การซ้อมรบใหญ่ครั้งนี้ใช้รหัสว่า“วอสต็อก 2022”(Vostok-2022) จัดขึ้นที่ภูมิภาค “พรีมอร์สกี” ทางตะวันออกของรัสเซีย โดยมีกำลังพลจากหลายประเทศกว่า 50,000 นาย ทั้งจากจีน อินเดีย เบลารุส ทาจิกิสถาน ซีเรีย นิการากัว อินเดีย จีน มองโกเลีย และมีหนึ่งประเทศจากอาเซียนคือ สปป. ลาว
ก่อนหน้าการซ้อมรบจะเปิดฉากขึ้นในวันนี้ ยูนุส-เบ็ก เยฟกูรอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ระบุว่า นี่เป็นการซ้อมรบในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งในแง่ของจำนวนกำลังพล ขอบเขตและองค์ประกอบของการฝึกซ้อม
มียุทธโธปกรณ์ขนาดใหญ่ 5 พันชุด เครื่องบินขับไล่ 140 ลำและเรือรบอีก 60 ลำ นอกจากนี้ยังจะมีอาวุธที่มีความ “ พิเศษ” หลายตัวเข้ามาร่วมการฝึกซ้อมครั้งนี้ด้วย
พื้นที่ที่ทำการซ้อมรบในคราวนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะอยู่ทางตะวันออกของรัสเซียซึ่งเป็นฝั่งที่ติดกับเอเชีย-แปซิฟิก โดยพื้นที่การฝึกซ้อมจะครอบคลุมถึงทะเลญี่ปุ่นด้วย
ในอดีตรัสเซียไม่ได้ให้ความสำคัญกับพื้นที่ด้านตะวันออกมากนัก หัวใจของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของรัสเซียอยู่ทางตะวันตกซึ่งติดกับภูมิภาคยุโรป ซึ่งทางฝั่งตะวันตกคือที่ตั้งของเมืองหลวงมอสโก และเมืองสำคัญอันดับ 2 อย่างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
แต่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา รัสเซียโดยการนำของประธานาธิบดีปูตินให้ความสำคัญกับรัสเซียตะวันออกมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ หลังถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรจากการที่รัสเซียเข้าผนวกแคว้นไครเมียของยูเครนเมื่อปี 2014
และในวันที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรหนักขึ้นจากการเข้ารุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัสเซียยิ่งหันมาด้านตะวันออกมากขึ้นโดยมีผลประโยชน์ทั้งทางด้านการค้าและความมั่นคง
ที่ผ่านมารัสเซียลงทุนหรือทำการค้ากับด้านนี้น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐและสหภาพยุโรปตัวเลขเมื่อปี 2016 รัสเซียลงทุนโดยตรงในกลุ่มอาเซียนเพียง 57 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในขณะที่อียูลงทุนถึง 32,200 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และสหรัฐลงทุน 12,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ
ส่วนด้านความมั่นคง แต่เดิมรัสเซียทำเพียงขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ ลูกค้ารายสำคัญก็อย่างเช่นเวียดนาม ลาวและเมียนมาที่อาวุธเฉลี่ยกว่าร้อยละ 70 มาจากรัสเซีย
ช่วงหลังๆรัสเซียพยายามทำมากขึ้น และการฝึกซ้อม “วอส-ต็อก 2022” ที่เริ่มขึ้นวันนี้คือสิ่งที่แสดงว่ารัสเซียกำลังทำตามแผน และเป็นแผนที่มีจีนเป็นหุ้นส่วนสำคัญ
ที่น่าสนใจคือ การพูดของทางรัฐมนตรีช่วยกลาโหมรัสเซียบอกว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มทักษะของระดับผู้บัญชาการรวมถึงหน่วยกำลังพลในทุกมิติเพื่อรบมือกับความก้าวร้าวที่กำลังเกิดขึ้นทางด้านตะวันออก
ถึงแม้ไม่มีการพูดชัดๆหรือตรงๆว่า ความก้าวร้าวหรือ Aggression ทางฝั่งตะวันออกคืออะไรหรือคือใคร แต่ก็นักวิเคราะห์คาดเดาไม่ยากว่าสิ่งที่รัสเซียระบุหมายถึงสหรัฐฯและพันธมิตรในเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่กำลังมีความตึงเครียดกับจีนทั้งกรณีช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้
โดยเฉพาะประเด็นช่องแคบไต้หวัน รัสเซียมีท่าทีชัดเจนว่าอยู่ข้างเดียวกับจีนในช่วงที่แนนซี เพโลซี ประธานสภาสหรัฐเดินทางเยือนไต้หวันเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านซึ่งทำให้จีนไม่พอใจมากจนออกมาทำการซ้อมรบครั้งใหญ่ 6 จุดรอบเกาะไต้หวันด้วยกระสุนจริง
ในช่วงนั้นรัสเซียออกมาบอกว่า การเยือนของเพโลซีคือ แผนของสหรัฐฯในการบั่นทอนความมั่นคงของเอเชียแปซิฟิก สหรัฐฯ กำลังยั่วยุจีนเหมือนกับที่ทำกับรัสเซียในยูเครน และนี่คือการไม่เคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน
การซ้อมรบใหญ่ “วอสต็อก 2022” ที่มีรัสเซียและจีนเป็นกำลังหลักครั้งนี้จึงเป็นการแสดงให้สหรัฐฯ เห็นว่า รัสเซียและจีนพร้อมที่จะร่วมกันต้านอิทธิพลของสหรัฐฯในภูมิภาคนี้
ก่อนหน้านี้รัสเซียและกับเคยมีการซ้อมรบร่วมกันมาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือ การซ้อมรบร่วมของกองทัพเรือและการลาดตระเวณร่วมของเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลในทะเลญี่ปุ่นและทะเลจีนตะวันออก
โดยถือเป็นครั้งแรกที่ทหารรัสเซียถูกส่งเข้าไปซ้อมรบร่วมในจีน ในส่วนของไต้หวันเองก็มีการเตรียมพร้อมต่อเนื่องหลังจากที่ความตึงเครียดพุ่งขึ้นสูงหลังการเยือนของประธานสภาสหรัฐฯ แนนซี เพลโลซี เมื่อเดือนที่แล้ว
โดยก่อนหน้านั้นประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินของไต้หวันบอกว่า แรงกดดันจากจีนยังไม่ลดลง ถึงแม้ว่าการซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวันของจีนจะยุติไปแล้วหลายสัปดาห์ก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า จีนได้ส่งโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับเข้ามาบริเวณหมู่เกาะจินเหมินของไต้หวัน ซึ่งถือเป็นการรุกล้ำอธิปไตย ทำให้ทางไต้หวันต้องยิงกระสุนจริงเพื่อเตือนจีน
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ไต้หวันใช้กระสุนจริงยังเตือน หลังจากนั้นโดรนของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนหรือ PLA ก็บินกลับไปทางฝั่งจีน จากบริเวณเกาะจินเหมินของไต้หวัน ที่อยู่ใกล้กับมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน หมู่เกาะจินเหมินซึ่งเป็นพื้นที่ที่จีนส่งโดรนเข้ามาถือเป็นพื้นที่ยุทธศาตร์ที่สำคัญของไต้หวัน
ไต้หวันมีเกาะในการครอบครองทั้งหมด 13 แห่ง แต่มีเกาะสำคัญที่ไต้หวันใช้ตั้งรับกองกำลังของจีนอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ เกาะจินเหมิน เกาะเผิงหู หมู่เกาะหม่าจู เกาะอู๋ชิว
หมู่เกาะเหล่านี้ตั้งอยู่ระหว่างช่องแคบไต้หวัน และถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไต้หวันส่งกองกำลังตั้งรับการรุกรานของจีนและพื้นที่ดังกล่าวคือจุดที่ไต้หวันให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ในวันเดียวกันกับที่จีนส่งโดรนมาบินเหนือหมู่เกาะจินเหมิน ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินเดินทางไปที่หมู่เกาะเผิงหู ซึ่งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวัน และเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศใหญ่
เธอพูดถึงการที่จีนส่งโดรนมาที่ที่หมู่เกาะจินเหมินว่า นี่คือการคุกคามของจีนโดยใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า ยุทธวิธีแดนสีเทาหรือ Grey area เป็นยุทธวิธีที่ใช้วิธีการที่ก้ำกึ่งเพื่อปลุกปั่นให้ศัตรูเกรงกลัวและเสียขวัญ แต่ไม่ถึงขั้นทำให้เกิดการตอบโต้หรือเกิดศึกสงคราม
วิธีการแบบก้ำกึ่งนี้รวมไปถึงการใช้วิธีการและเครื่องมืออย่างการส่งโดรนเข้ามาก่อกวน ยุทธวิธีแดนสีเทานี้ถึงแม้เป็นเพียงการก่อกวน ไม่ได้เป็นการรุกราน แต่ผู้นำไต้หวันบอกว่า ไต้หวันจะไม่อยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรแน่นอน
เธอระบุว่า ได้สั่งการให้กำลังพลสามารถใช้มาตรการที่จำเป็นได้ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก
คำพูดของไช่ อิงเหวินอาจตีความได้ว่า มีโอกาสที่ไต้หวันจะมีการใช้กระสุนจริงเพื่อป้องปรามหรือสกัดโดรนของจีนที่พยายามรุกล้ำน่านฟ้าไต้หวัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวันจะมีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยงมากขึ้น