เยอรมนี กลับลำ ส่งรถถังต่อสู้อากาศยาน 50 คัน ช่วยยูเครน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เลขาธิการใหญ่ยูเอ็น เดินสายพูดคุยรัสเซีย-ยูเครน เพื่อหาทางยุติสงคราม ซึ่งได้เข้าหารือ “ประธานาธิบดีปูติน” มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ผู้นำรัสเซียไม่ปิดทางในการเจรจา ขณะนี้เลขายูเอ็น กำลังเดินทางไปเคียฟเพื่อพบกับ “ประธานาธิบดีเซเลนสกี” ผู้นำยูเครน ด้านชาติพันธมิตรนาโต ประกาศส่งอาวุธให้ยูเครนอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะชนะสงคราม ขณะที่เยอรมนี กลับลำโยบายครั้งใหญ่ด้วยการประกาศส่งรถถังต่อสู้อากาศยาน 50 คัน ช่วยยูเครน

การกลับลำนโยบายของเยอรมนี เกิดขึ้นหลังจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมของชาติพันธมิตรนาโต 40 ประเทศ ที่ฐานทัพอากาศแรมสไตน์ ซึ่งเป็นฐานทัพสหรัฐฯที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป  หลังการประชุม ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งจะเดินทางออกจากกรุงเคียฟของยูเครนประกาศว่า หลังจากเห็นสถานการณ์ที่นั่นแล้ว สหรัฐฯและพันธมิตรจะทำทุกวิถีทาง จะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเพื่อช่วยสนับสนุนยูเครนด้านอาวุธเพื่อให้สามารถเอาชนะในสงครามครั้งนี้ให้ได้

โดยลอยด์ ออสติน พูดย้ำอีกครั้งว่า การช่วยเหลือด้านอาวุธต่อยูเครนเป็นการช่วยเหลือระยะยาว และต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ โดยชาติพันธมิตรจะมีการพบกันแบบนี้ทุกเดือนเพื่อหาทางในการช่วยเหลือยูเครนด้านการทหาร

เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่ออกมาจากที่ประชุมรัฐมนตรีกลาโหม 40 ชาติคือ การกลับลำนโยบายของเยอรมนี โดยเยอรมนีลังเลมาตลอดที่จะส่งอาวุธหนักให้ยูเครนโดยอ้างว่าไม่อยากให้เกิดการเผชิญหน้ามากเกินไป หลังการประชุมคริสติน แลมเบรชต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเยอรมนีบอกว่า เยอรมนีตัดสินใจสนับสนุนยูเครนด้วยอาวุธหนักแล้ว รวมถึงระบบต่อต้านอากาศยานซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนต้องการมากเพื่อป้องกันน่านฟ้า

อาวุธหนักตัวที่เยอรมนีจะส่งไปคือ รถถังต่อต้านอากาศยาน “เกพาร์ด” (Gepard) โดยตัวนี้อยู่ในคลังอาวุธของเยอรมนี ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงก่อนส่งเข้าไปที่ยูเครน นี่เป็นครั้งแรกที่เยอรมนีตกลงส่งอาวุธหนักให้กับยูเครนหลังจากก่อนหน้านี้มอบเพียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นการส่งอาวุธที่เน้นเพื่อป้องกันตนเอง ซึ่งท่าทีแบบนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลช์ ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากทั้งชาติพันธมิตร รวมถึงนักการเมืองและประชาชนในประเทศ

 

“ปูติน” เผยเจรจาได้ แต่ต้องตกลงเรื่องบูรณภาพดินแดนก่อน

ขณะที่การหารือกันระหว่างเลขาธิการยูเอ็นกับประธานาธิบดีปูติน เกิดขี้นเมื่อวานนี้ที่มอสโก เป็นการเยือนรัสเซียครั้งแรกของเลขายูเอ็นนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เป้าหมายสูงสุดของเลขายูเอ็นคือ โน้มน้าวให้ปูตินเข้าสู่การเจรจาที่นำไปสู่การยุติสงคราม  

โดยประธานาธิบดีปูติน ได้บอกกับอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติว่า ไม่ได้ปฏิเสธการเจรจา แม้ว่าปฏิบัติการทางการทหารยังคงมีอยู่และดำเนินต่อไป แต่รัสเซียยังคงสามารถพูดคุยสันติภาพกับทางยูเครนได้ต่อเนื่อง แต่มีเงื่อนไข

ที่น่าสนใจคือ เงื่อนไขที่ผู้นำรัสเซียยกขึ้นมา โดยผู้นำรัสเซีย ระบุว่า หากมีการทำข้อตกลงเรื่องสันติภาพ รัสเซียจะไม่ลงนามจนกว่าประเด็นปัญหาเรื่องบูรณภาพเหนือดินแดนจะได้รับการแก้ไข

 

ดินแดนที่ประธานาธิบดีปูตินพูดถึงมี 2 จุด

จุดแรก คือ คาบสมุทรไครเมีย ที่รัสเซียผนวกมาเป็นของตนเองเมื่อปี 2014 หรือ 8 ปีที่แล้ว

จุดสอง คือ ภูมิภาคดอนบาส ทางภาคตะวันออก ซึ่งก่อนหน้าเข้ารุกรานยูเครน รัสเซียมีการประกาศรับรองเอกราชในแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ ซึ่งเป็นแคว้นหลักในดอนบาสไปแล้ว

ชัดเจนว่าผู้นำรัสเซียต้องการดินแดน 2 ส่วนนี้ โดยมีการวิเคราะห์กันว่า ที่ประธานาธิบดีปูตินยืนยันแบบนี้ เพราะนี่คือสิ่งบอกประชาชนไว้ว่า ปฏิบัติการพิเศษทางการทหารของรัสเซียมีขึ้นเพื่อปลดปล่อยประชาชนในดอนบาสจากการถูกกดขี่จากรัฐบาลยูเครน

อย่างไรก็ตาม ตรงนี้คือปัญหา เพราะยูเครนก็ไม่ยอมเสียดินแดน โดยเฉพาะที่ดอนบาส ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนเคยออกมาประกาศว่า จะไม่ยอมเสียดินแดนที่เป็นของประชาชนคนยูเครน โดยจะปกป้องแผ่นดินทุกตารางนิ้วอย่างเต็มที่ โดยเขาพูดเรื่องนี้ไว้เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านซึ่งเป็นวันที่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการในพื้นที่ดอนบาส  และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ยูเครนพร้อมรบหนักเพื่อปกป้องดอนบาส กำลังทางหทารถูกเทไปที่นั่น รวมถึงอาวุธยุทธโธปกรณ์ที่ได้รับจากชาติตะวันตกก็ถูกลำเลียงไปที่นั่นอย่างต่อเนื่อง

 

รัสเซียโจมตีเส้นทางลำเลียงอาวุธยูเครนสู่ภาคตะวันออก

ในการรบทางภาคตะวันออก ทางรัสเซียได้เปรียบมากกว่าในคราวบุกเคียฟ เพราะพื้นที่นี้ติดกับชายแดนของรัสเซีย มีปัญหาเรื่องการส่งกำลังบำรุงน้อยกว่า ส่วนทางยูเครนมีอุปสรรคมากขึ้นในการขนส่งอาวุธ

ทำไมการลำเลียงอาวุธไม่ง่าย เพราะอาวุธที่ยูเครนได้จากชาติพันธมิตรจะเข้ามาทางชายแดนโปแลนด์ ซึ่งจุดนั้นไกลมากจากดอนบาส คือประมาณ 1,200 กิโลเมตร และที่สำคัญที่อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยูเครนได้มาในล็อตหลัง ๆ เป็นอาวุธขนาดใหญ่มากขี้น เช่น รถหุ้มเกราะ ทำให้ตกเป็นเป้าของการโจมตีของรัสเซียได้ง่ายขึ้น

โดยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมารัสเซียได้เริ่มโจมตีรถไฟที่มีเส้นทางการวิ่งจากตะวันตกไปตะวันออกของยูเครนอย่างหนักเพื่อสกัดไม่ให้มีการส่งอาวุธ นี่คือเหตุการณ์เมื่อ 2 วันที่แล้ว ควันดำพวยพุ่งเหนือสถานีรถไฟแห่งหนึ่งในเมืองลวิฟหลังโดนขีปนาวุธของรัสเซีย

ขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (26 เม.ย.65) รถไฟจากเมืองลวิฟที่กำลังมุ่งหน้าไปดอนบาสถูกโจมตีจนไฟลุกท่วมอีก  การโจมตีรถไฟเกิดขึ้นหลังจากรัสเซียประกาศทำทุกทางเพื่อไม่ให้มีการส่งอาวุธจากต่างชาติเข้าไปช่วยกองกำลังยูเครน

นอกเหนือจากเป้าหมายรถไฟแล้ว รัสเซียยังโจมตีส่วนอื่น ๆ ต่อเนื่อง เมื่อวานที่เมืองคาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครน รัสเซียยิงขีปนาวุธเข้าใส่ร้านขายและซ่อมยางรถยนต์แห่งหนึ่งในเมืองทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยรายหนึ่งยืนอยู่ที่ป้ายรถประจำทางก่อนจะถูกสะเก็ดระเบิดเสียชีวิต มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคนรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ชาวเมือง ระบุว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมรัสเซียจึงโจมตีจุดนี้เพราะนี่คือพื้นที่พลเรือน ไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร

การรบด้านตะวันออกมีรายงาน รัสเซียยังคงไม่สามารถยึดพิ้นที่เพิ่มได้มากนัก สถานการณ์ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนสถานการณ์ทางใต้ ความสนใจยังอยู่เมืองมาริอูปอล โดยเฉพาะในจุดสุดท้ายที่ยูเครนยังไม่ยอมจำนน นั่นก็คือ โรงงานเหล็กอาซอฟสตอล ที่ด้านในนอกจากจะมีกองกำลังยูเครนอยู่กว่า 2,000 นาย ก็ยังมีพลเรือนหลายหลายคนติดอยู่ ซึ่งประเด็นนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เลขาธิการยูเอ็นนำมาพูดคุยกับประธานาธิบดีปูติน

 

“ปูติน” เผยยูเครนใช้พลเรือนในอาซอฟสตอลเป็นโล่กำบัง

ภาพภายในโรงงานอาซอฟสตอลเมื่อ 2 วันก่อน เผยให้เห็นว่าพลเรือนที่ส่วนใหญ่ในนี้เป็นเด็กและผู้หญิง โดยพวกเขาเป็นคนในครอบครัวของคนงานในโรงงานแห่งนี้ คนเหล่านี้หลบภัยสงครามอยู่ในห้องใต้ดินของโรงงานเกือบ 2 เดือนแล้ว มีรายงานว่าเริ่มขาดน้ำและอาหาร สภาพความเป็นอยู่เริ่มแย่ลงมากเรื่อย ๆ

สิ่งที่เลขายูเอ็นพูดกับผู้นำรัสเซียคือ ขอให้เปิดระเบียงมนุษยธรรมให้พลเรือนเหล่านั้นออกมาจากอาซอฟสตอลได้อย่างปลอดภัย ในระหว่างการสนทนาเรื่องนี้ มีช่วงหนึ่งที่ประธานาธิบดีปูตินพูดว่า ยูเครนระบุ ว่ามีพลเรือนติดอยู่ในนั้น ที่เขาแปลกใจคือ ทำไมจึงไม่ปล่อยให้คนเหล่านั้นออกมา มีสิ่งเดียวที่อธิบายได้คือ กองกำลังยูเครนที่ติดอยู่ด้านในโรงงานกำลังใช้พลเรือนเป็นโล่กำบังใช่หรือไม่

ทั้งนี้สิ่งที่ประธานาธิบดีปูตินพูดสะท้อนถึงความไม่พอใจหรืออาจเรียกว่าเป็นความเกลียดชังกองกำลังยูเครนที่อยู่ในนั้น โดยในจำนวน 2,000 นายมีส่วนหนึ่งที่เป็นสมาชิกกองพันอาซอฟที่รัสเซียขึ้นป้ายว่าเป็นพวกนีโอนาซี โดยกองกำลังเหล่านี้ถูกขีดเส้นตายถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ยอมจำนน

ล่าสุดโฆษกสหประชาชาติร ะบุว่า ประธานาธิบดีปูตินเห็นด้วยในหลักการที่จะให้ยูเอ็นและกาชาดสากลเข้าไปอพยพพลเรือนที่ติดอยู่ในโรงงานเหล็กอาซอฟสตอลออกมา นอกจากนี้ผู้นำรัสเซียยังบอกกับเลขายูเอ็นด้วยว่า การต่อสู้ในเมืองมาริอูปอลยุติลงแล้ว ไม่มีการต่อสู้ที่นั่นแล้ว

ถึงแม้ยังมีกองกำลังยูเครนชุดสุดท้ายที่ไม่ยอมแพ้ แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว รัสเซียได้ประกาศชัยชนะในเมืองมาริอูปอลและมีการเคลื่อนขบวนรถถังจำนวนมากเข้าประจำการที่นี่

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ