ผู้นำสหรัฐฯ ลั่นไม่ทิ้งตะวันออกกลาง ยัน พร้อมเป็นพันธมิตรที่แข็งขัน


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ปิดฉากการเยือนตะวันออกกลาง 4 วัน หลังประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงและการพัฒนาร่วมกับผู้นำชาติอาหรับ 9 ประเทศ ที่ซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพ โดยระบุว่า สหรัฐฯ จะยังเป็นพันธมิตรที่แข็งขันในตะวันออกกลาง แม้จะยังไม่ได้การตกปากรับคำจากชาติอาหรับเกี่ยวกับการสร้างแนวร่วมด้านความมั่นคงที่มีอิสราเอลรวมอยู่ด้วย

ในการประชุมสุดยอดร่วมกับผู้นำชาติอาหรับ 9 ประเทศที่เมืองเจดดาห์ เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์สำหรับการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่า สหรัฐฯ จะยังเป็นพันธมิตรที่แข็งขันและมุ่งมั่นในตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในภูมิภาค และจะไม่เปิดช่องว่างให้จีน รัสเซีย หรืออิหร่านเข้ามาได้ 

อย.คุมเข้ม! ฉลากสินค้าผสม กัญชา-กัญชง ชี้ต้องมีข้อความเตือน อายุต่ำกว่า 20ปี ห้ามจำหน่าย

"บาร์ซ่า" ใส่ชื่อ "เดอ ยอง" ร่วมทัวร์อเมริกา

 

 

 

 

 

"เราจะไม่เดินจากไปและปล่อยให้จีน รัสเซีย หรืออิหร่านเข้ามาเติมเต็มช่องว่าง เราจะใช้โอกาสนี้ก้าวต่อไปด้วยความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ที่แข็งขันและยึดมั่นในหลักการ สหรัฐฯ ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสร้างอนาคตที่ดีในภูมิภาคนี้ ในความเป็นหุ้นส่วนกับพวกท่านทั้งหลาย และสหรัฐฯ จะไม่มีวันไปไหน นี่เป็นโต๊ะประชุมที่เต็มไปด้วยนักแก้ปัญหา มีสิ่งดีๆ มากมายที่เราทำได้ ถ้าร่วมมือกัน" ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว 

นอกจากนี้ ไบเดนระบุว่า แม้ว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะมุ่งจัดการกับกลุ่มติดอาวุธ และยังประจำการในฐานทัพทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางต่อไป แต่เขาก็ได้เรียนรู้จากการรุกรานอิรักและอัฟกานิสถาน และกำลังก้าวต่อไปข้างหน้า  ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ มุ่งมั่นที่จะทำให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ 

ขณะเดียวกัน ไบเดนได้ย้ำกับผู้นำชาติอาหรับถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งรวมถึงสิทธิสตรี และการอนุญาตให้ประชาชนแสดงความเห็นได้อย่างเสรี โดยระบุว่า ประเทศที่จะเป็นผู้ชนะในอนาคตคือประเทศที่ให้ประชากรของตัวเองปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้เต็มที่ ซึ่งนั่นรวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลงโทษ 

"เพราะเรารู้ว่าประเทศที่จะชนะในอนาคตคือประเทศที่ปลดปล่อยศักยภาพทั้งหมดของประชากรตัวเองได้ ที่ที่ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมและมีส่วนร่วมในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น สังคมที่พร้อมรับมือกับอุปสรรคต่างๆ และกองทัพที่ทันสมัยและมีศักยภาพ  ที่ที่ประชาชนสามารถตั้งคำถามและวิจารณ์ผู้นำได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลงโทษ ผมเองก็ถูกวิจารณ์มากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันไม่สนุก แต่การที่สามารถพูดได้อย่างเปิดเผย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อิสระเป็นสิ่งที่ปลดล็อกให้กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่" ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ไม่ได้แสดงท่าทีที่สอดคล้องกับความหวังของสหรัฐฯ ที่ว่าการประชุมนี้จะช่วยวางรากฐานสำหรับการสร้างแนวร่วมด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงอิสราเอล ในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากอิหร่านได้ 

โดยเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ได้แถลงภายหลังการประชุมว่า ไม่มีการหารือเกี่ยวกับการสร้างแนวร่วมทางทหารระหว่างชาติอาหรับและอิสราเอล และซาอุดีอาระเบียก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการพูดคุยเช่นนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ยังบอกกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า การที่ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจเปิดน่านฟ้าให้ทุกสายการบิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล และไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่กระบวนการใดต่อๆ ไป

ส่วนประเด็นการสังหารนายจามาล คาชอกกี เมื่อปี 2018 ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ระบุก่อนหน้านี้ว่า ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยระหว่างการประชุมกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย และย้ำว่าตนเองยังเชื่อว่าพระองค์มีส่วนรู้เห็น ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ระบุว่า มกุฎราชกุมารได้ตอบประธานาธิบดีไบเดนว่า ซาอุดีอาระเบียได้ดำเนินการป้องกันแล้วเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นกรณีการสังหารนายคาชอกกีซ้ำอีก ขณะเดียวกันก็บอกว่า สหรัฐฯ เองก็เคยทำผิดพลาดเช่นกัน เช่น เหตุการณ์ในอิรัก

"มกุฎราชกุมารทรงตอบประธานาธิบดีไบเดนเกี่ยวกับกรณีคาชอกกีค่อนข้างชัดเจนว่า อาชญากรรมนี้ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าและเลวร้าย เป็นสิ่งที่ซาอุดีอาระเบียให้ความสำคัญมากๆ และได้ดำเนินการตามความเหมาะสมในฐานะประเทศที่ต้องรับผิดชอบแล้ว ปัญหาและความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ  มกุฎราชกุมารทรงชี้ว่า สหรัฐฯ เองก็เคยทำผิดพลาด และได้ดำเนินการตามที่จำเป็นเพื่อนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และได้แก้ไขความผิดพลาดนั้นแล้ว เหมือนกับที่ซาอุดีอาระเบียได้ทำ" เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย กล่าว 

ขณะเดียวกัน ในการประชุมกับผู้นำชาติอาหรับ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ได้กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นวันละ 13 ล้านบาร์เรล เพื่อตอบสนองต่อความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมกับย้ำว่า การสนับสนุนเศรษฐกิจโลกต้องอาศัยความพยายามร่วมกัน และนโยบายเกี่ยวกับแหล่งพลังงานที่ไม่อยู่บนความเป็นจริงมีแต่จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ 

"ซาอุดีอาระเบียจะทำหน้าที่ของตัวเองเรื่องนี้ โดยได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตเป็นวันละ 13 ล้านบาร์เรล แต่จะไม่สามารถเพิ่มการผลิตได้อีกแล้ว นโยบายพลังงานที่ไม่อยู่บนความเป็นจริงเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยเลิกใช้แหล่งพลังงานหลักโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของนโยบายเหล่านี้ที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ ความยั่งยืน และปริมาณในตลาดโลก จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น"เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย กล่าว 

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการร่วมกันภายหลังการประชุมของผู้นำสองฝ่าย โดยแสดงความมุ่งมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานทั่วโลก ทั้งนี้ ก่อนการประชุมร่วมกับผู้นำชาติอาหรับ 9 ชาติ ประธานาธิบดีไบเดน ได้ใช้เวลาช่วงเช้าวานนี้ หารือนอกรอบกับผู้นำอิรัก อียิปต์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย

โดยระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์  เอล-ซีซี  ของอียิปต์ ได้มีการหารือกันถึงความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ไบเดนจะประกาศความช่วยเหลือระยะสั้นและระยะยาวรอบใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหารมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ให้แก่ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ขณะที่ชาติอาหรับเองก็จะจัดสรรงบ 3 พันล้านดอลลาร์ในกรอบเวลา 2 ปีข้างหน้า เพื่อลงทุนในโครงการที่สอดคล้องกับความร่วมมือของสหรัฐฯ

ค่าเงินยูโรร่วงหนัก เท่าดอลลาร์ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

"ไบเดน" เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย เจรจาคุมราคาน้ำมันโลก

 

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ