สำนักข่าวรอยเตอร์สได้เผยแพร่ภาพถ่ายจากดาวเทียมของพื้นที่บริเวณรอบ ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งถูกบันทึกไว้โดยดาวเทียมในโครงการโคเปอร์นิคัส เซ็นติเนล-ทู (The Copernicus Sentinel-2) ของสหภาพยุโรป
โดยภาพถ่ายที่ถูกเผยแพร่ออกมา เผยให้เห็นกลุ่มควันสีขาวจากการต่อสู้ในพื้นที่รอบ ๆ โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย ซึ่งเป็นหลักฐานว่าทั้งรัสเซีย-ยูเครน ยังคงต่อสู้กันในพื้นที่รอบ ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้
ขณะที่เมื่อคืนนี้ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนได้ออกมาพูดถึงเหตุการณ์ในพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียว่า โลกรอดพ้นจากนิวเคลียร์มาได้อย่างหวุดหวิด แต่ต้องแลกมากับการปิดระบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขณะที่รัสเซียโจมตีพื้นที่รอบ ๆ โรงงาน
อย่างไรก็ดี ผู้นำยูเครนเตือนว่า แม้โลกจะรอดพ้นจากหายนะนิวเคลียร์ แต่การปิดระบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในครั้งนี้ได้สร้างความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ให้กับโลก เนื่องจากถ้าระบบที่ควบคุมไม่สามารถกลับมาทำงานได้แบบสมบูรณ์อีกครั้ง อาจทำให้เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีได้
ด้านเฮอร์มาน กาลุชเชนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเครนได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวานนี้ว่า เจ้าหน้าที่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือ IAEA ควรเข้าไปตรวจสอบโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์โดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ คารีน ฌอง-ปิแอร์ โฆษกประจำทำเนียบขาวแถลงข่าวขอให้ทางการรัสเซียถอนกองกำลังออกจากพื้นที่รอบ ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียและส่งมอบโรงไฟฟ้าคืนให้แก่ทางการยูเครน เพื่อให้สามารถเข้าไปตรวจสอบโรงไฟฟ้าได้
ขณะเดียวกัน ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการของ IAEA ก็ได้เดินไปยังกรุงปารีสของฝรั่งเศสเพื่อหารือประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียร่วมกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอ็ล มาครงของฝรั่งเศส
หลังจากนั้น ผู้อำนวยการของ IAEA ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวช่อง France24 เกี่ยวกับประเด็นเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียว่า ทางเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญของ IAEA ต้องเดินทางไปยังโรงไฟฟ้าโดยเร็วที่สุด
นอกจากการต่อสู้อย่างดุเดือดบริเวณรอบ ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียแล้ว สถานการณ์การต่อสู้ในพื้นที่อื่น ๆ ของยูเครนก็ยังคงรุนแรงเช่นกัน
เนื่องจากรัสเซียได้โจมตียูเครนหนักขึ้น ในขณะที่ยูเครนเฉลิมฉลองเอกราชปีที่ 31 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งพื้นที่ที่โดนโจมตีนั้นเป็นพื้นที่พลเรือน เช่น สถานีรถไฟที่เมืองชาปลีน(ชา-ปลีน)
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ประธานาธิบดียูเครนได้พูดกลางที่ประชุมของ UNSC ว่า รัสเซียใช้ขีปนาวุธโจมตีขบวนรถไฟ และเขตที่พักอาศัยของประชาชนที่เมืองชาปลีนในแคว้นดนีโปรเปรตรอฟสก์ ทางภาคใต้ของยูเครน
ผลจากการโจมตีคือ ขบวนรถไฟเกิดเพลิงลุกไหม้ อาคารบ้านเรือนประชาชนเสียหาย และมีผู้เสียชีวิตถึง 25 คน ซึ่งในจำนวนมีเด็กรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ดี เมื่อวานนี้ ( 25 ส.ค.)อิกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า การโจมตีขบวนรถไฟดังกล่าวเป็นการโจมตีขบวนรถไฟทางการทหารของยูเครน ที่ถูกใช้เพื่อส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ไปยังสมรภูมิดอนบาส ไม่ใช่การโจมตีพลเรือน
จะเห็นได้ว่าสงครามในยูเครนยังดำเนินไปอย่างรุนแรง รัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ทางฝั่งยูเครนก็พยายามโต้กลับรัสเซียในหลายพื้นที่
ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ได้ประเมินในที่ประชุมเมื่อวานนี้ว่า สงครามอาจยังไม่จบในเร็ววันนี้แน่นอน
และเมื่อสงครามยืดเยื้อ การเสริมกำลังพลจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้คู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายสามารถยืนหยัดทำสงครามต่อได้ นี่ทำให้ทางฝั่งรัสเซียมีการประกาศเพิ่มจำนวนทหารของกองทัพเพื่อเตรียมพร้อมทำสงคราม
ลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ลงนามกฤษฎีกาหมายเลข 575 ที่เปิดทางให้กองทัพของรัสเซียสามารถขยายอัตรากำลังพลของกองทัพเพิ่มจาก 1.9 ล้านนายเป็น 2.04 ล้านนาย
นอกจากนี้ กฤษฎีกาฉบับดังกล่าวยังเพิ่มบุคลากรด้านการต่อสู้อีก 137,000 นาย รวมเป็น 1 ล้าน 1 แสน 5หมื่นนาย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนบุคลากรด้านการต่อสู้ทั้งหมดที่รัสเซียมีในตอนนี้ราว ๆ 1 ล้าน 1 หมื่น 3 พันนาย
โดยคำสั่งตามกฤษฎีกานี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายในวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้า แต่ทางการรัสเซียไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะมีการเพิ่มจำนวนทหารด้วยวิธีใด มีเพียงคำสั่งให้กระทรวงกลาโหมรัสเซียจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมเท่านั้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของปูตินเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของกองทัพรัสเซียที่พยายามชักจูงให้พลเรือนเข้ามารับราชการด้วยวิธีการให้เงินเดือนจำนวนมาก
รวมไปข่าวลือที่ว่าทางการรัสเซียถึงพยายามชักจูงนักโทษเข้ามาเป็นทหารเพื่อแลกกับการปล่อยตัวและค่าจ้างจำนวนมาก
ขณะเดียวกันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน กระทรวงกลาโหมของอังกฤษรายงานว่า รัสเซียกำลังจัดตั้งหน่วยทหารใหม่ โดยใช้วิธีระดมพลจากกองพันอาสาสมัครตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าหน่วยทหารใหม่นี้จะถูกนำมาประจำการในปฏิบัติการยูเครน
การที่รัสเซียตัดสินใจบุกยูเครนในครั้งนี้ ทำให้รัสเซียมีราคาที่ต้องจ่ายในสงครามสูงมากไม่ว่าจะเป็นชีวิตของทหารที่ไปรบ ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการถูกคว่ำบาตรโดยบรรดาชาติตะวันตก
ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่ความมั่นคงของสถานะทางการเมืองของประธานาธิบดีปูตินได้ ทำให้ผู้นำรัสเซียต้องพยายามควบคุมทั้งสื่อและความเห็นสาธารณะเพื่อสร้างความชอบธรรมในการรุกรานยูเครนครั้งนี้ ในขณะเดียวกันต้องกำจัดผู้ที่เห็นต่างด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นักการเมืองฝ่ายค้านของรัสเซีย
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทางการรัสเซียได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปจับกุม นายเยฟเกนี รอยซ์มัน นักการเมืองฝ่ายค้านคนสำคัญของรัสเซีย ในห้องพักส่วนตัวที่เมืองเยคาตารินเบิร์ก ด้วยข้อหาวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการพิเศษทางการทหารของรัสเซียภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีปูติน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจค้นห้องพักของนายรอยซ์มันเพิ่มเติมและตรวจสอบกองทุนการกุศลของเขาอีกด้วย
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากชาติตะวันตกให้ความเห็นว่า นี่คือวิธีการยัดข้อหาและกำจัดผู้เห็นต่างตามมาตรฐานของระบอบปูติน
นายรอยซ์มันเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านคนสำคัญของรัสเซียที่ได้ฉายาว่าเป็น “ The last man standing” หรือ “ชายผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย”
เนื่องจากเขาเป็นนักการเมืองอีกคนที่กล้ายืนหยัดวิจารณ์ผู้นำรัสเซียอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งคล้ายกับนายอเล็กซี นาวาลนี ผู้ได้ฉายาว่าเป็นคู่ปรับตลอดกาลของประธานาธิบดีปูติน
หลังจากที่ถูกจับกุม เมื่อวานนี้นายรอยซ์มันถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปขึ้นศาล ซึ่งสื่อของรัสเซียระบุว่านายรอยซ์มันอาจเจอกับการถูกสั่งจำคุก 5 ปี หากศาลพิพากษาว่าเขามีความผิดจริง
อย่างไรก็ดี สำนักข่าว RIA ของรัสเซียรายงานว่า ตอนนี้ศาลยังไม่ได้พิพากษาความผิดของนายรอยซ์มัน แต่ศาลได้ตั้งโทษปรับนายรอยซ์มันและสั่งห้ามเขาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน ห้ามรับส่งจดหมายใด ๆ รวมถึงห้ามใช้อินเทอร์เน็ตด้วย
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดีพยายามที่จะยื่นคำร้องต่อศาลให้กักบริเวณนายรอยซ์มันด้วย แต่ทางศาลเห็นว่าคำร้องดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ศาลปัดคำร้องตกดังกล่าว
หลังจากที่ออกมาจากศาล รอยซ์มันให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาถูกศาลสั่งปรับฐานกระทำความผิดดังกล่าว และกระบวนการของคดียังไม่สิ้นสุด