เมื่อวาน (7 ก.ย.) วาเลรี ซาลูจนี ผู้บัญชาการกองทัพบกยูเครน ร่วมกับ มิคาอิโล ซาโบรดสกี รองประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ กลาโหม และข่าวกรองของรัฐสภายูเครน ได้เขียนบทความประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ว่าจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป รวมถึงคำถามสำคัญคือ “จะจบเมื่อไร”
ทั้งสองคนประเมินว่า ยังมองไม่เห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่ชัดเจน แต่มั่นใจว่า “มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้เชื่อได้ว่า สงครามจะไม่สิ้นสุดที่ใดภายในปี 2022 นี้อย่างแน่นอน”
"ไม่จบง่าย" รัสเซียลากยาวสงครามถึงฤดูหนาวเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
พวกเขามองว่า ในการต่อสู้กับรัสเซียนั้น ยูเครนจะความสำเร็จได้ด้วยการใช้กลยุทธ์โจมตีระยะไกล อาจจะด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล หากปรับระยะการปฏิบัติการของอาวุธได้ จะรบกวนศัตรู และ “เปลี่ยนโฉม” สงครามไปสู่จุดหักเหได้
ซาลูจนีและซาโบรดสกี เห็นตรงกันว่า ยูเครนยังคงต้องการอาวุธเพิ่มเติมเพื่อต่อสู้กับกองกำลังรัสเซีย “หากยูเครนประสบความสำเร็จในการจัดหาอาวุธที่เหมาะสม แนวโน้มการต่อสู้และยุทธศาสตร์การรบในปี 2023 จะแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง”
พวกเขายกตัวอย่างการโจมตีฐานทัพรัสเซียในไครเมีนเมื่อเดือน ส.ค. ซึ่งนับเป็นการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ทางทหารระดับสูงของยูเครนครั้งแรก ว่ายูเครนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดและการโจมตีในไครเมียจริง ๆ
“ปฏิบัติการในไครเมียด้วยขีปนาวุธประสบความสำเร็จในการโจมตีฐานทัพอากาศซากี แต่ภารกิจของกองทัพยูเครนในปี 2023 คือการทำให้ปฏิบัติการเหล่านี้เฉียบคมและแน่ชัดมากขึ้นต่อรัสเซียและภูมิภาคอื่น ๆ ที่ถูกยึดครอง แม้ว่าจะมีระยะห่างอย่างมากจากเป้าหมายก็ตาม” พวกเขาเขียน
พวกเขายังกล่าวอีกว่า การได้มาซึ่งระบบอาวุธที่มีความสามารถมากขึ้นจากพันธมิตรต่างชาติเท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหาได้ และยูเครนเอง จะต้องพัฒนาความสามารถในการผลิตอาวุธขั้นสูงในประเทศให้ดียิ่งขึ้น
พวกเขาเชื่อว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น มีปัจจัย 2 ประการที่ขัดขวางความพยายามของยูเครนในการจัดหาอาวุธเพิ่มเติมจากประเทศพันธมิตร นั่นคือ “ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับขนาดของสงครามรัสเซีย-ยูเครน” และ “ภัยคุกคามจากนิวเคลียร์”
ตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา กองกำลังรัสเซียได้ตั้งฐานทัพทหารที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย ติดตั้งอาวุธหนัก รวมถึงเครื่องยิงจรวด BM-30 Smerch ด้วย ทำให้มีความเสี่ยงว่าจะเกิดหายนะนิวเคลียร์ ยังไม่นับศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียที่มองข้ามไม่ได้
ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า หากบรรดาชาติตะวันตกสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มตัวกว่านี้ ก็อาจมีโอกาสนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้
โดยสรุป ทั้งสองกล่าวว่า “นี่จะเป็นความขัดแย้งที่ยาวนาน จะนำมาซึ่งความสูญเสียของชีวิตและค่าใช้จ่ายมหาศาล โดยไม่มีผลลัพธ์สุดท้ายที่แน่นอน”
เรียบเรียงจาก Ukrinform
ภาพจาก AFP