ทำเนียบเครมลินของรัสเซีย เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินพูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเซาลี นีนิสเตอของฟินแลนด์ โดยเน้นย้ำว่า การยุติสถานะความเป็นกลางและการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ของฟินแลนด์ ถือเป็นความผิดพลาด เนื่องจากในตอนนี้ไม่ปรากฎภัยคุกคามใดๆ ต่อความมั่นคงของฟินแลนด์
แถลงการณ์ของรัสเซีย ระบุด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงในทิศทางทางการเมืองของรัฐบาลฟินแลนด์ในครั้งนี้
ยังอาจจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและฟินแลนด์ที่พัฒนาขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในแง่ของประเทศเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือระหว่างหุ้นส่วนของทั้ง 2 ประเทศ
ด้านประธานาธิบดีนีนิสเตอ เปิดเผยว่า ตนเองได้กล่าวกับประธานาธิบดีปูติน ว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซีย รวมถึง การรุกรานยูเครน เปลี่ยนสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของฟินแลนด์
จนถึงตอนนี้ ประธานาธิบดีปูติน ยังไม่เปิดเผยว่า จะดำเนินมาตรการตอบโต้ต่อความเคลื่อนไหวของฟินแลนด์ หรือไม่ แต่กระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่าจะมีการตอบโต้อย่างแน่นอน ซึ่งการระงับจ่ายไฟฟ้าให้ฟินแลนด์ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้น หลังบริษัทพลังงานของรัสเซียออกแถลงการณ์เกี่ยวกับความล่าช้าในการจ่ายค่าไฟฟ้าของทางการเฮลซิงกิก่อนหน้านี้
ขณะที่ ผู้บริหารเครือข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของฟินแลนด์เปิดเผยว่า การระงับจ่ายไฟฟ้าของรัสเซีย จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ เนื่องจากนำเข้าไฟฟ้าจากรัสเซียเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของการใช้งานทั้งประเทศและเสริมว่า สามารถทดแทนได้ด้วยทางเลือกอื่น
นอกเหนือจากฟินแลนด์แล้ว สวีเดนก็เป็นอีกประเทศที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับชาติตะวันตก หลังการรุกรานยูเครนของรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม นายเมฟลุต คาวูโซกลู (Mevlut Cavusoglu) รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกีที่เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีนาโตอย่างไม่เป็นทางการในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนีแสดงความเป็นกังวลต่อการที่สวีเดนและฟินแลนด์จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตในอนาคต เนื่องจากมองว่า 2 ชาติ สแกนดิเนเวีย ให้การสนับสนุน พรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน (PKK) และกองกำลังชาวเคิร์ด YPG ซึ่งตุรกีระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย แต่พร้อมจะหารือกับทั้งฟินแลนด์และสวีเดนในประเด็นดังกล่าว
นาโต พันธมิตรทางทหารของชาติตะวันตกก่อตั้งขึ้น เพื่อรับมือภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียด เมื่อปี 1942 โดยหากมีประเทศหนึ่งประเทศใดต้องการยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่นาโตจะต้องได้รับมติเป็นเอกฉันท์จากชาติสมาชิก 30 ประเทศ ซึ่งตุรกีอาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะขัดขวางการเข้าเป็นสมาชิกนาโตของฟินแลนด์และสวีเดน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเรเจป เทย์ยิป เออร์โดอันของตุรกี กล่าวหาว่าทั้งสองประเทศให้ที่พักพิงแก่องค์กรก่อการร้าย และระบุว่า ไม่สนับสนุนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตของทั้งฟินแลนด์และสวีเดน
ปัจจุบัน ฟินแลนด์และสวีเดนมีชุมชนชาวเคิร์ดตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศ และในกรณีสวีเดน สมาชิกรัฐสภาบางคนมีเชื้อสายเคิร์ด แต่ประธานาธิบดีเออร์โดอัน ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ชุมชนชาวเคิร์ดเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่ม PKK อย่างไรต่อประเด็นดังกล่าว นายเอ็ดการ์ รินเควิกส์ รัฐมนตรีต่างประเทศลัตเวีย มองว่า นาโตจะสามารถหาทางออกที่สมเหตุสมผลในการยอมรับฟินแลนด์และสวีเดนในฐานะสมาชิกใหม่ของพันธมิตรทางทหารแห่งนี้ได้ แม้จะมีความกังวลจากทางฝ่ายตุรกีก็ตาม
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์และสาธารณรัฐเช็ก ล้วนแสดงจุดยืนสนับสนุนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตของรัฐบาลฟินแลนด์และสวีเดน เพื่อตอบโต้บริบทด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไปจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย
โดยรัฐมนตรีต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า เป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกนาโตทุกประเทศ จะต้องแสดงความสามัคคี สงบเยือกเย็นและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว พร้อมย้ำว่า รัสเซียต้องรับผิดชอบต่อความโหดร้ายที่ก่อขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้การเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต หมายความว่า ฟินแลนด์และสวีเดนจะต้องยุติสถานะความเป็นกลางที่ทั้งสองประเทศยึดเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งมาโดยตลอด และจะเป็นการขยายอิทธิพลของนาโตไปทางตะวันออกของยุโรป ประชิดรัสเซีย ซึ่งที่ผ่านมาประธานาธิบดีปูติน ใช้เป็นเหตุผลในการรุกรานยูเครน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่กองทัพยูเครนเปิดเผยว่า กองทัพรัสเซียถอนกำลังออกจากพื้นที่โดยรอบของเมืองคาร์คิฟ เมืองใหญ่สุดอันดับ 2 ของยูเครนแล้ว หลังจากระดมโจมตีเมืองแห่งนี้มาเป็นเวลานานหลายสัปดาห์
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า กองกำลังรัสเซียมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการรักษาแนวเส้นทางลำเลียงสเบียงอาหาร แต่ยังคงเดินหน้ายิงปืนใหญ่และปฏิบัติการทางอากาศถล่มแคว้นโดเนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครนอย่างต่อเนื่อง
ด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีของยูเครน เปิดเผยว่า สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคดอนบัส ยังคงหนักหน่วงรุนแรง พร้อมเสริมว่า กองกำลังรัสเซียยังคงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ แม้สงครามจะลุล่วงมาแล้วเกือบ 3 เดือน
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ได้พบหารือกับคณะผู้แทนวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยนายมิชท์ เเม็คคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างน้อย เมื่อวานนี้ โดยผู้นำยูเครนระบุว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณอันทรงพลังของการสนับสนุนรัฐบาลยูเครนจากสภาคองเกรสแห่งสหรัฐฯ ทั้ง 2 สภา ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างชาวยูเครนและชาวอเมริกันด้วย