เมื่อวานนี้ 7 ก.ย. ขณะที่ออกแถลงการณ์รายงานสถานการณ์ประจำวัน ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครนได้มีการประกาศเรื่องการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินปี 2023 ซึ่งโดยปกติจะมีการพิจารณาและอนุมัติโดยรัฐสภายูเครนในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี
โดยผู้นำยูเครนระบุว่า งบประมาณแผ่นดินของยูเครนในปี 2023 กว่า 1 ล้านล้านฮริฟเนียยูเครน หรือราว 1ล้านล้านบาท จะถูกส่งให้ให้กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อใช้ในการทำสงครามกับรัสเซียและป้องกันประเทศ
แม้ว่าผู้นำยูเครนจะออกมาประกาศว่างบประมาณในปี 2023 ของยูเครนจะถูกใช้ไปกับความมั่นคง แต่รัฐบาลจะไม่ลดงบประมาณที่เป็นรายจ่ายด้านสังคมที่รัฐต้องรับผิดชอบ เช่น เงินชดเชยหรือเงินบำนาญต่าง ๆ
รัฐบาลยูเครนจะจัดการปัญหาด้านงบประมาณไม่ให้ขาดดุลเกินไป ด้วยการไปลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อเป็นการชดเชยงบประมาณที่ถูกใช้ไปในด้านการทหาร
นอกจากจะเพิ่มงบประมาณทางการทหารแล้ว วันนี้ยูเครนยังได้รับงบประมาณในการทำสงครามเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ด้วย หลังจากที่ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาแถลงว่า สหรัฐฯ สนับสนุนยูเครนเพิ่มอีก 675 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2 หมื่น 5 พันล้านบาท
ส่วนสถานการณ์การสู้รบในแนวรบด้านต่างๆ ผู้นำยูเครนได้รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ตอนนี้ยูเครนได้ดุลในสนามรบกลับมาพอสมควรและสามารถยึดพื้นที่คืนได้เพิ่มมากขึ้นทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้
สำหรับในแนวรบด้านใต้ สมรภูมิหลักที่ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะกันอย่างดุเดือดคือ พื้นที่บริเวณปีกตะวันตกของแม่น้ำดนีเปอร์ในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทอดยาวสู่แคว้นมิโคลายิฟและโอเดสซา สองแคว้นสุดท้ายของยูเครนที่ติดทะเลดำ
โดยในแนวรบที่แคว้นเคอร์ซอน ตอนนี้ยูเครนยังคงได้เปรียบและเดินหน้าใช้ปฏิบัติการโต้กลับหรือ Counter offensive กับกองทัพรัสเซีย
ซึ่งแผนการที่ยูเครนใช้ในเวลานี้คือพยายามตัดกำลังเสบียงและเส้นทางขนส่งของรัสเซียด้วยการทำลายสะพานที่สำคัญที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ เช่นสะพานอันโตนิฟกา ที่ยูเครนเคยโจมตีข่มขู่ไปเมื่อเดือนที่แล้ว
นอกจากนี้ เมื่อวานทางการยูเครนยังได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่กองทัพยูเครนยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานรุ่นบัค เอ็มวัน (BUK-M1) ใส่เฮลิคอปเตอร์ของรัสเซียในแคว้นเคอร์ซอน
นอกจากความคืบหน้าในแคว้นเคอร์ซอนแล้ว วันนี้มีอีกความคืบหน้ามาจากแคว้นไครเมีย ซึ่งถูกรัสเซียยึดครองตั้งแต่ปี 2014
วันนี้สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการยูเครนออกมายอมแล้วว่า ยูเครนคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นที่ฐานทัพอากาศซากีของรัสเซียเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
โดยทางการยูเครนระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการโจมตีด้วยขีปนาวุธหรือจรวด แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันสำนักข่าวยูครินฟอร์ม (Ukrinform) ของยูเครนก็ได้พาดหัวข่าววันนี้ว่า ขอให้ประชาชนชาวไครเมียเตรียมพร้อมกับการยึดแคว้นไครเมียคืนของทางรัฐบาลยูเครน โดยไม่ได้ระบุวันเวลาที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ผู้แทนของยูเครนยังขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับพื้นที่ทางการทหารต่าง ๆ ของรัสเซีย ตลอดจนแนะนำวิธีการป้องกันตนเองเมื่อเกิดเหตุระเบิดในแคว้นไครเมีย
การออกมายอมรับเรื่องการโจมตีฐานทัพรัสเซียในแคว้นไครเมียของยูเครนที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความคืบหน้าในการโต้กลับรัสเซียที่แคว้นเคอร์ซอน ทำให้หลายฝ่ายมองว่า สถานการณ์สงครามอาจเข้าสู่จุดที่รุนแรงอีกครั้ง
แม้รัสเซียจะเสียเปรียบในแนวรบด้านใต้ แต่ในภาคตะวันออก รัสเซียยังสามารถเดินหน้าโจมตีเพื่อยึดพื้นที่ได้ โดยเฉพาะในแคว้นโดเนตสก์ และเป้าหมายในการโจมตียังคงเป็นพื้นที่พลเรือน
นอกจากรัสเซียโจมตีพลเรือนแล้ว ล่าสุดทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็นได้เปิดเผยกลางที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า รัสเซียกำลังทำสิ่งที่เรียกว่าลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ในภูมิภาคดอนบาส
ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็นเปิดเผยกลางที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อวานนี้ว่า รัสเซียกำลังทำสิ่งที่เรียกว่า การปฏิบัติคัดกรอง (filtration operation) กับพลเรือนยูเครนท่ามกลางสงคราม
โดยเธอย้ำว่า การกระทำเช่นนี้ของรัสเซียคือการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาที่ว่าด้วยการปกป้องและคุ้มครองพลเรือนในสภาวะสงคราม
ด้านวาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำยูเอ็นก็ได้โต้กลับสหรัฐฯ ทันทีว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จที่ใส่ร้ายรัสเซีย พร้อมกับกล่าวว่า เรื่องปฏิบัติการคัดกรอง โดยเฉพาะกับทหารยูเครนที่ถูกจับกุมถือเป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ดี อิลเซ่ แบรนด์ส เคห์ริส หัวหน้าสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำนิวยอร์กได้โต้กลับทูตรัสเซียว่า ทางหน่วยงานสิทธิฯ ของยูเอ็นได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วแลพพบว่า รัสเซียได้ทำปฏิบัติการคัดกรองคนจริง
นอกจากนี้ เธอยังรายงานเพิ่มเติมว่ากระบวนการดังกล่าว ยังมีการส่งเด็กชาวยูเครนไปอยู่ในรัสเซียด้วย โดยเด็กๆ จะถูกส่งไปยังครอบครัวอุปถัมภ์ในรัสเซีย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และไม่ควรเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันวีดานต์ พาเทล รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงกับสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ โดยขอให้รัสเซียยุติการใช้ปฏิบัติการคัดกรองคน (filtration operation) ท่ามกลางสงครามที่กำลังดำเนินอยู่
พร้อมกันนี้รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า รัสเซียกำลังใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจำนวนมาก เช่น การใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ เครื่องมือ อุปกรณ์รวบรวมข้อมูลด้านชีวภาพสารสนเทศ มาสนับสนุนปฏิบัติการคัดกรองดังกล่าว
ก่อนจะพูดสรุปว่า สหรัฐฯ ขอให้รัสเซียหยุดพฤติกรรมดังกล่าวทันที และรัสเซียต้องให้เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติลงพื้นที่ไปตรวจสอบเรื่องนี้โดยด่วน
ข้อมูลที่สหรัฐฯ หยิบยกขึ้นมาเป็นวาระในที่ประชุม UNSC เมื่อวานนี้ ไม่ใช่ข้อมูลใหม่หรือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นแต่อย่างใด เพราะสหรัฐฯ ได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเรื่องนี้ไว้อย่างเป็นระบบและตีพิมพ์ในรูปแบบของรายงาน
โดยข้อมูลเรื่องปฏิบัติการคัดกรองคนของรัสเซีย ทางฝั่งสหรัฐฯ อ้างอิงมาจากรายงานของมหาวิทยาลัยเยลที่ใช้ชื่อว่า ระบบการคัดกรองคน: แผนที่การทำปฏิบัติการกักขังในภูมิภาคดอนบาส (System of filtration: Mapping Russia's detention operations in Donbas) ซึ่งได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ
เนื้อหาของรายงานฉบับนี้ยืนยันว่า รัสเซียมีการสร้างค่ายและใช้ปฏิบัติการคัดกรองประชาชนในยูเครนจริง พร้อมระบุพิกัดและรายละเอียดของสถานที่ที่รัสเซียใช้ดำเนินการไว้ในรายงานด้วย
โดยในรายงานระบุว่ารัสเซียใช้พื้นที่ 21 แห่ง ซึ่งเป็นโรงเรียน อาคารสำนักงานราชการ คุก หรือแม้แต่ตลาดสดในภูมิภาคดอนบาส เพื่อทำปฏิบัติการคัดกรอง
สถานที่เหล่านี้จะถูกปรับให้เอื้อต่อการกระบวนการคัดกรอง ซึ่งแต่ละแห่งจะทำหน้าที่แตกต่างกันไป บางจุดเป็นที่คุมขัง บางจุดเป็นที่ค้นข้อมูลหรือลงทะเบียนประชากร
นอกจากนี้ รายงานยังได้อธิบายวิธีการที่รัสเซียใช้ในการคัดกรองชาวยูเครนและนักโทษสงครามด้วย
โดยขั้นตอนจะมีมีตั้งแต่การเก็บข้อมูลชีวมิติ เช่น การบันทึกอัตลักษณ์ใบหน้าและม่านตา ตลอดจนการสแกนนิ้วมือ ไปจนถึงการค้นข้อมูลในมือถือ การตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระ และสอบถามถึงทัศนคติทางการเมือง
หลังจากนั้น ทางการรัสเซียจะคัดแยกคนออกเป็นประเภทต่าง ๆ ก่อนเลือกว่าจะถูกส่งไปทำอย่างไร ที่ไหนต่อไป