ภายใน 80 ปี ตะวันออกกลางจะร้อนจนอาศัยอยู่ไม่ได้


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ภายในสิ้นศตวรรษนี้ หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ลดลง ภูมิภาคตะวันออกกลางอาจกลายเป็นพื้นที่ที่คนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

หนึ่งในข้อกังวลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนและวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ ถ้าอุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลง จะส่งผลต่อความสามารถในการอาศัยอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ๆ (Habitability) หรือไม่ ซึ่งหากไม่ ก็เท่ากับว่าจะเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชาชนในพื้นที่นั้น

ช่วงนี้ หลายพื้นที่ในแถบซีกโลกเหนือ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ จีน และประเทศในยุโรป ต่างเผชิญกับคลื่นความร้อนและอุณหภูมิที่สูงจัด เกิดภัยแล้งรุนแรงที่ทำให้แม่น้ำสายหลักแห้งขอด บางพื้นที่ถึงกับเจออุณหภูมิ 43 องศาเซลเซียสอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“สหรัฐ-ยุโรป-จีน” แล้งจัด ประเมินอนาคตจะเกิดถี่และรุนแรงขึ้นอีก

พายุถล่มหลายประเทศยุโรป เสียชีวิตอย่างน้อย 13 คน

"จีน" เผชิญน้ำท่วมฉับพลัน พบมีผู้เสียชีวิตกะทันหัน

ขณะเดียวกัน ที่เมืองอาบาดันของอิหร่าน สร้างสถิติอุณหภูมิความร้อนแห้งที่ร้อนแรงที่สุดในปีนี้ โดยพุ่งแตะ 53 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา

ปรากฏการณ์ความร้อนที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า มนุษย์จะยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ได้หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม หากเทียบระหว่างเมืองในยุโรปที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส กับเมืองในตะวันออกกลางที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า พื้นที่ตะวันออกกลางจะเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ไม่สามารถทนอาศัยอยู่ได้แม้หากมีอุณหภูมิที่เท่ากัน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอุณหภูมิเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวชี้วัดว่า เมืองนั้น ๆ สามารถอาศัยอยู่ได้หรือไม่ เพราะต้องพิจารณา “ความชื้น” ด้วย

ระดับความชื้นที่สูงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้สถานที่นี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์หากอุณหภูมิสูงมากเกินไป เพราะอากาศที่ชื้นจะทำให้ร่างกายของเราระบายความร้อนออกมาได้ยากขึ้น

ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเรารู้สึกร้อน ร่างกายจะพยายามถ่ายเทความร้อนออกไปผ่านกระบวนการ “เหงื่อออก” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ดีกว่าหากเราอยู่พื้นที่ที่แห้ง การอยู่ในพื้นที่ที่มีความชื้นหรือ “เปียก” กว่าร่างกายของเรา จะทำให้เหงื่อออกได้ยากขึ้น การลดอุณหภูมิในร่างกายก็จะทำได้ยาก

ภาวะที่เราไม่มีเหงื่อหรือเหงื่อออกไม่ได้นี้ จะส่งผลให้อุณหภูมิของร่างกายสูงเกินไป จนอาจส่งผลให้เกิดสภาวะที่เป็นอันตราย เช่น ตะคริว เพลียแดด หรือลมแดด เป็นต้น

ทาปิโอ ชไนเดอร์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและวิศวกรรมที่สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ตะวันออกกลางเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงเป็นพิเศษต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์ หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น

“ภูมิภาคนี้ร้อนและชื้น ดังนั้น ภาวะโลกร้อนสามารถผลักดันให้ตะวันออกกลางกลายเป็นเขตที่มนุษย์ไม่สามารถอยู่อาศัยได้” เขากล่าว

ชไนเดอร์บอกว่า การวัดความร้อนรวมกับความชื้น เรียกว่า “อุณหภูมิกระเปาะเปียก (Wet-bulb Temperature)” โดยการห่อผ้าเปียกรอบเทอร์โมมิเตอร์และวัดอุณหภูมิเมื่อน้ำระเหย

ระดับของอุณหภูมิกระเปาะเปียกที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์คือ 35 องศาเซลเซียส หากเกินกว่านั้น จะเสี่ยงเกิดภาวะเหงื่อไม่ออก

ชไนเดอร์กล่าวว่า “มันเป็นเกณฑ์การรอดชีวิตที่ไม่คำนึงถึงอายุและสมรรถภาพร่างกาย มนุษย์ไม่สามารถอยู่รอดได้ในสภาวะเหล่านั้น พวกเขาจะตายภายในไม่กี่ชั่วโมงโดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรเป็นพิเศษเลย”

ตัวอย่างชัด ๆ คือ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. สหราชอาณาจักรประสบกับวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีอุณหภูมิสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 40.3 องศาเซลเซียส ในภาคตะวันออกของเกาะอังกฤษ

ในวันเดียวกันนั้น อุณหภูมิเฉลี่ยในลอนดอนของสหราชอาณาจักร และดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ที่ 34 องศาเซลเซียสเท่ากัน แต่อุณหภูมิกระเปาะเปียกในลอนดอนอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส ในขณะที่ดูไบมีอุณหภูมิกระเปาะเปียกอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส เท่ากับว่าที่อุณหภูมิเท่ากัน เมืองในตะวันออกกลางมีโอกาสจะทำให้เราระบายความร้อนร่างกายออกได้น้อยกว่า

ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นหนึ่งในพื้นที่ไม่กี่แห่งในโลกที่เคยบันทึกอุณหภูมิกระเปาะเปียกเกินเกณฑ์การอยู่รอดของมนุษย์ 35 องศาเซลเซียส และตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา มีการบันทึกเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ถึง 9 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม การที่อุณหภูมิกระเปาะเปียกอยู่ต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียสเพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอันตราย

ชไนเดอร์บอกว่า ก็ไม่เหมาะเช่นกัน “ความร้อนอุณหภูมิกระเปาะเปียกที่ต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียสนั้น เป็นระดับที่มนุษย์สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัย อายุ ความพร้อมและสภาวะของร่างกาย”

การวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเพอร์ดู พบว่า มนุษย์ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีมีความสามารถในการใช้แรงงานกลางแจ้งได้ถึงแค่อุณหภูมิกระเปาะเปียก 31 องศาเซลเซียสเท่านั้น หากอุณหภูมิกระเปาะเปียกขึ้นไปที่ 32 องศาเซลเซียส จะเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะทำงานกลางแจ้ง

แบบจำลองของ MIT พบว่า หากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันยังคงที่ในอ่าวเปอร์เซีย อุณหภูมิกระเปาะเปียกสูงสุดในเมืองต่าง ๆ เช่น อาบูดาบี ดูไบ และโดฮา จะเกินเกณฑ์ความอยู่รอดของมนุษย์ 35 องศาเซลเซียส และในช่วงปลายทศวรรษ หรือภายใน 80 ปีคข้างหน้า จะเกิดภาวะแบบนี้ปีละหลายครั้ง ทำให้ยากต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์

 

เรียบเรียงจาก CNN

ภาพจาก AFP

PR-โปรแกรมผลบอล_B PR-โปรแกรมผลบอล_B
TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

กรุณาเล่า

กรุณาเล่า

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ