มาตรการล็อกดาวน์และปิดเมืองอย่างเข้มงวดของเมืองเซี่ยงไฮ้เริ่มเข้าสู่เดือนที่ 2 และยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลายลง ส่งผลให้นักลงทุนและผู้อยู่อาศัยที่เป็นชาวต่างชาติ ต่างวางแผนย้ายออกจากเมืองแห่งนี้มากยิ่งขึ้น จนมีแนวโน้มว่า นี่จะเป็นภัยคุกคามสถานะศูนย์กลางธุรกิจระดับโลกของเซี่ยงไฮ้ในระยะยาว
ข้อจำกัดที่เข้มงวดของรัฐบาลจีนกระตุ้นให้เกิดการตำหนิติเตียนจากกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ เพราะมาตรการที่เข้มงวดทำให้จะขยับตัวทำอะไรก็ลำบากติดขัดไปหมด และส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจอย่างใหญ่หลวง
อาหารขาดแคลน-พรากลูก-ฆ่าสุนัข “โควิด-19 เซี่ยงไฮ้” บททดสอบใหญ่ของจีน
ล่าสุดทางการสหรัฐฯ สั่งเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นทุกคนที่สถานกงสุลของตน ให้อพยพออกจากเซี่ยงไฮ้ ขณะที่หอการค้าอังกฤษคาดการณ์ว่า โรงเรียนนานาชาติในเซี่ยงไฮ้จะมีบุคลากรต่างชาติลาออกสูงถึง 40%
ในการสำรวจความเห็นชาวต่างชาติในเซี่ยงไฮ้เกือบ 1,000 คนผ่านช่องทางออนไลน์เมื่อต้นเดือน เม.ย. พบว่า 85% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า พวกเขากำลังพิจารณาที่จะออกจากจีนเนื่องจากประสบการณ์ที่แย่ในการถูกล็อกดาวน์
เช็กสิทธิประกันสังคม "ลูกจ้างเกิดเรื่องร้ายจากการทำงาน” กองทุนเงินทดแทนพร้อมช่วยเหลือ
อเล็กซ์ ดันแคน ผู้ก่อตั้ง KAWO สตาร์ทอัพด้านการตลาดในเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องที่ส่อแววเป็นปัญหามานานแล้ว ... ก่อนนี้มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวต่างชาติในจีนตั้งแต่เริ่มมีโควิด-19 แต่การล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ทำให้ผู้ที่กำลังลังเลเรื่องการออกจากจีนเปลี่ยนมาตัดสินใจขั้นเด็ดขาด”
แนวโน้มดังกล่าวบ่งชี้ว่า เซี่ยงไฮ้อาจกำลังเดินซ้ำรอยเส้นทางของฮ่องกง ซึ่งเคยประสบกับการอพยพหนีของชาวต่างชาติและธุรกิจต่างชาติ จากนโยบายโควิด-19 เป็นศูนย์ที่เข้มงวดและสถานการณ์ด้านสิทธิและเสรีภาพที่ถดถอยลง
เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีกิจกรรมทางธุรกิจจากต่างประเทศที่เข้มข้นที่สุดในประเทศจีน และเป็นเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก สถานการณ์ในเซี่ยงไฮ้ตอนนี้ จึงเหมือนกับต้องวัดใจกับบรรดานักลงทุนและชาวต่างชาติที่มาทำงานว่า พวกเขาจะยังมีความเชื่อมั่นในการลงทุนและสภาพแวดล้อมการทำงานและดำเนินธุรกิจในเมืองแห่งนี้อยู่หรือไม่
เคนเน็ธ จาร์เร็ตต์ ที่ปรึกษาอาวุโสของกลุ่มธุรกิจ Albright Stonebridge Group ในประเทศจีน บอกว่า “ฮ่องกงเคยเป็นประตูสู่จีนสำหรับบริษัทต่างชาติ แต่เมื่อจีนพัฒนาขึ้น เซี่ยงไฮ้ก็กลายเป็นฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งสำหรับการดำเนินธุรกิจ มีบริษัทต่างชาติกว่า 700 แห่งมีสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคในเซี่ยงไฮ้ในปัจจุบัน”
จาร์เร็ตต์เสริมว่า “กลุ่มธุรกิจต่างชาติมีบทบาทสำคัญมากในเซี่ยงไฮ้ ... 20% ของการจ้างงานในเซี่ยงไฮ้มาจากบริษัทต่างชาติ ส่วนการวิจัยและพัฒนามาจากบริษัทต่างชาติ 50% และมูลค่าการค้าของการนำเข้าและส่งออกของเซี่ยงไฮ้ตามสถิติของรัฐบาลจีน ก็มาจากบริษัทต่างชาติถึง 67%”
ด้าน บิล รุสโซ ผู้ก่อตั้ง Automobility ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่เน้นอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน อธิบายว่า เซี่ยงไฮ้เป็น “สิ่งที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้” สำหรับกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ
“ไม่มีที่ไหนในจีนที่จะเป็นเหมือนเซี่ยงไฮ้อีกแล้วสำหรับชาวต่างชาติ ในแง่ของสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ” รุสโซกล่าว และบอกว่า จีนได้ทำให้ตลาดยานยนต์ทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาคึกคักอย่างมาก
เขากล่าวว่า ตัวเขาเองและผู้ประกอบการรายอื่น ๆ รู้สึกโชคดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจของจีน แต่ขณะนี้ จีนกำลังสูญเสียประกายแสงนั้นไป
กระนั้น จาร์เร็ตต์กล่าวว่า แม้ว่าจะมีเหตุผลที่ต้องกังวล แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า จะเกิดการอพยพครั้งใหญ่ของธุรกิจต่างชาติในเซี่ยงไฮ้
“จีนเป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ และหนึ่งในเมืองที่บริษัทข้ามชาติต่างชาติส่วนใหญ่มีความมุ่งมั่นที่จะมาลงทุนในระยะยาว” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม จีนประสบปัญหาเงินทุนต่างชาติไหลออกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา การสำรวจโดยหอการค้าอเมริกันสรุปว่า บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ในจีนมีแผนการลงทุนที่หยุดชะงักในปี 2022
แม้การดำเนินนโยบายปลอดโควิด-19 ของจีนจะต้องแลกมาด้วยความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจที่สูงมาก แต่ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ยังคงสนับสนุนแนวทาง “ปลอดโควิด-19” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยบอกในเวทีเศรษฐกิจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “จีนจะปกป้องชีวิตและสุขภาพของผู้คนเป็นอันดับแรก”
จาร์เร็ตต์กล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่กลุ่มธุรกิจต่างชาติจะทำได้ในตอนนี้ คือการพยายามโน้มน้าวให้ทางการจีนปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง โดยไม่ต้องละทิ้งนโยบายปลอดโควิด-19 เพื่อลดการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ
“หอการค้ากำลังเสนอคำแนะนำเกี่ยวกับอุปสรรคด้านโลจิสติกส์และการเคลื่อนย้ายของประชาชน ตลอดจนให้รัฐบาลตรวจสอบความเป็นจริงเกี่ยวกับมาตรการบางอย่างที่อาจไม่ได้ส่งผลดีตามที่ตั้งใจไว้” เขาบอก
ขณะที่ดันแคนกล่าวว่า “สำนักการลงทุนต่างประเทศเซี่ยงไฮ้ไม่พอใจกับสถานการณ์ตอนนี้ และต้องการให้เซี่ยงไฮ้เปิดเมืองและกลับมาเป็นศูนย์กลางระดับโลกที่มีชีวิตชีวาเทียบเท่ากับนิวยอร์กหรือปารีสดังเดิม”
รุสโซ กล่าวว่า เซี่ยงไฮ้สูญเสียเสน่ห์ที่เคยมีไปแล้ว “หากมีสิ่งใดที่น่าสลดใจในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นั่นคือไข่มุกเม็ดนี้ ได้สูญเสียความแวววาวและความเปล่งประกายของมันไปแล้ว”
เขาเสริมว่า “ผู้คนต่างต้องการไปในที่ที่พวกเขาจะมีโอกาสใช้ชีวิตได้ดีที่สุดเหมือนเมื่อก่อน พวกเขากำลังพยายามกลับสู่สภาวะปกติ … แต่ถ้าวิถีปกติใหม่ของจีนยังไม่เปลี่ยนแปลง อีกหลาย ๆ คนก็จะตัดสินใจจากไป”
อดีตนางแบบดัง “ติ๋ม เพ็ญพร ไพฑูรย์” เสียชีวิตแล้ว
เรียบเรียงจาก Al Jazeera
ภาพจาก AFP