครน พร้อมกล่าวหารัสเซียที่ใช้กลยุทธ์อันเลวร้ายต่อพลเรือน

อย่างไรก็ดีผู้นำยูเครนไม่ได้แสดงหลักฐานต่อข้อกล่าวหาที่รัสเซียใช้ระเบิดฟอสฟอรัสในยูเครน และสำนักข่าวรอยเตอร์เองก็ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงจากคำกล่าวของประธานธิบดีเซเลนสกีได้

ตามข้อกำหนดของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี 1997 อาวุธเคมีถูกสั่งห้ามผลิต ห้ามใช้และห้ามมีสะสมครอบครอง

แต่สารฟอสฟอรัสขาวได้รับการยกเว้น ซึ่งระเบิดฟอสฟอรัส เป็นระเบิดที่ใช้ฟอสฟอรัสขาวเป็นส่วนประกอบหลัก เป็นสารไวไฟที่ไม่สามารถดับลงได้ง่ายๆ

ในอดีตฟอสฟอรัสขาวถูกใช้เป็นสารในไม้ขีดไฟ อานุภาพของระเบิดจึงไม่ได้สร้างความเสียหายจากแรงระเบิด แต่จะเป็นการลุกไหม้เป็นลูกไฟ ตัวฟอสฟอรัสจะลุกไหม้ไปเรื่อยๆ จนถึงกระดูก ผู้เสียชีวิตจากระเบิดชนิดนี้ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจและความเจ็บปวดจากแผลที่เกิดการไหม้ของฟอสฟอรัสขาว

ขณะที่ฝ่ายรัสเซียได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาการใช้อาวุธเคมี โดยระบุว่าได้ทำลายคลังอาวุธเคมีที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวไปเมื่อปี 2017

LiveScore-EURO2024 LiveScore-EURO2024
TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด โปรแกรมฟุตบอล คุณสนใจหรือไม่?

ฮังการี

VS

สวิตเซอร์แลนด์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ