WorldBank2026 WorldBank2026

อินเดีย ผลิตเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก เสริมเขี้ยวเล็บคานอำนาจจีน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

อินเดีย เร่งพัฒนาแสนยานุภาพทางทะเลของตนเอง เพื่อคานอำนาจกับจีน เผยโฉมเรือบรรทุกเครื่องบินผลิตเองลำแรกเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพเรือ

เรือบรรทุกเครื่องบินชื่อว่า “ไอเอ็นเอส วิกรานต์” ซึ่งมาจากคำภาษาสันสกฤตแปลว่า “ทรงพลัง” หรือ “กล้าหาญ” โดยเรือลำนี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงครบรอบ 75 ปีที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ

เรือ “ไอเอ็นเอส วิกรานต์” ถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหญ่อันดับ2 ของอินเดียที่ถูกส่งเข้าประจำการในกองทัพอินเดีย ต่อจากเรือ “ไอเอ็นเอส วิกรมาทิตย์” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินสมัยโซเวียตที่อินเดียซื้อต่อมาจากรัสเซียในปี 2004 

ทั้งนี้เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ ถือเป็นเรือรบลำใหญ่ที่สุดที่สร้างขึ้นในอินเดีย ได้รับการออกแบบโดยกองทัพเรือของอินเดีย และผลิตขึ้นที่อู่ต่อเรือเมืองโคชิน (Cochin) ทางตอนใต้ของประเทศ

กองทัพเรืออินเดีย ระบุว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้มีขนาดความยาว 262 เมตร สามารถบรรทุกลูกเรือได้ 1,600 คน และบรรทุกเครื่องบิน เช่นเครื่องบินขับไล่ และเฮลิคอปเตอร์ได้อีก 30 ลำ ทั้งนี้ส่วนประกอบของเรือลำนี้มากกว่า 75% เป็นชิ้นส่วนที่จัดหาได้ในประเทศ โดยมีบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่หลายบริษัท และธุรกิจขนาดเล็กมากกว่า 100 บริษัท ที่มีส่วนร่วมในการจัดหาชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ให้

ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมระบุว่า การผลิตเรือลำนี้ล่าช้าไปราวหกปี ทำให้ราคาพุ่งสูง 6 เท่า อยู่ที่ 2 แสนล้านรูปี หรือราว 9 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์ว่าเรือที่มีระวางขับน้ำ 47,400 ตันลำนี้ จะพร้อมปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2023

ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ซึ่งเป็นประธานในพิธีขึ้นระวางประจำการเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ย้ำว่า นอกจากเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้จะเพิ่มแสนยานุภาพทางทะเลให้กองทัพอินเดียแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่าอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่มีศักยภาพในการผลิตเรือบรรทุกเครื่องบินใช้เองได้ และเรือลำนี้เองได้เติมเต็มและสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับอินเดียด้วย

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้ขยายอิทธิพลของตนเองไปทางมหาสมุทรอินเดีย และทางแปซิฟิกตะวันตกมากขึ้น

ขณะที่อินเดียได้มุ่งมั่นตอบสนองความกังวลของตนเอง ต่อการขยายอิทธิพลของจีนอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของอินเดียระบุว่า ปีที่แล้ว กองทัพเรือของอินเดียส่งเรือรบ 4 ลำไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทะเลจีนใต้ และอินโด-แปซิก เพื่อร่วมซ้อมรบกับกลุ่มจตุภาคีที่เรียกว่า "Quad" ซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มคือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย

นายกฯโมดี ระบุว่า อินเดียได้เพิกเฉยต่อความกังวลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียมานานเกินไปแล้ว แต่วันนี้ พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้่นที่สำคัญด้านกลาโหมของอินเดีย ดังนั้นอินเดียกำลังทำงานในทุกมิติ เพื่อเพิ่มงบประมาณ และเพิ่มแสนยานุภาพในกองทัพเรือ


ทั้งนี้นักยุทธศาสตร์ทางการทหารชี้ให้เห็นถึงขีดความสามารถ ที่เพิ่มขึ้นของกองทัพเรือจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยจีนได้มีการยกระดับปรับปรุงกองทัพเรือให้ทันสมัยอย่างรวดเร็วมา กว่า 10 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Blue water force” หรือ ยุทธศาสตร์น่านน้ำทะเลลึก

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า จีนมีกองเรือรบขนาดใหญ่ ที่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำ โดยลำที่ 3 ชื่อว่า "ฝูเจี้ยน" (Fujian) เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เรือฝูเจี้ยนของจีน เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินได้มากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐฯ และคาดว่ามีการติดตั้งระบบปล่อยเครื่องบินด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เหมือนกับระบบที่สหรัฐฯ ใช้ ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินของอินเดียยังใช้ระบบดั้งเดิมในการปล่อยเครื่องบิน

แม้ว่าอินเดียมีเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าจีนเพียงแค่ 1 ลำ แต่ว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน 2ลำแรกของจีน ซึ่งมีระวางขับน้ำ 70,000 ตัน มีขนาดใหญ่กว่าเรือวิกรานต์ของอินเดีย ซึ่งมีระวางขับน้ำเพียง 47,400 ตันเท่านั้น

ขณะที่เรือฝูเจี้ยนลำที่ 3 ของจีนก็มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ นอกจากนี้จีนยังมีเรืออีก 355 ลำ รวมถึงเรือดำน้ำ และมีการประมาณการว่ากองทัพเรือของจีนจะมีเรือเพิ่มขึ้นเป็น 420 ลำในปี 2025 และเพิ่มเป็น 460 ลำในปี 2030

เรือบรรทุกเครื่องบินสำคัญอย่างไร?

ปัจจุบัน เรือบรรทุกเครื่องบินเป็นสัญลักษณ์ของมหาอำนาจทางทะเล โดยเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นเสมือนเมือง ที่มีสนามบินลอยน้ำที่สามารถส่งไปประจำการได้ในทุกพื้นที่ทะเลของโลก เป็นข้อได้เปรียบในการรบที่ไกลจากแผ่นดินของตนเอง

เวลานี้ชาติที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินมากที่สุดในโลกคือ สหรัฐฯ มีกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินประมาณ 12 ลำ และเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกอีก 9 ลำ ที่บรรทุกแอร์เฟรม (airframe) หรือ ชิ้นส่วนโครงสร้างทั้งหลายของเครื่องบิน และสั่งซื้อเพิ่มเติมอีกเกือบ 12 ลำ

The diplomat Magazine ซึ่งเป็นนิตยสารข่าวสารออนไลน์ระดับนานาชาติ ที่ครอบคลุมเรื่องการเมือง สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระบุว่า แม้ว่าสหรัฐฯจะมีกองทัพเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีประเทศใดเทียบได้ แต่ว่าเวลานี้ จีนกำลังพัฒนาเรือรบลำอื่นๆ ไล่ตามหลังสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือพิฆาต และเรือฟริเกต

ขณะเดียวกันกองทัพเรือดำน้ำของจีนก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจีนมีเรือดำน้ำอยู่ที่เกือบ 60 ลำ ส่วนอินเดียมีเพียง 16 ลำ อย่างไรก็ตาม ทั้งจีนและอินเดียยังถือว่าเป็นประเทศที่มีเรือดำน้ำเยอะทั้งคู่ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า เรือดำน้ำของจีนและอินเดียจะมีการเผชิญหน้ากัน

แต่อันที่จริงแล้วเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะกองทัพเรือของจีนส่วนใหญ่มักจะมุ่งให้ความสนใจไปที่งานใกล้บ้าน เช่น ทะเลจีนใต้ หรือไต้หวัน แทนที่จะเผชิญหน้ากับอินเดีย ทั้งนี้กองทัพจีนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจีนมีความมั่งคั่ง มีเงินที่สามารถลงทุนในกองทัพเรือของตนเองให้เติบโตต่อไปได้

ขณะที่อินเดีย ต้องดิ้นรนอย่างหนัก ทั้งด้านการเงินและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ยุ่งยาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้การยกระดับกองทัพเรือของอินเดียให้มีความทันสมัยต้องมีความล่าช้า อย่างไรก็ตามอินเดียก็มีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เพราะมีแนวชายฝั่งเปิดโล่ง และมี “ช่องแคบทางยุทธศาสตร์” ที่อาจยากสำหรับศัตรูอย่างจีนในการทำสงคราม

ในทางกลับกัน จีนเองก็เสียเปรียบ เพราะถูกล้อมด้วยกองทัพเรือสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามในความเคลื่อนไหวของอินเดีย ที่เต็มใจเข้าร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ก็อาจบ่งบอกได้ว่า อินเดียยอมรับถึงความอ่อนแอ ในแนวรบทางทะเลของตนเอง

ดังนั้นนักวิเคราะห์มองว่า แม้ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินผลิตเองลำแรกของอินเดีย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางทะเลให้กองทัพอินเดียได้ แต่ว่าในภาพรวมแล้วมีแนวโน้มว่า อินเดียยังคงห่างไกลจากการเป็นมหาอำนาจทางทะเล

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ