สำนักข่าว The New York Times ระบุว่ารัสเซียมีรายได้จากการค้าน้ำมันเพิ่มขึ้น แม้จะถูกชาติต่าง ๆ คว่ำบาตรอยู่
โดย The New York Times ได้อ้างข้อมูลจาก Center for Research on Energy and Clean Air ของประเทศฟินแลนด์ ที่รายงานว่ารัสเซียมีรายได้ถึง 93,000 ล้านยูโร หรือ 3.4 ล้านล้านบาทจากการส่งออกพลังงานในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว The Moscow Times ก็ได้เผยแพร่ข้อมูลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าปริมาณรัสเซียผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5
โดย The Moscow Times ได้อ้างถึงรายงานจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อว่า Vedomosti ของรัสเซียที่ระบุว่า เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัสเซียผลิตน้ำมันดิบไปทั้งสิ้น 43.1 ล้านตัน หรือคิดเป็น 10.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตในเดือนเมษายน และเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ทำไมรัสเซียถึงยังผลิตน้ำมันได้เกือบจะเท่าเดิมหรือมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ลูกค้ารายใหญ่อย่างสหภาพยุโรปประกาศคว่ำบาตรแบบเต็มรูปแบบไป รัสเซียส่งออกน้ำมันดังกล่าวไปที่ไหน คำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่ประเทศในทวีปเอเชีย
กราฟแสดงตัวเลขการส่งออกน้ำมันของรัสเซียไปยังประเทศต่าง ๆจะเห็นได้ว่าในช่วงต้นเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ปี 2022 รัสเซียส่งออกน้ำมันไปยังประเทศยุโรปมากกว่าเอเชีย
แต่หลังการรุกรานรานยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมันที่รัสเซียส่งออกไปยังยุโรปในเดือนมีนาคมลดลง เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตร
อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำมันที่รัสเซียส่งออกไปยังเอเชียกลับเพิ่มสูงขึ้น และสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา
เมื่อลงไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ประเทศในเอเชียที่รัสเซียส่งออกน้ำมันไปให้มากที่สุดคือ จีนและอินเดีย
จากกราฟจะเห็นได้ว่า หลังจากที่รัสเซียเข้ารุกรานยูเครน อัตราการนำเข้าน้ำมันจากจีนและอินเดียเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอินเดีย ที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าภายในเวลาแค่ 3 เดือน
ในปี 2021 ประเทศที่ส่งออกน้ำมันให้อินเดียมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ อิรัก ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐฯ อาหรับเอมิเรตส์
ส่วนรัสเซียนั้นยังเป็นเพียงผู้ส่งออกลำดับที่ 9 แต่ในปีนี้ ตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครน ข้อมูลการส่งออกน้ำมันชี้ให้เห็นว่า ในเดือนพฤษภาคม รัสเซียได้ขยับขึ้นมาเป็นประเทศอันดับที่ 2 ที่ส่งออกน้ำมันให้อินเดียมากที่สุดรองจากอิรักแล้ว
โดยรัสเซียได้ส่งออกน้ำมันให้อินเดียถึงเกือบ 8 แสนบาร์เรลต่อวัน เท่ากับว่ารัสเซียซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามในยูเครน
แล้วปัจจัยอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อินเดียตัดสินใจไม่เข้าร่วมขบวนกับสหรัฐฯ และชาติยุโรปในการคว่ำบาตรรัสเซีย อีกทั้งยังนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียจำนวนมหาศาล
สาเหตุเป็นเพราะอินเดียเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก และน้ำมันกว่าร้อยละ 85 ที่ใช้ในประเทศอินเดีย เป็นน้ำมันที่มาจากการนำเข้าจากต่างประเทศ
การนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศในปริมาณที่มหาศาลเช่นนี้ ทำให้อินเดียต้องแบกรับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจไปด้วย เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
อินเดียเข้าใจหลักการข้อนี้เป็นอย่างดี เพราะถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ค่าครองชีพของประชาชนจะเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ จะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในอินเดีย และอาจลามไปสู่ความไม่สงบทางการเมืองด้วย
ด้วยเหตุนี้ อินเดียจึงตัดสินใจไม่เข้าร่วมขบวนคว่ำบาตรกับบรรดาชาติพันธมิตรตะวันตกและสหรัฐฯ พร้อมวางนโยบายแบบเป็นกลาง และออกมายอมรับตรง ๆ ว่าต้องพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซีย ทำเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศ
อินเดียได้ทำสัญญาซื้อน้ำมันกับบริษัทอูราลของรัสเซีย ตั้งแต่การรุกรานยูเครนช่วงแรก ๆ เนื่องจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ทำให้รัสเซียไม่สามารถส่งออกน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกได้และราคาน้ำมันรัสเซียถูกลง
แมทต์ สมิทธ์ นักวิเคราะจากบริษัทเค็พเลอร์ (KPLER) ชี้ว่า ราคาน้ำมันจากบริษัทอูราลของรัสเซีย มีราคาถูกกว่าน้ำมันเบรนท์ (Brent) ที่ขายในตลาดโลกถึง 34 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เท่ากับว่าอินเดียได้ประโยชน์จากสงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรครั้งนี้
นอกจากนี้ อินเดียเยังคงยืนยันคำเดิมจะพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซียต่อไปเพื่อพยุงราคาน้ำมันในประเทศ ท่ามกลางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่กำลังผันผวน เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจในประเทศไปสู่จุดวิกฤต