นักการเมืองสหรัฐฯชุดที่ 3 เยือนไต้หวัน ไม่สนเสียงขู่


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ความสัมพันธ์จีน สหรัฐฯ และไต้หวัน ตึงเครียดต่อเนื่องนับตั้งแต่การเยือนไต้หวันของแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่ทำให้จีนตอบโต้ด้วยการซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน โดยอ้างว่าท่าทีของสหรัฐฯ ไม่ต่างอะไรจากการละเมิดหลักการจีนเดียว แต่ล่าสุด ยังมีนักการเมืองสหรัฐฯ อีกชุด กำลังเยือนไต้หวันในวันนี้ รวมถึงเข้าพบประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน เพื่อแสดงให้เห็นความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน โดยไม่สนท่าทีคุกคามจากจีน

นักการเมืองสหรัฐฯ ชุดล่าสุดที่กำลังเดินทางเยือนไต้หวันอยู่ขณะนี้ก็คือคณะของเอริค โฮลโคมบ์ ผู้ว่าการรัฐอินเดียนา ซึ่งเดินทางถึงกรุงไทเปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โฮลโคมบ์ระบุว่านี่เป็นการเยือนเพื่อ “การพัฒนาทางเศรษฐกิจ" นอกจากเยือนไต้หวันแล้วก็จะไปเกาหลีใต้ด้วย

โดยการเยือนครั้งนี้มีขึ้นหลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เพิ่งลงนามประกาศใช้กฎหมายชิปส์ เพิ่มการสนับสนุนการผลิตชิปส์หรือเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ 

"จีน" ขวางสหรัฐฯ เจรจาการค้า "ไต้หวัน"

ผู้ว่าการรัฐอินเดียนาของสหรัฐฯ เยือนไต้หวัน มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ

และเพิ่งมีการประกาศออกมาว่าบริษัทมีเดียเทก (MediaTek) ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันเตรียมเปิดศูนย์ออกแบบในรัฐอินเดียนา

โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (22 ส.ค.) ผู้ว่าการรัฐอินเดียนาได้เข้าพบกับประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ผู้นำไต้หวัน และย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกันในหมู่พันธมิตรที่ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตยในห้วงเวลานี้ที่ไต้หวันกำลังเผชิญภัยคุกคามทางการทหารจากจีน

ขณะเดียวกัน ก็ย้ำว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็ถือเป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติและภูมิภาคด้วย

ส่วนโฮลโคมบ์ ผู้ว่าการรัฐอินเดียนาก็ระบุว่า สหรัฐฯ และไต้หวันยึดถือในคุณค่าและเป้าหมายร่วมกันหลายประการ ยังมีโอกาสในการขยายความร่วมมือระหว่างกันอีกมากมายในอนาคต เพื่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน

นอกจากเข้าพบประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน แล้วคาดว่าเอริค โฮลโคมบ์จะเข้าพบผู้แทนจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันด้วย ก่อนที่จะเดินทางไปยังเกาหลีใต้ต่อในวันพุธ โดยทั้งไต้หวันและเกาหลีใต้ล้วนเป็นแหล่งผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญของโลก

โฮลโคมบ์ถือเป็นผู้ว่าการรัฐของสหรัฐฯ คนแรกที่เยือนไต้หวันนับตั้งแต่ปี 2019 ส่วนคณะของเขายังถือว่าเป็นนักการเมืองสหรัฐฯ ชุดที่ 3 แล้วที่เดินทางเยือนไต้หวันต่อจากแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่เยือนไต้หวันเมื่อต้นเดือนสิงหาคม และถือเป็นประธานสภาสหรัฐฯ คนแรกในรอบ 25 ปีที่เยือนเกาะแห่งนี้

การเยือนของเพโลซีสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับจีน จนประกาศซ้อมรบครั้งใหญ่ด้วยกระสุนจริง 6 จุดรอบเกาะไต้หวัน และระงับการเจรจาทางการทูตที่สำคัญหลายอย่างกับสหรัฐฯ ด้วย และถึงแม้จีนจะประกาศเสร็จสิ้นภารกิจซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันไปแล้วหลังผ่านไปเกือบ 1 สัปดาห์ แต่ฝ่ายไต้หวันก็ยังรายงานว่าตรวจพบเครื่องบินจีนบินข้ามเส้นแบ่งช่องแคบไต้หวัน หรือ Median Line อยู่หลายครั้ง

ปกติเส้นดังกล่าวเปรียบเหมือนกับแนวแบ่งเขตควบคุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างจีนและไต้หวัน ก่อนเพโลซีจะเยือนไต้หวันกองทัพจีนมักไม่ข้ามเส้นนี้มา แต่กลายเป็นว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปนับตั้งแต่จีนประกาศซ้อมรบใหญ่ตอบโต้การเยือนของเพโลซี

ส่วนนักการเมืองสหรัฐฯ ชุดที่ 2 ที่เดินทางเยือนไต้หวันต่อจากเพโลซี ก็คือ เอ็ด มาร์กี้ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ อีก 4 คนจากทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน ซึ่งเยือนไต้หวันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อหารือในประเด็นความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไต้หวัน ความมั่นคงในภูมิภาค การค้าและการลงทุน ไปจนถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมระหว่างสองฝ่าย และเข้าพบประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ด้วยเช่นกัน

โดยในการเยือนของผู้แทนสหรัฐฯ ชุดที่ 2 จีนก็ออกมาตอบโต้ด้วยการประกาศซ้อมรบเพิ่มใกล้ไต้หวันอีกเช่นกัน โดยไม่เผยรายละเอียดว่าเป็นบริเวณไหน

ในครั้งนั้นกองบัญชาการยุทธบริเวณภาคตะวันออกของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนให้เหตุผลว่า เป็นการป้องปรามที่เข้มงวดต่อการที่สหรัฐฯ และไต้หวันยังเดินหน้าใช้เล่ห์กลทางการเมือง รวมถึงบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพช่องแคบไต้หวัน

แต่ล่าสุดยังไม่มีความเห็นจากทางการจีนต่อการเยือนไต้หวันของผู้ว่าการรัฐอินเดียนา

ทั้งนี้ จีนมองว่าการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างนักการเมืองสหรัฐฯ และรัฐบาลไต้หวัน เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้ไต้หวันเป็นเอกราชจากจีน เนื่องจากจีนยังมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของตัวเองที่รอวันกลับมารวมชาติกันอีกครั้ง แม้ในความเป็นจริงแล้วไต้หวันจะมีองค์ประกอบครบไม่ต่างจากการเป็นประเทศหนึ่งก็ตาม

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนมักชี้ว่า การเยือนไต้หวันของผู้แทนสหรัฐฯ เป็นการละเมิดหลักการจีนเดียว และทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจีน -สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันมาเสมอว่า สหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายจีนเดียวที่รับรองว่ามีรัฐบาลจีนเพียงรัฐบาลเดียว โดยสหรัฐฯ ยอมรับและมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่

แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังคงความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับไต้หวันภายใต้กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน หรือ Taiwan Relations Act ซึ่งทำให้หรัฐฯ ยังสามารถสานสัมพันธ์ไม่เป็นทางการกับไต้หวันได้ผ่านสำนักงานการค้าหรือสถาบันวัฒนธรรม และยังกำหนดให้สหรัฐต้องให้การช่วยเหลือไต้หวันในการป้องกันตัวเอง ทำให้สหรัฐฯ ยังขายอาวุธให้ไต้หวันได้ และสามารถคงสถานะพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของไต้หวันด้วย

รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันมาตลอดว่า การเยือนไต้หวันของบรรดาผู้แทนจากสหรัฐฯ ก็อยู่ภายใต้กฎหมายที่เหล่านี้ มูลนิธิสำรวจความคิดเห็นสาธารณชนไต้หวัน หรือ Taiwanese Public Opinion Foundation สำรวจความคิดเห็นประชาชนในไต้หวัน 1,035 คน ระหว่างวันที่ 8-9 สิงหาคม ซึ่งเดิมเป็นช่วงที่จีนต้องยุติการซ้อมรบใหญ่รอบเกาะที่มีเป้าหมายตอบโต้การเยือนของเพโลซีแล้ว แต่จีนกลับเดินหน้าซ้อมรบต่อลากยาวกว่ากำหนดเดิมหลายวัน

โดยร้อยละ 50 ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าสนับสนุนเอกราชไต้หวัน ส่วนร้อยละ 11.8 หนุนการรวมชาติกับจีน และร้อยละ 25.7 สนับสนุนการรักษาสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เรียกได้ว่าการเป็นเอกราชเป็นตัวเลือกที่ชาวไต้หวันเลือกมากที่สุดหลังถูกจีนคุกคามทางการทหาร

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่จีนซ้อมรบใหญ่ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 78.3 บอกว่าไม่กังวล ส่วนที่รู้สึกกังวลมีเพียงร้อยละ 17.2 เท่านั้น

และเมื่อถูกถามว่าคิดว่าสงครามกับจีนจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้หรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 39 เชื่อว่าอาจมีแนวโน้มเกิดขึ้น แต่อีกร้อยละ 52.7 หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดสงครามขึ้น

ความตึงเครียดในภูมิภาคยังสร้างความกังวลให้ญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้เคียงด้วย โดยในช่วงที่จีนซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันเมื่อช่วงต้นเดือน มีขีปนาวุธของจีนข้ามมาตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่นด้วย จนทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นแถลงประท้วง

ล่าสุด มีรายงานจากสื่อญี่ปุ่นว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาติดตั้งขีปนาวุธพิสัยไกล 1,000 ลูก เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรับมือจีน

หนังสือพิมพ์โยมิอุริของญี่ปุ่นรายงานเมื่อวานนี้โดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากรัฐบาลว่า ญี่ปุ่นจะดัดแปลงขีปนาวุธที่มีอยู่ด้วยการขยายพิสัยยิงให้ไกลขึ้นจาก 100 กิโลเมตร เป็น 1,000 กิโลเมตร

ขีปนาวุธดังกล่าวสามารถปล่อยจากเรือหรือเครื่องบิน โดยจะถูกนำไปประจำการอยู่ที่หมู่เกาะนันเซทางตอนใต้ของญี่ปุ่นเป็นหลัก และสามารถปล่อยขีปนาวุธได้ไกลถึงพื้นที่ชายฝั่งเกาหลีเหนือและจีน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นยังไม่ออกมาให้ความเห็นต่อรายงานนี้

 ญี่ปุ่นถูกจำกัดบทบาททางการทหารภายใต้รัฐธรรมนูญยุคหลังสงครามโลกที่อนุญาตให้ใช้กำลังทหารเพียงเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มงบประมาณด้านการทหารและดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกมากขึ้น

ที่ผ่านมาญี่ปุ่นยังหลีกเลี่ยงที่จะนำขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าประจำการ  รวมทั้งยังจำกัดการครอบครองยุทโธปกรณ์ที่มีศักยภาพโจมตีเป้าหมายในแผ่นดินของประเทศอื่น

แต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ไปจนถึงท่าทีแข็งกร้าวของเกาหลีเหนือที่ทดสอบขีปนาวุธหลายครั้งในปีนี้

บวกกับจุดยืนของนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ที่ต้องการผลักดันความฝันในการแก้รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ  ก็ทำให้น่าจับตาว่าญี่ปุ่นจะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันตัวเองหรือไม่อย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่ออกมายืนยันรายงานเรื่องเสริมศัยภาพขีปนาวุธ แต่หนังสือพิมพ์โกลบอลไทม์ส กระบอกเสียงของรัฐบาลจีนได้เผยแพร่บทความอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของจีนที่ระบุว่า ความพยายามเชื่อมโยงสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันกับความต้องการเสริมศักยภาพขีปนาวุธของญี่ปุ่นเป็นเรื่องไร้สาระ โดยชี้ว่านี่เป็นข้ออ้างที่ญี่ปุ่นใช้เพื่อเพิ่มอำนาจทางการทหารและละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับสันติของตนเอง

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ