เนื่องจากที่นี่เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป หากเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ หายนะเกิดขึ้นจะร้ายแรงกว่าเหตุการณ์ที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลหลายสิบเท่าและส่งผลต่อประชากรในยุโรปหลายล้านคน
อย่างไรก็ดี ประชาคมโลกได้คลายความกังวลไปในระดับหนึ่ง หลังจากที่เมื่อวานนี้ 30 ส.ค. ทีมผู้เชี่ยวชาญจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือ IAEA เดินทางถึงยูเครนแล้ว
หลังจากนั้นทีมผู้เชี่ยวชาญที่นำโดยราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ได้เดินทางไปยังกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เพื่อหารือประเด็นเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย ร่วมกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครน
โดยผู้นำยูเครนระบุว่า วิธีการเดียวที่จะขจัดความเสี่ยงอันเกิดจากหายนะนิวเคลียร์ได้คือ การที่รัสเซียต้องถอนกำลังออกไปจากพื้นที่รอบ ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และส่งมอบโรงไฟฟ้าดังกล่าวคืนให้แก่ทางการยูเครน
หลังการหารือเสร็จสิ้น ผู้อำนวยการ IAEA ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ทีมเจ้าหน้าที่ทั้ง 14 คนของ IAEA กำลังจะเดินทางออกจากกรุงเคียฟไปยังเมืองเอเนียร์กอดาร์ในแคว้นซาโปริซเซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในวันนี้
อย่างไรก็ดี เขาระบุว่าภารกิจในครั้งนี้มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นภารกิจที่ต้องเข้าไปทำในพื้นที่สงคราม และทีมงานต้องการการรับประกันความปลอดภัยจากทั้งสองฝ่ายขณะปฏิบัติภารกิจในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ด้านประธานาธิบดีของยูเครนก็ได้ออกมาพูดถึงเรื่องการรับประกันความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ IAEA ในขณะที่รายงานสถานการณ์ประจำวันเช่นกัน โดยให้คำมั่นว่ายูเครนจะรับประกันความปลอดภัยให้แก่หน้าที่อย่างเต็มที่
พร้อมกันนี้ยังย้ำว่า ทางยูเครนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาคมโลกจะร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อทำให้รัสเซียส่งมอบพื้นที่บริเวณโรงไฟฟ้าดังกล่าวคืนให้แก่รัฐบาลยูเครน
และเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา ( 31 ส.ค.) ทีมเจ้าหน้าที่ของ IAEA ได้เดินทางออกจากกรุงเคียฟเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองเอเนียร์กอดาร์ในแคว้นซาโปริซเซียแล้ว ซึ่งอาจใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง คาดว่าทีมเจ้าหน้าที่จะเดินทางถึงจุดหมายในเวลา 22.00 นาฬิกาตามเวลาบ้านเรา
การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจของทีม IAEA ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถ้าโรงไฟฟ้าได้รับความเสียหายจากการต่อสู้จริง ทีมเจ้าหน้าที่จะสามารถประเมินและกู้สถานการณ์ได้ทัน ก่อนที่หายนะจะกระจายไปทั่วยุโรป
ขณะเดียวกันการเดินทางไปยังโรงไฟฟ้าของ IAEA ในครั้งนี้ก็ได้สร้างความหวังให้แก่ประชาชนในพื้นที่รอบ ๆ โรงไฟฟ้าด้วยเช่นกัน โดยประชาชนบอกว่า นี่เป็นสัญญาณที่ดีและหวังว่าการโจมตีรอบ ๆ โรงไฟฟ้าจะยุติลง
นอกจากที่แคว้นซาโปริซเซียแล้ว อีกพื้นที่หนึ่งทางภาคใต้ที่ถูกโจมตีอย่างหนักไม่ต่างกันคือ แคว้นโอเดสซา เพราะที่นี่เป็นเมืองท่าสำคัญแห่งสุดท้ายของยูเครนบนทะเลดำ ที่รัสเซียต้องการจะครอบครอง
นอกจากการเป็นเมืองท่าสุดท้ายในทะเลดำแล้ว โอเดสซายังเป็นเมืองที่มีความสำคัญในฐานะเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้วย
การโจมตีอย่างหนักที่เกิดขึ้นนอกจากจะส่งผลกระทบกับประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อตัวโบราณสถานด้วย ทำให้ทางการยูเครนต้องออกมาขอความช่วยเหลือ
วานนี้ โอเล็กซานเดอร์ ทาเชนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของยูเครนได้เข้าพบกับร่วมกับออเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ซึ่งเป้าหมายของการไปเยือนในครั้งคือ เพื่อหารือและเสนอให้องค์การยูเนสโกประกาศเพิ่มเมืองท่าโอเดสซาลงในรายชื่อแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการคุ้มครอง เพื่อไม่ให้กองทัพรัสเซียโจมตี
รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของยูเครน ย้ำว่า วัฒนธรรมสามารถกลายเป็นอาวุธได้เช่นกัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น นี่คือคำตอบของฝั่งยูเครน
เมืองโอเดสซาเป็นเมืองที่มีความสำคัญในด้านวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม เนื่องจากอาคารและสถานที่ต่าง ๆ ถูกสร้างตามแบบของสถาปัตยกรรมอิตาลีและฝรั่งเศส รวมถึงถนนในเมืองที่มีลักษณะเฉพาะแบบบูเลอวาร์ด ซึ่งเป็นแบบตะวันตกที่พื้นถนนมีหลายเลน ข้างทางประดับด้วยต้นไม้ให้ความร่มรื่น
ทางการยูเครนรายงานว่า นอกจากที่เมืองโอเดสซาแล้ว มีโบราณสถานและสถานที่ทางวัฒนธรรมในยูเครนอีกกว่า 170 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น อนุสาวรีย์ หอสมุด รวมถึงสถานที่สำคัญทางศาสนา กำลังได้รับผลกระทบจากสงคราม บางแห่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีแล้ว