9 เดือนที่ผ่านมา โลกผจญพายุเกือบ 80 ลูก น้อยกว่าปีที่แล้ว 30 กว่าลูก

โดย PPTV Online

เผยแพร่

9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2022 โลกเจอกับพายุไปแล้ว 78 ลูก มีทั้งที่เป็นเพียงดีเปรสชัน และที่เป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น แต่น้อยกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาที่เท่ากัน

เชื่อว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 9 เดือนที่ผ่านมา หลายคนอาจะนึกบ่นในใจว่า ทำไมปีนี้ฝนถึงมากขนาดนี้ ซึ่งส่งผลให้เกิดอุทกภัยและวาตภัยในหลายพื้นที่ ทั้งในประเทศไทยเองและอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก จนเกิดข้อสงสัยว่า ปีนี้มี “พายุ” มากกว่าปีที่แล้วหรือไม่?

ข้อมูลจาก องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ โนอา (NOAA) ซึ่งคล้ายกับกรมอุตุนิยมวิทยาบ้านเรา ระบุว่า ในปีนี้ จนถึงวันนี้ (20 ก.ย.) โลกเผชิญกับพายุแล้ว 78 ลูก

“ไต้ฝุ่นนันมาดอล”ทำพิษส่อกระทบจัด“เจแปนนิส กรังด์ปรีซ์”

แม้จะดูเหมือนเป็นตัวเลขที่มาก แต่ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่ามีพายุอยู่ 107 ลูก จึงนับว่าพายุในปีนี้น้อยกว่าเมื่อปี 2021 ถึง 30 ลูก

โดยภูมิภาคที่พบพายุมากที่สุดคือแถบแปซิฟิก อยู่ในระบบพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก 21 ลูก และระบบพายุเฮอร์ริเคนแปซิฟิกอีก 14 ลูก รองลงมาคือบริเวณมหาสมุทรอินเดีย โดยอยู่ในระบบพายุไซโคลนมหาสมุทรอินเดียใต้-ตะวันตก 12 ลูก และเป็นระบบพายุไซโคลนมหาสมุทรดินเดียเหนือ 10 ลูก รองลงมาอีกคือระบบพายุไซโคลนภูมิภาคออสเตรเลีย 21 ลูก

ความเสียหายคาดการณ์โดยรวมทั่วโลกที่เกิดจากพายุทั้ง 78 ลูกนี้ ขั้นต่ำอยู่ที่ราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตที่ยืนยันได้มี 708 ราย

สำหรับประเทศไทย ได้รับอิทธิพลจากระบบพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิกและระบบพายุไซโคลนมหาสมุทรอินเดียเหนือเป็นหลัก พายุลูกที่เราคุ้นหูกันดีในช่วงที่ผ่านมา เช่น พายุเมกี ไซโคลนอัสนี ไต้ฝุ่นชบา พายุมู่หลาน พายุหมาอ๊อน ไต้ฝุ่นหินหนามหน่อ และล่าสุดที่กำลังถล่มแถบญี่ปุ่นในขณะนี้ คือไต้ฝุ่นนันมาดอล

พายุทั้งหลายลูกข้างต้นนี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทยทำให้ที่ผ่านมามีฝนตกหนักบ่อยครั้ง ในระดับหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของประเทศ จนเกิดวิกฤตอุทกภัยต่อเนื่อง

ทั้งนี้ โดยภาพรวมแล้ว พายุที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุด คือพายุในระบบพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิกและพายุในระบบพายุไซโคลนมหาสมุทรอินเดียใต้-ตะวันตก

หากเรียงตามลำดับเวลา พายุที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในปีนี้ มีดังนี้

พายุโซนร้อนอานา (Ana)

เป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงปานกลางในระบบพายุไซโคลนมหาสมุทรอินเดียใต้-ตะวันตก ก่อตัวเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ใกล้กับประเทศมอริเชียส โดยแรกเริ่มเป็นเพียงเขตพาความร้อน (Area of Convection) ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเป็นพายุ จนในวันที่ 22 ม.ค. ก็ได้กลายเป็นพายุดีเปรสชันเคลื่อนที่เข้าหาแผ่นดิน และในวันถัดมาทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงปานกลาง

พายุอานาเข้าถล่มหลายประเทศในแอฟริกาตอนใต้ ไม่ว่าจะเป็นซิมบับเว มาลาวี มาดากัสการ์ จนเกิดอุทกภัยใหญ่ หลายพื้นที่ไฟดับ ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากบ้าน และทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 142 ราย ขณะที่ความสียหายต่อโครงสร้างและทรัพย์สินต่าง ๆ มีมูลค่ารวมกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 920 ล้านบาท) และท้ายที่สุดก็สลายตัวไปในวันที่ 25 ก.ย.

พายุไซโคลนบัตสิไร (Batsirai)

ในขณะที่พายุอานากำลังจะอ่อนกำลังลง ก็เกิดเขตพาความร้อนใหม่ใกล้กับหมู่เกาะโคคอสในมหาสมุทรอินเดีย และพัฒนากลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในวันที่ 25 ม.ค.

วันต่อมา หย่อมความกดอากาศต่ำนี้พัฒนากลายเป็นพายุอย่างรวดเร็ว โดยกลายเป็นพายุโซนร้อน และทวีกำลังกลายเป็นไซโคลนในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง แล้วมุ่งหน้าขึ้นฝั่งมาดากัสการ์

พายุลูกนี้อ่อนกำลังและทวีกำลังสลับกันไปเรื่อย ๆ และใช้เวลานานกว่าจะสลายตัว พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุลูกนี้หลัก ๆ คือมอริเชียสและมาดากัสการ์ มีผู้เสียชีวิตรวม 123 ราย สร้างความเสียหายถึง 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7พันล้านบาท) และสลายตัวไปในวันที่ 11 ก.พ.

พายุสองลูกข้างต้นนี้ล้วนเป็นพายุในระบบพายุไซโคลนมหาสมุทรอินเดียใต้-ตะวันตก แต่พายุที่รุนแรงที่สุดมาจากระบบพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

พายุโซนร้อนเมกี (Megi)

วันที่ 8 เม.ย. ตรวจพบเขตพาความร้อนทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศปาเลาในโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นยกระดับเป็นดีเปรสชันในวันถัดมาในบริเวณภูมิภาควิซายา (Visayas) ของฟิลิปปินส์

จากนั้นมันได้ทวีกำลังรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และได้ขึ้นฝั่งที่เกาะคาลิโคน ผ่านไปยังอ่าวเลย์เต แล้วขึ้นฝั่งอีกครั้งที่บาซีย์ เกาะซามาร์ ท้ายที่สุดจึงอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ และสลายตัวไปในที่สุดในวันที่ 12 เม.ย.

ผลกระทบของพายุเมกี หลัก ๆ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 เม.ย. โดยทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของฟิลิปปินส์ ฝนที่ตกหนักทำให้หลายเมืองถูกประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เช่นที่เมืองเซบู

พายุเมกีคร่าชีวิตผู้คนในฟิลิปปินส์ไปถึง 214 ราย และก่อความเสียหายมูลค่า 90.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.35 พันล้านบาท) นับเป็นหนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดที่ฟิลิปปินส์เคยเผชิญ

พายุโซนร้อนมู่หลาน (Mulan)

วันที่ 5 ส.ค. เกิดเขตพาความร้อนทางใต้ของกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ แล้วเคลื่อนตัวผ่านลูซอนไปยังทะเลจีนใต้ แล้วกลายเป็นดีเปรสชันในวันที่ 8 ส.ค. และวันถัดมาก็กลายเป็นพายุโซนร้อน ขึ้นฝั่งที่เมืองจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้งของจีน และส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนใต้ของจีน เวียดนาม สปป.ลาว เมียนมา และไทย

เมื่อเคลื่อนขึ้นฝั่งก็ทำให้พายุโซนร้อนมู่หลานเริ่มอ่อนกำลังลง และเมื่อเคลื่อนไปยังเวียดนามก็ทำให้สลายตัวในที่สุดเมื่อวันที่ 11 ส.ค.

ผลกระทบจากมู่หลานทำให้มีฝนตกหนนักในเวียดนาม และเกิดอทุกภัยคร่าชีวิตประชาชนไป 7 ราย รวมถึงสร้างความเสียหายให้กับพืชผลการเกษตรและฟาร์มกุ้ง รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากพายุ 106,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4 ล้านบาท)

พายุโซนร้อนกำลังแรงหมาอ๊อน (Ma-On)

วันที่ 19 ส.ค. ตรวจพบหย่อมความกดอกาศต่ำในทะเลฟิลิปปินส์ ทางเหนือของประเทศปาเลา ซึ่งเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเรื่อย ๆ ละกลายเป็นดีเปรสชันในวันถัดมา

ดีเปรสชันที่เกิดขึ้นพัฒนากลายเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 22 ส.ค. และทวีความรุนแรงขึ้นจนถูกจัดระดับให้เป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง ผลกระทบในช่วงแรกเกิดขึ้นกับฟิลิปปินส์ ต่อมาขึ้นฝั่งที่มณฑลกวางตุ้งของจีน ทำให้จีนตอนใต้และเวียดนามได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น ก่อนจะสลายตัวไปในวันที่ 26 ส.ค.

หมาอ๊อนคร่าชีวิตผู้คนไปทั้งสิ้น 7 ราย และก่อความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่การเกษตรรวมกว่า 9.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 337 ล้านบาท)

ไต้ฝุ่นหินหนามหน่อ (Hinnamnor)

ไม่นานหลังหมาอ๊อนสลายตัว ก็มีการตรวจพบความแปรปรวนของลมร้อนบริเวณเกาะอิโวะจิมะของญี่ปุ่น ซึ่งยกระดับอย่างรวดเร็วกลายเป็นพายุโซนร้อนในเวลา 6 ชั่วโมง

หินหนามหน่อเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกโดยระหว่างนั้นก็ทวีกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง และถูกยกระดับกลายเป็นพายไต้ฝุ่นในวันที่ 29 ส.ค. จากนั้นก็ยังไม่อ่อนกำลังลง และกลายเป็นไต้ฝุ่นความรุนแรงระดับ 5 ซึ่งเป็นความรุนแรงสูงสุดหรือ “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น” ในที่สุด

ความเร็วของพายุไต้ฝุ่นหินหนามหน่อลดระดับลงขณะเคลื่อนเข้าใกล้โอกินาวาของญี่ปุ่น แต่ความรุนแรงของมันยังคงส่งผลกระทบกับทั้งญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ จีนตะวันออก ไต้หวัน เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ และรัสเซียตะวันออก มีรายงานผู้เสียชีวิตในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รวม 12 คน

เมื่อหินหนามหน่อเคลื่อนขึ้นฝั่งเกาหลีใต้ยังทำให้บ้านเรือนกว่า 60,000 ถูกตัดขาดจากระบบไฟฟ้า แต่ก็อ่อนกำลังลงและสลายตัวไปในวันที่ 6 ก.ย.

ระยะเวลาของการเกิดพายุที่ยาวนานถึง 10 วันทำให้โครงสร้างต่าง ๆ ของหลายประเทศได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีการประเมินความเสียหายรวมอยู่ที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.4 หมื่นล้านบาท)

ไต้ฝุ่นนันมาดอล (Nanmadol)

พายุลูกล่าสุดที่กำลังสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับญี่ปุ่น ก่อตัวเป็นดีเปรสชันกำลังอ่อนครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. ทางตะวันออกของเกาะอิโวะจิมะ และกลายเป็นดีเปรสชันในอีก 2 วันถัดมา โดยเคลื่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ มุ่งหน้าไปทางฟิลิปปินส์

ระหว่างทาง นันมาดอลทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเมื่อเข้าเขตของฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ก็กลายเป็นไต้ฝุ่นความรุนแรงระดับ 3 จากนั้นเพียง 4 ชั่วโมงถัดมา นันมาดอลได้กลายเป็นพายุไต้ฝุ่นความรุนแรงระดับ 4

เมื่อนันมาดอลขึ้นฝั่งที่คิวชู บริเวณทางใต้ของญี่ปุ่นก็ลดระดับความรุนแรงลงเหลือระดับ 3 และถูกแรงเสียดทานของผืนแผ่นดินทอนความรุนแรงลงเรื่อย ๆ จนระดับเหลือความรุนแรงลดเหลือ 1

นันมาดอลเคลื่อนตัวต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โดยอ่อนกำลังลงกลายเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง แต่กระนั้นก็ทำให้มีฝนตกน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่น มีอาคารหลายหลังและเสาไฟฟ้าถูกทำลาย

ล่าสุดญี่ปุ่นรายงานผู้เสียชีวิตจากนันมาดอลแล้ว 2 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 70 คน ประชาชนกว่า 340,000 คนไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะเดียวกัน ที่เกาหลีใต้ซึ่งโดนหางเลขของพายุไปด้วยก็มีรายงานผู้บาดเจ็บ 1 คน และต้องอพยพประชาชน 700 คนออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์ของนันมาดอลกำลังเคลื่อนผ่านญี่ปุ่น โดยขณะนี้เริ่มอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ

 

ภาพจาก AFP

อำลาควีนเอลิซาเบธที่ 2 ครั้งสุดท้าย ที่โบสถ์เซนต์จอร์จ

“หักคทา-เก็บธง” ขั้นตอนสำคัญ ประกาศสิ้นสุดรัชสมัยควีนเอลิซาเบธที่ 2

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

FINAL CALL

FINAL CALL

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ