เรือขนส่งลำแรกออกจากยูเครน สัญญาณดีแก้วิกฤตอาหารโลก

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จนถึงตอนนี้สงครามในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป ยังไม่มีสัญญาณว่าจะจบลงเมื่อใด ล่าสุดรัสเซียกลับมาโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้หนักขึ้น โดยเฉพาะที่แคว้นมิโคลายิฟ ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านก่อนที่จะไปถึงเมืองโอเดสซา ซึ่งเป็นเมืองท่าเมืองสุดท้ายของยูเครนในทะเลดำ อย่างไรก็ดี เมื่อวานนี้มีสัญญาณที่ดีเกิดขึ้น เมื่อเรือขนส่งธัญพืชลำแรกสามารถเดินทางออกจากท่าเรือเมืองโอเดสซาได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครน

เมื่อวานนี้ (1ส.ค.)หลังจากที่เรือสัญชาติเซียร์ราลีโอนที่มีชื่อว่า ราโซนี (Razoni) ได้เดินทางออกจากท่าเรือเมืองโอเดสซาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการปิดล้อมทะเลดำ ก็ได้คลายความกังวลให้กับหลายฝ่าย

อับดุลลาฮ์ เจนดี วิศวกรประจำเรือราโซนี เขาบอกว่าดีใจมากที่เรือสามารถออกจากท่าเรือเมืองโอเดสซาได้ หลังจากต้องติดอยู่ที่นี่ด้วยความรู้สึกหวาดกลัวมาหลายเดือนแล้ว

ความสำเร็จในการเดินเรือครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย ยูเครน ตุรกี และสหประชาชาติ ที่ร่วมมือกันตรวจสอบเส้นทางการเดินเรือที่ศูนย์ประสานความร่วมมือเพื่อการเดินเรือในทะเลดำ ซึ่งตั้งอยู่ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี

หนึ่งในผู้มีส่วนร่วมให้การขนส่งธัญพืชกลับมาขับเคลื่อนได้อีกครั้งท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบที่ยังคงดำเนินต่อไป คืออันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ

ที่บอกว่าการเดินเรือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นความหวังในการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอาหารที่จะเกิดขึ้นในหลายประเทศ

หลังจากนั้นดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมย้ำว่า รัสเซียคาดหวังว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำกันไว้

ขณะที่โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนระบุว่า การเดินทางของเรือราโซนีออกจากท่าเรือโอเดสซานี้ ถือเป็นสัญญาณแรกเริ่มที่ดี แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร

สาเหตุที่ผู้นำยูเครนพูดว่ายังไม่ควรวางใจกับเรื่องการเดินเรือเป็นเพราะสงครามในยูเครนยังคงดำเนินอยู่และเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพื้นที่ทางใต้อย่างอย่างแคว้นมิโคลายิฟ ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านก่อนไปถึงเมืองท่าแห่งสุดท้ายของยูเครนในทะเลดำ อย่างโอเดสซา

เมื่อวานนี้หน่วยงานฉุกเฉินของแคว้นมิโคลายิฟรายงานว่า กองทัพรัสเซียได้ยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ในแคว้นมิโคลายิฟ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งในเขตซาวอดสกี (ซา-วอด-สกี) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองมิโคลายิฟ อย่างไรก็ดีไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

สาเหตุที่รัสเซียพยายามโจมตีแคว้นมิโคลายิฟอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา เพราะมิโคลายิฟเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ ตั้งอยู่ระหว่างแคว้นเคอร์ซอนที่รัสเซียยึดได้แล้ว และแคว้นโอเดสซาที่เป็นจุดหมายสุดท้ายของรัสเซียในการสร้างสะพานแผ่นดิน

สาเหตุที่รัสเซียต้องสร้าง Land bridge บนแผ่นดินของยูเครนเป็นเพราะเมืองเหล่านี้ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างทะเลอาซอฟและทะเลดำ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของรัสเซียในการขยายอำนาจและพิทักษ์ผลประโยชน์ทางทะเล

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันกองทัพเรือรัสเซีย ประธานาธิบดีปูตินได้ประกาศหลักนิยมกองทัพเรือฉบับใหม่ หรือ New Navy Doctrine ซึ่งเป็นเอกสารความยาว 55 หน้า ที่บรรจุแนวทางหรือยุทธศาสตร์ให้รัสเซียก้าวขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจทางทะเล

หนึ่งน่านน้ำสำคัญที่ถูกระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ คือ ทะเลดำ โดยรัสเซียระบุไว้ในข้อ 15 ของหลักนิยมฉบับล่าสุดว่า ทะเลดำคือ หนึ่งในพื้นที่ที่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติของรัสเซีย และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพประชากร ตลอดจนส่งผลต่อความมั่นคงของรัสเซีย ทั้งในระดับรัฐและในระดับภูมิภาค

เหตุใดทะเลดำจึงมีความสำคัญต่อรัสเซีย?

หากดูจากแผนที่จะเห็นได้ว่า ทะเลดำตั้งอยู่ตรงระหว่างกลางประเทศบัลแกเรีย โรมาเนีย ยูเครน รัสเซีย จอร์เจีย และตุรกี ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับทะเลสำคัญของโลก อย่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ในทางเศรษฐกิจ ที่นี่เป็นศูนย์กลางการท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก เพราะเป็นที่ตั้งของท่าเรือกว่า 30 แห่ง และเป็นท่าเรือน้ำอุ่นที่สามารถเดินเรือได้ตลอดทั้งปี

แต่การที่รัสเซียจะมีอำนาจในทะเลดำแห่งนี้ได้ โจทย์สำคัญคือ รัสเซียจำเป็นต้องมีพื้นที่ และท่าเรือติดกับทะเลดำมากกว่านี้ ตลอดจนต้องสามารถเดินเรือในทะเลดำได้อย่างเป็นอิสระก่อน

รัสเซียมีท่าเรือในประเทศที่ติดกับทะเลดำ มีชื่อว่า “นาวารัสซีกส์” ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศใกล้กับแหลมไครเมียของยูเครน

ที่นี่เป็นท่าเรือติดทะเลน้ำอุ่น แต่รัสเซียไม่สามารถเดินเรือจากท่านี้ได้ เนื่องจากในฤดูหนาวจะมีลมประจำถิ่นที่เรียกว่า “ลมโบรา” ซึ่งทำให้เกิดคลื่นอย่างรุนแรงในทะเลจนเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ

ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้รัสเซียตัดสินใจบุกยึดแหลมไครเมียของยูเครนในปี 2014 เนื่องจากต้องการครอบครองท่าเรือเซวัสโตปอล ซึ่งเดินเรือได้สะดวกกว่าท่าเรือ “นาวารัสซีกส์”

นอกจากท่าเรือเซวาสโตปอลแล้ว ยูเครนยังมีท่าเรือสำคัญบริเวณชายฝั่งทะเลดำอีก ประมาณ 9 แห่งที่รัสเซียต้องการ ตามที่แสดงในแผนที่นี้

ตอนนี้ท่าเรือของยูเครนประมาณ 4 แห่ง อยู่ในพื้นที่ที่รัสเซียครอบครอง อย่างเมืองมาริอูปอล เบอร์เดียนสก์ และเคอร์ซอน

ส่วนอีกท่าเรือ 5 แห่งที่ตั้งอยู่ที่แคว้นมิโคลายิฟและโอเดสซา ยังอยู่ในความครอบครองของยูเครนอยู่

ถ้ารัสเซียควบคุมพื้นที่และท่าเรือทั้งหมดที่ติดกับทะเลดำของยูเครนได้ ทั้งทางกฎหมายและทางปฏิบัติ รัสเซียจะเปลี่ยนวิถีการดำเนินนโยบายความมั่นคงตลอดไป

โดยรัสเซียจะหันมาใช้นโยบายความมั่นคงเชิงรุก หรือ Offensive measure กับสหรัฐฯ และนาโต แทนการใช้นโยบายความมั่นคงเชิงตั้งรับ หรือ Defensive measure แบบที่เคยทำมาตลอด

ปัจจุบันฐานทัพของสหรัฐฯ และนาโต ที่ส่งผลต่อแนวคิดความมั่นคงของรัสเซียในบริเวณนี้คือ ฐานทัพคอนสตันซา ที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งของประเทศโรมาเนีย

ที่นี่ สหรัฐฯ และนาโต ได้ติดตั้งอุปกรณ์ต่อต้านขีปนาวุธและขีปนาวุธต่อต้านทางอากาศขนาดใหญ่ไว้ ทำให้รัสเซียเกิดความกังวลและต้องรีบสร้างหลักประกันความมั่นคงในพื้นที่ก่อนที่สหรัฐฯ จะขยายอำนาจไปทั่วภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ทางฝั่งโรมาเนียก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับการพยายามขยายอำนาจของรัสเซีย

โดยล่าสุดมีรายงานว่าเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โรมาเนียได้จับมือกับทหารสหรัฐฯ เปิดการปฏิบัติการซ้อมรบร่วมกัน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองกำลังของสหรัฐฯ ที่ไปประจำการยังพื้นที่ด้านตะวันออกของนาโต หรือ Eastern Flank ได้เปิดปฏิบัติการซ้อมรบร่วมกับกองทัพโรมาเนียที่ฐานทัพอากาศใกล้ชายฝั่งทะเลดำ โดยมีการใช้เฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินในการซ้อมด้วย

ด้านพลตรีโจเซฟ แม็กจี ผู้บัญชาการกองบินที่ 101 ของสหรัฐฯ กล่าวว่า การซ้อมรบและการเพิ่มกำลังพลในปีกด้านตะวันออกของนาโตแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ไม่เคยทอดทิ้งพันธมิตร

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการกองบินที่ 101 ของสหรัฐฯยังกล่าวเพิ่มเติมว่า โรมาเนียคือปลายทางของกองบินที่ 101 เพราะโรมาเนียนั้นอยู่ไม่ไกลจากแนวหน้าของการสู้รบในแคว้นเคอร์ซอน ที่ห่างออกไปเพียง 318 กิโลเมตรเท่านั้น

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ