ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุฝนตกฟ้าคะนองแทบจะทุกวันจนเกิดปัญหาน้ำท่วมขังหรือน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ที่อีกหลายซีกมุมของโลก กลับกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงในระดับที่แทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อน
โดยปกติ ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. เป็นฤดูร้อนของหลายประเทศในแถบซีกโลกเหนือ แต่ฤดูร้อนในปีนี้ดูจะร้อนรุนแรงและยาวนานผิดปกติ เพราะทำให้หลายเมืองมีอุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียส แม่น้ำหลายสายแห้งขอด เหลือระดับความสูงไม่ถึงครึ่งหรือกระทั่งไม่ถึงเสี้ยวของระดับปกติ
ไม่ใช่แค่โลกร้อน มนุษย์กำลังทำให้สภาพภูมิอากาศโลก “โกลาหล”
พื้นที่ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนและภัยแล้งนี้ หลัก ๆ คือสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ซึ่งปรากฏชัดผ่านภาพที่แม่น้ำแยงซี แม่น้ำไรน์ แม่น้ำดานูบ และแม่น้ำโคโลราโด ต่างแห้งเหือดลงไป
ภัยแล้งที่เกิดขึ้น ทำให้การขนส่งสินค้าบางส่วนมีปัญหาเพราะแม่น้ำแห้งขอด ระบบชลประทานในหลายพื้นที่ประสบปัญหากับการจัดสรรน้ำกินน้ำใช้ให้ประชาชน กำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่งลดลง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจขาดน้ำในการควบคุมอุณหภูมิของเครื่องปฏิกรณ์
ในขณะเดียวกัน อุณหภูมิที่ร้อนแผดเผาก็ทำให้การใช้พลังงานของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานด้วย
สหรัฐฯ
เกิดภัยแล้งในหลายรัฐทางฝั่งตะวันตกของประเทศ เช่น แคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ผู้ดำเนินการโครงข่ายไฟฟ้าของแคลิฟอร์เนียเรียกร้องให้ประชาชน 40 ล้านคนลดการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและภาคธุรกิจ
เพื่อป้องกันไฟฟ้าดับ California Independent System Operator (ISO) ได้ขอให้ประชาชนและภาคธุรกิจปิดไฟและเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น และตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส รวมถึงลดการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าตั้งแต่เวลา 16.00-21.00 น.
รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเตือนว่า จำเป็นต้องมีการลดการใช้น้ำอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาระดับน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำหลายแห่ง โดยแหล่งกักเก็บน้ำ 2 แห่งในแม่น้ำโคโลราโด คือทะเลสาบมี้ดและทะเลสาบพาวเวลล์ มีระดับน้ำลดลงเหลือเพียง 1 ใน 4 ของความจุ
หากระดับน้ำลดลงต่ำเกินไป จะกระทบกับการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งจะส่งผลต่อประชาชนหลายล้านคนในฝั่งตะวันตก ทำให้รัฐบาลกลางต้องดำเนินการลดปริมาณการใช้น้ำ ซึ่งรวมถึงการบังคับให้เกษตรกรต้องทำลายพืชผลทางการเกษตรของตัวเอง เพื่อลดการใช้น้ำ
จีน
จีนเผชิญกับคลื่นความร้อนที่กินเวลาต่อเนื่องมายาวนานกว่า 2 เดือนแล้ว นับเป็นคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 6 ทศวรรษ และทำให้แห่งน้ำหลายแห่งลดระดับหรือแห้งขอด รวมถึงแม่น้ำแยงซี แม่น้ำสายหลักของจีน และแม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชีย
อุณหภูมิที่พุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียสในหลายเมือง ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร พืชผลการเกษตรไม่สามารถเติบโตได้ ภาคอุตสาหกรรมและเอกชนในบางพื้นที่ที่พึ่งพาพลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำก็ถูกสั่งควบคุมการดำเนินงานหรือสั่งปิดชั่วคราว เพื่อลดการใช้พลังงานและทำให้แน่ใจว่ามีไฟฟ้าเพียงสำหรับภาคครัวเรือน
หลายพื้นที่ในจีน เช่น มณฑลหูเป่ย์ พยายามที่จะแก้ปัญหาด้วยการทำฝนเทียม โดยส่งเครื่องบินไปยิงสารเคมีกระตุ้นการเกิดฝน อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่มีเมฆปกคลุมบางเกินไป ทำให้ยังไม่สามารถสร้างฝนเทียมได้
ขณะที่มณฑลเสฉวน ศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์และแผงโซลาร์เซลล์ ตัดสินใจสั่งควบคุมการจ่ายพลังงานให้กับครัวเรือน สำนักงาน และห้างสรรพสินค้า และได้สั่งการให้อุตสาหกรรมผลิตโลหะและปุ๋ยที่ใช้พลังงานมาก ให้ลดการดำเนินงานชั่วคราว รวมถึงขอความร่วมมือหน่วยงานรัฐให้ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส และให้ใช้บันไดแทนลิฟต์
ขณะที่เมืองฉงชิ่งที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งตั้งอยู่ที่จุดบรรจบกันของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเจียหลิง ก้ได้สั่งให้โรงงานต่าง ๆ ระงับการดำเนินงานชั่วคราวเช่นกัน เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า
ยุโรป
ส่วนทางฝั่งยุโรปก็เจอผลกระทบกันถ้วนหน้า ทั้งสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ฯลฯ
ที่สหราชอาณาจักรเจอกับอุณหภูมิที่สูงถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สหราชอาณาจักรร้อนขนาดนี้ ทางการต้องประกาศให้ 10 จาก 14 มณฑลเป็นพื้นที่ฉุกเฉินด้านคลื่นความร้อน ซึ่งความร้อนจัดระดับนี้ส่งผลต่อภาคการเกษตรอย่างมาก รวมถึงต้องมีการขอความร่วมมือจากประชาชนลดการใช้น้ำด้วย
ฝั่งอิตาลีได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงเช่นกัน มีการประกาศภาวะฉุกเฉินพื้นที่รอบแม่น้ำโป ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุด และมีความสำคัญต่อภาคการเกษตร เพราะผลผลิตทางการเกษตรของอิตาลีถึง 1 ใน 3 ต้องพึ่งพาแม่น้ำโป โดยนี่นับเป็นภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปีของอิตาลี
ส่วนฝรั่งเศสนั้น แม่น้ำลัวร์ก็ลดระดับลงมากเช่นกัน จนผู้คนสามารถเดินข้ามจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งได้ แม่จะไม่ได้กระทบภาคการเกษตรหรือการอุปโภคบริโภคเท่าไรนัก แต่อาจเกิดปัญหากับระบบทำความเย็นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งต้องใช้น้ำจากแม่น้ำการอน แม่น้ำโรน และแม่น้ำลัวร์
ขณะที่แม่น้ำไรน์ของเยอรมนีได้ลดลงต่ำกว่าระดับวิกฤต ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรของเรือ แม่น้ำเป็นช่องทางสำคัญสำหรับสารเคมี เมล็ดพืช ตลอดจนสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงถ่านหิน ซึ่งเป็นที่ต้องการที่สูงขึ้น เนื่องจากประเทศต่างเร่งรีบในการเติมก๊าซธรรมชาติในโรงเก็บสินค้าก่อนฤดูหนาว การหารูปแบบอื่นของการขนส่งเป็นเรื่องยากเนื่องจากการขาดแคลนแรงงาน
แอนเดรีย โทเรติ จากศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรป ประเมินว่า สถานการณ์ภัยแล้งของยุโรปครั้งนี้ อาจรุนแรงที่สุดในรอบ 500 ปี “ไม่มีเหตุการณ์อื่นใดในช่วง 500 ปีที่ผ่านมาที่คล้ายกับภัยแล้งปี 2018 แต่ปีนี้ ผมคิดว่ามันแย่กว่านั้นอีก”
วิกฤตที่โลกจะเผชิญถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น
ศูนย์เพื่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศและพลังงาน (C2ES) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเพิ่มโอกาสที่ภัยแล้งจะเลวร้ายลงในหลายพื้นที่ของโลก บางภูมิภาคคาดว่าจะเกิดภัยแล้งบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น
การที่อุณหภูมิอุ่นขึ้นจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น เท่ากับเพิ่มการระเหยของน้ำบนผิวดินและในดิน ทำให้ดินแห้งแตกได้ง่าย ซึ่งช่วงที่มีฝนน้อย เช่นช่วงฤดูร้อนจะทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงได้ง่าย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังมีผลต่อปริมาณฝนในหลายพื้นที่ โดยในขณะที่บางพื้นที่เจอฝนมากขึ้นจนน้ำท่วมน้ำหลาก บางพื้นที่กลับจะมีฝนตกน้อยลงอย่างมาก
ปีเตอร์ ฮอฟฟ์มันน์ นักอุตุนิยมวิทยาจากสถาบันพอตสดัมเพื่อการวิจัยผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันเกิดจากอากาศที่แห้งเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบสภาพอากาศโลก
“เราจะรู้สึกถึงปัญหานี้มากที่สุดในช่วงฤดูร้อน แต่จริง ๆ แล้ว ระดับความแห้งแล้งมันเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี” เขากล่าว
ขณะที่มหาวิทยาลัยเยลของสหรัฐฯ ก็ให้ข้อมูลว่า สภาพภูมิอากาศโลกที่อุ่นขึ้นสามารถเปลี่ยนเส้นทางของ “พายุ” ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังปริมาณน้ำฝนในพื้นที่หนึ่ง ๆ
โดยปกติ ระบบความกดอากาศต่ำที่เรียกว่า พายุหมุนนอกเขตร้อน (Extratropical Cyclone) จะก่อตัวขึ้นระหว่างละติจูด 30 ถึง 60 องศาเหนือและใต้ของเส้นศูนย์สูตร แต่เมื่อสภาพอากาศร้อนขึ้นทั่วโลก พายุจะเคลื่อนเข้าหาขั้วโลกมากขึ้น
สิ่งนี้หมายความว่า พายุทั้งหลายที่ปกติจะให้ปริมาณฝนรายปีแก่รัฐต่าง ๆ ในภาคตะวันตกของสหรัฐฯ มากถึง 50% อาจไม่เคลื่อนผ่านภูมิภาคเดิมที่เคยผ่าน ทำให้ปริมาณน้ำฝนลดลง
สิ่งที่น่ากลัวของภัยแล้งคือ ในบางพื้นที่ ความแห้งแล้งอาจกลายเป็นวงจรอุบาทว์ คือเมื่อดินแห้งมากและมีพืชโตได้น้อย ก็จะทำให้ไม่มีอะไรมาคอยดูดซับรังสีและความร้อนจากดวงอาทิตย์ กระตุ้นให้เกิดระบบความกดอากาศสูงที่จะทำให้มีฝนน้อยอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ที่แห้งแล้งอยู่แล้วแห้งแล้งยิ่งขึ้นไปอีก
บ็อบ วอร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและการสื่อสารของสถาบันวิจัยแกรนแธมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของ London School of Economics กล่าวว่า “เราไม่ควรแปลกใจกับเหตุการณ์คลื่นความร้อน ... นั่นคือสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้และเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้ม: บ่อยขึ้น รุนแรงขึ้นทั่วโลก”
“มีสัญญาณว่าอาการร้อนจัดเหล่านี้ไม่ใช่แค่รุนแรงขึ้นเล็กน้อยและบ่อยขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปเท่านั้น มันกำลังเกิดขึ้นในลักษณะที่ไม่ค่อยเป็นค่อยไป และนั่นจะทำให้ยากต่อการปรับตัว” วอร์ดกล่าว
ตามรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเดือน ส.ค. 2021 นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ภัยแล้งที่รุนแรงซึ่งเคยเกิดขึ้นทุก ๆ 10 ปี ในปัจจุบันมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากกว่าช่วงปี 1850-1900 ถึง 1.7 เท่า
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่สัญญาณบ่งชี้ว่าโลกกำลังผิดปกติ แต่มันคือผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทุกคนได้ทำกันไว้ เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดซึ่งจะไม่จบอยู่แค่นี้อย่างแน่นอน และมนุษยชาติต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับมือมันให้ดี
เรียบเรียงจาก C2ES / CNN / NPR / The Guardian / Yale
ภาพจาก AFP