จรวดรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบปล่อยตัวสู่อวกาศ หรือ SLS; Space Launch System ขององค์การการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ที่กำลังจะถูกปล่อยจาก ศูนย์อวกาศจอห์น เอฟ เคเนดี ในรัฐฟลอริดาขึ้นสู่อวกาศ เมื่อช่วงค่ำ ( 29 ส.ค.) ที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา
ล่าสุดทาง "นาซา" รายงานว่า ไม่สามารถปล่อยจรวดลำนี้ได้ เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเครื่องยนต์ตัวที่สามของจรวด
โดยเบื้องต้นคาดว่า จะสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นและเลื่อนปล่อยตัวในวันศุกร์ที่ 2 กันยายนนี้แทน
ซึ่งจรวด SLS ลำนี้จะพาแคปซูลโดยสารรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า “โอไรออน (Orion capsule)” ไปด้วย เพื่อให้แคปซูลโดยสารลำนี้ได้ทดสอบการบินรอบดวงจันทร์ ก่อนจะกลับมาสู่โลก เพื่อประมวลผลประสิทธิภาพและความปลอดภัย ก่อนที่จะถูกใช้เพื่อส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์อีกครั้งในอีก 3-4 ปีข้างหน้า
การปล่อยจรวดสู่อวกาศในวันนี้เป็นภารกิจย่อยใต้โครงการที่มีชื่อว่า “อาร์เทมิส (Artemis)” ที่สหรัฐฯ ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลกว่า 93,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3.4 ล้านล้านบาท เพื่อพามนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้งในรอบเกือบ 6 ทศวรรษ
ตามแผนแล้ว โครงการอาร์เทมิสนี้ถูกแบ่งออกเป็น 11 ภารกิจย่อย ภายใต้ชื่ออาร์เทมิส 1 ถึง 11 อย่างไรก็ดี ตอนนี้ทางการสหรัฐฯ ได้รับรองโครงการไปเพียง 6 ภารกิจเท่ากัน ส่วนอีก 5 ภารกิจที่เหลือ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
โดยภารกิจที่ทั่วโลกให้ความสนใจ คือ อาร์เทมิส-1 (Artemis-1) อาร์เทมิส-2 (Artemis-2) และอาร์เทมิส-3 (Artemis-3) เพราะเป็นภารกิจแรก ๆ ของโครงการ ซึ่งแต่ละระยะจะมีเป้าหมายแตกต่างกันไป ดังนี้
ภารกิจอาร์เทมิส-1 หรือภารกิจที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ เป็นภารกิจเพื่อทดสอบการโคจรรอบดวงจันทร์ของแคปซูลโดยสาร ซึ่งจะใช้เวลาทั้งสิ้น 42 วัน
แม้ว่าจะไม่มีมนุษย์เดินทางไปด้วย แต่การเดินทางรอบนี้จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะถูกใช้เพื่อเสริมความปลอดภัยในวันที่มีมนุษย์เดินทาง ติดขึ้นไปกับแคปซูลด้วย
ภารกิจอาร์เทมิส-2 เป็นภารกิจที่จะพานักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์ด้วยแคปซูลโดยสารโอไรออนภายในปี 2024 ซึ่งถือเป็นการส่งมนุษย์ไปยังอวกาศได้ไกลที่สุดเท่าที่เคยส่งมนุษย์เดินทางขึ้นสู่อวกาศ
ภารกิจสุดท้าย อาร์เทมิส-3 เป็นภารกิจที่จะพามนุษย์ลงเป็นเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง โดยอย่างเร็วที่สุดคือในปี 2025 หลังจากที่มนุษย์คนแรก คือ นีล อาร์มสตรอง ได้ไปเหยียบดวงจันทร์เมื่อปี 1972 ภายใต้ภารกิจอะพอลโล-11
โดยมนุษย์ที่จะไปเหยียบดวงจันทร์ในครั้งต่อไป คือ นิโคล แมนน์ ซึ่งเธอจะกลายเป็นมนุษย์อวกาศหญิงและชาวอเมริกันที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรก ที่จะลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์
สาเหตุที่ต้องเป็นนักบินหญิงคนนี้ เพราะนอกจากจะเป็นไปเพื่อการสำรวจอวกาศแล้ว โครงการอาร์เทมิสยังเป็นภารกิจเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมในสังคมอเมริกันด้วยเช่นกัน
ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้ผู้หญิงและคนผิวสีเชื้อชาติต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในวงการที่เรียกว่า STEM ( วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม, คณิตศาสตร์) ซึ่งถูกผู้ชายครอบครองในอัตราส่วนที่สูงขึ้น (male-dominated)
ภารกิจที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญมากต่อทั้งสหรัฐฯ และมนุษยชาติ เพราะถือเป็นรุ่งอรุณของการเดินทางไปอวกาศ เพราะการกลับไปดวงจันทร์ในครั้งนี้มนุษยชาติมีเป้าหมายที่แตกต่างไปจากเมื่อ 50 ปีก่อน
การไปครั้งนี้ไม่ใช่การไปปักธงบนดวงจันทร์แล้วกลับมาแต่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า คือเพื่อตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ในระยะยาวและเป็นการเตรียมตัวก่อนจะเดินทางไปเหยียบดาวอังคารภายในปี 2030 ซึ่งจะเป็นการขยายพรมแดนทางความรู้ด้านอวกาศของมนุษยชาติ